ภูมิปัญญาคนอีสาน

ครกมองหรือครกกระเดื่องภูมิปัญญาไทยอีสานคู่บ้านชาวนาไทย ศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ คนไทยต้องนิยมไทย ศรัทธาไทย พร้อมมีองค์กรเสริมสร้างภูมิปัญญาไทย ค้นคว้าหาสิ่งที่ดีมลงามประจำท้องถิ่นไทย ออกมาเผยแพร่สู่สายตาชาวโลก จุดเด่นของวัฒนธรรมประเทศตะวันตกคือตระการตาด้วยเทคโนโลยีเป็นฐานสนับสนุน แต่วัฒนธรรมไทยเป็นพื้นฐานมาจากพระพุทธศาสนา มีจุดเด่นด้านธรรมะ ความสงบสุข สันติสุข  เอื้ออาทรต่อมนุษยชาติ  อันเป็นการแสวงหาของชาวโลก อย่างยั่งยืน วันนี้ทีมข้าวเดินทางไปที่อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ดินแดนทุ่งกุลาร้องไห้ อันที่จริงอำเภอสุวรรณภูมิ โดดเด่นด้วยข้าวหอมมะลิ โด่งดังมากแต่ปัจจุบัน สนามบินสุวรรณภูมิ มาบดบังหลายคนบอกว่าอำเภอสุวรรณภูมิ ตั้งเลียนแบบสนามบินสุวรรณภูมิ ข้อจริง อำเภอสุวรรณภูมิ เป็นหัวเมืองเก่าแก่ของเมืองสาเกตนครหรือร้อยเอ็ดในปัจจุบันมาหลายร้อยปี มีหลักฐานการเป็นเมืองเก่าแก่คือ กู่พระโกนา สระสี่เหลี่ยม มีประวัติหลักฐานทางประวัติศาสตร์อย่างชัดเจน คุณฟ้าห้วน ปาโท นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร 6ว. สำนักงานเกษตรอำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวว่า นายนิพนธ์  พละชัย เกษตรอำเภอ นำงานส่งเสริมการเกษตรตามแนวพระราชดำริ เศรษฐกิจพอเพียง สู่ภาคการเกษตร สืบสานงานศิลปวัฒนธรรมดั้งเดิม  สิ่งที่ประทับใจในวันนั้นคือ ครกมอง หรือครกตำข้าว เป็นเรื่องใกล้ตัวของประชาชน พร้อมเก็บเกี่ยวเรื่องราวให้คนรุ่นใหม่ได้รู้จักเพื่อการประเทืองปัญญา ครกมองหรือครกตำข้าว เป็นอุปกรณ์ใกล้ตัวภายในครัวเรือน มีหลายรูปแบบเพื่อการตำข้าวเปลือกให้เป็นข้าวสาร เช่น ครกตำมือ ครกกระเดื่อง พลังน้ำของชาวเขา  ครกกระเดื่องของชาวภาคอีสาน ปัจจุบันมีการประยุคให้เป็นครกมองไฮเทค ใช้มอเตอร์กระแสไฟฟ้า  แต่วันนี้จะแนะนำ ครกมอง  ภูมิปัญญาคนอีสาน ความหมายมาจากหลายคนแปลว่า ตำข้าวไปด้วยมองไก่ที่จะมาจิกข้าวไปด้วย หรือว่าหนุ่มมาจีบสาว ตำข้าวไปมองหน้าหวานๆของสาวๆไปด้วย  ชาวภาคอีสานจะมีครกมองประจำบ้านส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ข้างยุ้งข้าว ทำเป็นเพิงต่อจากยุ้งข้าวกันแดดกันฝน ประโยชน์ของครกมอง มีมากมายมหาศาล ทั้งเวลาปกติใช้ตำข้าว เวลามีงานบุญ งานเทศกาล ใช้ตำข้าวสารเป็นแป้งขนมจีน ข้าวโป่ง ข้าวเกรียบ ขนม เรียกว่างานบุญ 12 เดือนหรือที่เรียกว่า ฮีตสิบสองคองสิบสี่ ฮีตยี่คองเจียงคุณฟ้าห้วน  ปาโท นำคณะเดินดูครกมองที่ติดตั้งข้างๆบ้านเกษตรกร