หลายวันก่อน ผมได้รายงานผลการดำิเนินงานด้านวิชาการและวิจัยแก่ท่านคณบดีและคณะกรรมการคณะ ซึ่งจริงๆ ผมก็เรียนท่านไปว่า ในหนึ่งเทอมที่ผ่านมา ผมให้น้ำหนักในสองเรื่องหลัก คือ การพัฒนาหลักสูตรใหม่ กับการพัฒนางานวิจัยของคณะ ส่วนงานด้านการเรียนการสอน ผมคิดว่ากระบวนที่ในหลายปีที่ผ่านมา มีความพอใจในระดับหนึ่งแล้ว ก็พอจะปล่อยให้เป็นกลไกปกติได้แล้ว

เมื่อวานได้มีโอกาสคุยกับท่านคณบดีอีกครั้งหลังจากที่ท่านได้เข้าประชุมกรรมการบริหารมหาวิทยาลัย ท่านแจ้งว่าท่านได้รายงานผลการดำเนินงานของคณะ แล้วก็มีกรรมการหลายท่านเสนอแนะว่า งานวิชาการของคณะฯ ไม่ควรหยุดอยู่กับที่ ต้องให้เห็นความก้าวหน้าเหมือนกัน ไม่ใช่มุ่งแต่งานวิจัยอย่างเดียว เดียวจะไปทับเส้นกับสำนักวิจัยฯ

ผมรู้สึกว่า งานนี้เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนที่จำเป็นต้องชี้แจง (ฮาฮาฮา) จริงๆ จำได้ว่า เคยคุยกับท่านคณบดีไปหลายครั้งว่า ทำไมผมจึงกำหนดแนวทางงานวิชาการของคณะอย่างนี้ (คือให้งานวิจัยมาก่อน) 

ถึงแม้ในมือของผมจะมีงานสองเรื่องสำคัญ แต่ผมก็คิดว่าทั้งสองเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยพึ่งพากันตลอด (งานวิชาการ ซึ่งเกี่ยวกับการผลิตบัณฑิต กับงานวิจัย)

ตอนผมรับผิดชอบในตำแหน่งนี้ใหม่ๆ ผมทุ่มเทให้กับกระบวนการพัฒนาอาจารย์ด้านการเรียนการสอน บนพื้นฐานที่คนอื่นพยายามสร้างทัศนคติของผมว่า อาจารย์สอนอย่างไม่มีหลักความรู้ทางศึกษา ผมที่จบศึกษาศาสตร์ต้องพัฒนาให้

แต่พอทำๆ ไปสองปี ผมมีทัศนคติใหม่ ว่า อาจารย์ไม่ได้มีปัญหาเรื่องการสอนหรือเทคนิคการสอน จนถึงขั้นวิกฤต อย่างที่หลายๆ คนสร้างภาพนี้ในสมองผม อาจารย์หลายท่านมีเทคนิควิธีการที่ดีมากในการสอน เพียงแต่ขาดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเท่านั้นเอง ในปีที่สามผมจึงเปลี่ยนลักษณะการพัฒนาอาจารย์ด้านการจัดการเรียนการสอนเป็นการทำเวที เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน แล้วปลายปี ผมก็มอบเวทีนี้ให้สาขาวิชาดำเนินการกันเองภายใน แล้วตอนนี้ผมก็ยังเห็นสาขาวิชาดำเนินการอยู่ ซึ่งในเทอมต่อไป ผมได้เรียนท่านคณบดีไปว่า ผมจะสร้างกลไกเพื่อให้เกิดการบันทึกและการตรวจสอบระหว่างกัน  

งานด้านนี้ไม่ได้ด้อยลงนะครับ ขอยืนยัน

แต่เมื่อผมมาวิเคราะห์ว่า อะไรคือการสร้างคุณภาพในการจัดการเรียนการสอนที่ยั่งยืน ผมก็แสวงหาแนวคิดในการประเมิน อย่างแรกที่เจอคือ ในเกณฑ์มาตรฐานของสกอ.และสมศ. ผมพบว่า คำว่ามาตรฐานในการผลิตบัณฑิตและงานวิชาการ มุ่งไปที่วิทยฐานะของอาจารย์ คุณวุฒิของอาจารย์ งานวิจัยของอาจารย์

เช่น ถ้าจะถามว่า มหาวิทยาลัยของคุณมีมาตรฐานในการผลิตบัณฑิตมัย ก็ต้องตอบว่า สัดส่วนอาจารย์กับนักศึกษาเป็นเท่าไร อ.มีสัดส่วนการสำเร็จการศึกษาอย่างไร ป.เอกกี่คน ป.โทกี่คน ป.ตรีกี่คน ในคณะของคุณมี ศ.กี่คน รศ. กี่คน ผศ.กี่คน อ.กี่คน  ในขณะคำถามที่บงบอกคุณภาพอีกบางข้อ คณะฯ ของเราไปได้ไปตั้งหลายปีแล้ว เช่น การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เป็นต้น

สังเกตว่า ถ้าเราตอบคำถามมาตรฐานในเรื่องของงานวิจัยได้ คำถามอีกหลายข้อเราจะตอบได้โดยอัตโนมัติ คือ ถ้าอาจารย์ทำวิจัย ก็จะมีรายงานงบประมาณออกมาสำหรับการทำวิจัย (เป็นสองข้อของเกณฑ์มาตรฐาน) จากนั้นเมื่อทำวิจัยเสร็จก็มีบทความวิจัยออกตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ (ก็เป็นอีกข้อหนึ่ง) จากนั้นเมื่อครบเกณฑ์ก็ขอตำแหน่งวิชาการ (ก็เป็นเกณฑ์อีกข้อหนึ่ง) แล้วก็สามารถเป็นกรรมการวิชาการในตำแหน่งต่างๆ ได้อีก (ก็เป็นเกณฑ์อีกข้อหนึ่ง)  จากความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่ทำการวิจัย ก็นำไปสู่การสอนในชั้นเรียน (ก็เป็นอีกข้อหนึ่งของเกณฑ์มาตรฐาน)

สรุปการสร้างคุณภาพสู่ระดับมาตรฐานของคณะ ต้องเริ่มจากงานวิจัย ดังนั้นนั่นคือคำตอบ ว่าทำไมผมจึงหันหน้าพาอาจารย์ทั้งคณะสู่สนามวิจัย

ผมไม่ได้เลือกแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ผมต้องการได้ทั้งสองอย่างครับ ขอยืนยัน