มีส่วนประกอบคือ ตัวครก เป็นไม้ขุดลึกประมาณ 30-40 เซนติเมตร สูงประมาณ 90-100 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 60-80 เซนติเมตร นิยมใช้ไม้เนื้อแข็ง ประเภท ไม้สะแบง ไม่พะยอม หรือไม้อื่นที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน ข้อสำคัญต้องป้องกันปลวก มอดไม้ได้ด้วย ส่วนฐานครกมองจะถูกฝังลงไปในดิน  อายุการใช้งาน 20-30 ปี บางท้องถิ่นนิยมนำปูนซีเมนต์มาหล่อเป็นตัวครกแทนแต่ไม่นิยมเพราะจะมีเศษหินปนมากับข้าวด้วย คุณภาพข้าวเสียไปส่วนที่สองคือ แม่ครก เป็นคานเดี่ยวตามหลักความสมดุลของโมเมนต์ เพื่อกระเดื่องขึ้นลงตามจังหวะนำเอาสากที่เป็นตัวกระทบข้างเปลือกให้เปลือกแตกออกจากเมล็ดกลายเป็นข้าวสาร การใช้แม่ครกที่เหมาะสมจะสามารถทำงานได้สะดวกมีประสิทธิภาพ ในการเลือกไม้มาทำแม่ครกจะเป็นไม้เนื้อแข็งมีความคงทน อายุการใช้งานหลายปี เนื้อไม้เมื่อแห้งแล้วต้องมีน้ำหนักพอดีไม่เบาจนเกินไป มีสูตรการคำนวณของคนโบราณ ที่มีความชาญฉลาดให้เหมาะสมกับตัวเอง กล่าวคือ ความยาวของแม่ครก ให้ตัดเอาความยาวสามอก คำกล่าวตามตำรานี้คือ ให้วัดจากอกของตัวเองไปจรดปลายนิ้ว เมื่อเหยียดแขนตรง คนโบราณจะเอาอกตัวองเป็นมาตรฐาน  จะได้ความยาว 1 เมตร หรือ 1 เมตรเศษประมาณ 3 อก จากแอว(คาน)ถึงสากที่ปลายหัว 1 อก หางมอง 2 อก ไม้ที่คนโบราณนำมาเป็นแม่ครก ได้แก่ ไม้มะขวิด ไม้จุมจัง มีความคงทนเมื่อแห้งแล้วน้ำหนักไม่เบาเกินไป  นำไม้สดมาตัดตามสูตร เหลาให้กลมเกลี้ยง ด้านติดสากโตแล้วแล้วเรียวเล็กไปทางปลายที่จะใช้เท้าเหยียบ ปกติจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 25 เซนติเมตร แล้วเรียวไปด้านหางประมาณ 20 เซนติเมตร ส่วนที่สามคือเสา ที่ทำจากไม้เนื้อแข็งเช่นไม้ประดู่ ไม้จิก ไม้พยุง หรือไม้เนื้อแข็งอื่นๆที่มีความคงทนสามารถเจาะยึดแอว(คาน)เป็นตัวกระเดื่องขึ้นลง ครก 1 ชุด ใช้เสา 2 ต้น ฝังคู่ห่างกันประมาณ 50 เซนติเมตร เสาขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 40 เซนติเมตร ส่วนที่ 4 คือแอว(คาน) ทำจากไม้เนื้อแข็งเหนียวคงทนพิเศษยาว 50 เซนติเมตร นำมาสอดกลางแม่มองที่เจาะทะลุปกติจะใช้ไม้ขนาด 2X3 นิ้ว มาเหลาให้พอเหมาะ  ส่วนที่ห้าคือ สาก นิยมทำจากไม้ยางที่ตัดทิ้งไว้ให้หมาดๆมีความเหนียวไม่ลื่นจนเกินไป มี 3 ขนาดคือ ขนาดที่ 1 เรียกว่า สากตำ ความยาวประมาณ 50 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 9 เซนติเมตร ใช้ตำครั้งที่ 1 เพื่อกะเทาะเปลือกข้าวออก ขนาดที่ 2 คือสากต่าว มีความยาว 50 เซนติเมตร  เส้นผ่าศูนย์กลาง 12 เซนติเมตร ใช้ตำครั้งที่ 2 เพื่อกะเทาะเปลือกข้าวที่เหลือออก  ขนาดที่ 3 เรียกว่า สากซ้อม ความยาว 50 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 15 เซนติเมตร ใช้ตำครั้งที่ 3 เพื่อให้ได้ข้าวสาร 100% สากเมื่อตำข้าวนานปลายจะแหลม สามารถตัดออกพอประมาณให้เป็นรูปหน้าตัด สากปลายแหลมตำข้าวหรือกะเทาะข้าวช้าลง หรือทำจากไม้ชนิดอื่นปลายสากจะมันลื่นกะเทาะข้าวเปลือกไม่ล่อน  สิ้นเปลืองแรงงานหากเปลือยเทียบกับโรงสีข้าวคือลูกนวดและยางขัดข้าวนั่นเอง ครกมองหรือครกกระเดื่องคู่บ้านชาวภาคอีสานมายาวนานหลายชั่วอายุคน ถูกนำมาประยุกต์ใช้ ตำข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือคุณภาพดีของชาวทุ่งกุลาร้องไห้  จากแรงงานคนแปรเปลี่ยนเป็นเครื่องจักรกลหรือครกมองไฮเทคหลายกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรที่มีความสำเร็จ ที่ อ.สุวรรณภูมิ  ต.น้ำอ้อม อ.เกษตรวิสัย บ้านมะโก้กพัฒนา ต.อุ่มเม้า อ.ธวัชบุรี ต.ศรีสว่าง อ.โพนทราย ผลิตข้าวสาร ข้าวกล้อง สร้างรายได้ให้กับประชาชน เป็นแหล่งศึกษาดูงาน สำหรับหน่วยงานราชการ เอกชน ทั้งชาวไทยและต่างประเทศในวันข้างหน้าการที่จะให้ชาวโลกรู้จักและนิยมชมชอบวัฒนธรรมไทย คนไทยเองต้องชื่นชอบวัฒนธรรมไทยก่อน อย่างให้เป็นในทางที่กลับกัน ที่ให้ชาวต่างประเทศรู้จักและนิยมชมชอบวัฒนธรรมไทยก่อน เมื่อนั้นคนไทยค่อยนึกขึ้นได้ แล้วกลับมานิยมชมชอบวัฒนธรรมไทย  อาทิ ฝรั่งเข้ามาศึกษาวิปัสสนากรรมฐานในวัดไทย ฝรั่งใช้ผ้าขาวม้าผูกเอว คนไทยจึงทำตาม เราคนไทยต้องออกมาช่วยกันต่อสู้กับสงครามวัฒนธรรมระหว่างประเทศคงความเป็นเอกลักษณ์ของคนไทย กินของไทย เที่ยวเมืองไทย ร่วมกันกันประหยัด นำแนวพระราชดำริ เศรษฐกิจพอเพียง สู่ครอบครัวคนไทย หากมีเวลาท่องเที่ยวทุ่งกุลาร้องไห้ อำเภอสุวรรณภูมิ ได้ทั้งศิลปะและวัฒนธรรมวัฒนธรรม เชื่อมโยงต่อกับภาคการเกษตร โทร.0-4358-1462 หรือต้องการข้าวหอมมะลิชั้นดีต้องข้าวหอมมะลิโลก จากทุ่งกุลาร้องไห้ มาวันนี้หรือวันไหน ยินดีต้อนรับครับ วัชรินทร์ เขจรวงศ์ <h1 style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" align="center">208 หมู่ที่ 2 บ้านสามแยก ตำบลเหนือเมือง</h1><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 27pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center">อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด 45000 โทร.0-6850-2416 โทรสาร.0-4351-8449                              [email protected],[email protected]</p>  http://www.watcharin101.net/