สืบสานตำนานไทย
-
กระติบข้าวไม้ไผ่เมืองร้อยเอ็ดงานหัตถกรรมพื้นบ้านอีกหนึ่งภูมิปัญญาชาวอำเภอพนมไพร
-
นานผดุงศักดิ์ ไชยอาลา นายอำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด ร่วมกับประชาชนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ชาวตำบลพนมไพร 19 หมู่บ้าน จัดกิจกรรมโชว์ผลิตภัณฑ์การแปรรูปภาคการเกษตร จากเกษตรกรสูผู้บริโภคที่ บริเวณลานวัดหมู่ที่ 18 มีนายประกอบ บรรสุทธี กำนันแหนบทองคำ ปี 2550 นำผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วย หัวหน้าส่วนราชการประชาชน สถาบันเกษตรกร นำสินค้ามาจำหน่ายพร้อมโชว์เพื่อสร้างกลไกการตลาด เป็นการสร้างศักยภาพทางผลผลิตภาคการเกษตร หลังเกษตรกรดำเนินการตามแนวพระราชดำริไร่นาสวนผสมทฤษฎีใหม่ และนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางในการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า 25 ปีตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ เมื่อปี 2540 และเมื่อภายหลังได้ทรงเน้นย้ำแนวทางแก้ไขปัญหาเพื่อให้รอดพ้น และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์นายผดุงศักดิ์ ไชยอาลา กล่าวว่า พื้นที่ของตำบลพนมไพร ติดกับลำน้ำชี ห่างจากตัวจังหวัด 65 กิโลเมตร มีการปลูกพืชฤดูแล้งตามชายหาดที่นำไหลทรายมูล ประมาณ 10 ไร่ เกษตรกรบ้านเกษตรสมบูรณ์ มีการปลูกพืชผัก อาทิ พริก ถั่วฝักยาว มะเขือ สร้างรายได้ปีละ 5-6 แสนบาท เป็นกลุ่มเกษตรกรจำนวน 20 คน นอกจากนั้นมีการเพาะเห็ดนางฟ้า กลุ่มเกษตรกร 25 คน ผลผลิตออกมาอย่างต่อเนื่อง ขายได้ทุกวัน นาประกอบ บรรสุทธี กำนันแหนบทองคำ ปี 2550 กล่าวว่า ตำบลพนมไพรมี 19 หมู่บ้าน ผู้ใหญ่บ้าน 6 หมู่บ้านในเขตเทบาล ต้องทำงานหนักกว่านอกเขตเพราะต้องทำงานร่วมกับเทศบาลตำบลพนมไพร พื้นฐานสังคมชาวอำเภอพนมไพร เป็นคนดีมีศีลธรรม งานกิจกรรมประเพณีจัดยิ่งใหญ่ทุกปีคือบุญบั้งไฟ มีการสืบสานศิลปวัฒนธรรมอย่างดียิ่งและต่อเนื่อง การแสดงสินค้าของเกษตรกรกลุ่มเกษตรกร แม่บ้านเกษตรจึงเป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง ความสำเร็จของงานเกษตรกรสร้างกลไกการตลาดที่มั่นคงและยั่งยืนตลอดไป การสานกระติบข้าวจักกสานด้วยไม้ไผ่ ต้นกก เป็นสินค้าที่สร้างชื่อเสียงให้กับประชาชน ผลิตภัณฑ์แปรรูปอาหารปลาร้าบอง ดอกไม้จากรังไหม โคมไฟ ฐานตั้งเทียนแสงสี ผ้าไหมลายประจำถิ่น เป็นการเสริมสร้างกลไกการตลาดของเกษตรกรผู้ผลิตสู่ประชาชนบริโภคโดยตรง มีนิทรรศการปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงสู่ประชาชน
วันนี้ขอหยิบยกเรื่องภาชนะที่เก็บข้าวเหนียวชาวภาคอีสานของไทยนิยมกินข้าวเหนียวมาแต่ดั้งเดิมปัจจุบันก็ยังกินข้าวเหนียวดังคำกล่าวที่ว่า “ฮักกันไว่คือข้าวเหนียวนึ่งใหม่ อย่าสิเพแตกม่างคือน้ำถืกข้าวเหนียว” คนอีสานมีความชาญฉลาดค้นหาสิ่งที่จะมาปรับปรุงให้ข้าวเหนียวสุกน่ากินและเก็บไว้ได้นานในภาชนะที่ไม่ทำให้ข้าวเหนียวแข็ง สิ่งที่ทำให้ข้าวเหนียวอ่อนนุ่มอยู่ได้นานก็คือ “ไม้ไผ่” นำมาจักสานจนกลายเป็นก่องข้าวหรือ “กระติบข้าว” การเตรียมไม้ไผ่สำหรับสานกระติบข้าว จากผู้รู้กล่าวเอาไว้ว่า ไม้ไผ่ควรมีอายุไม่เกินหนึ่งปี โดยเลือกลำไผ่ที่โตเพียงฝนเดียวมาสานกระติบ ไม้ไผ่สานกระติบได้ดีที่สุดจะมีอายุประมาณ 4-5 เดือนการเลือกไม้ไผ่ จะเลือกไม้ไผ่ที่มีข้อปล้องยาวและตรง มีผิวเรียบเป็นมันนำมาตัดข้อปล้องทางหัวและท้ายออก โดยใช้เลื่อยตัดรอบไม้ไผ่เพื่อป้องกันผิวไผ่ฉีก ขนาดของปล้องไม้ไผ่หนึ่ง ควรมีความยาวประมาณ 30-40 เซนติเมตร จากนั้นจึงใช้มีดโต้ผ่าออกเป็นชิ้นๆ จึงใช้มีดตอกจักเป็นตอกขูดเปลือกสีเขียวหรือชาวบ้านเรียกว่า “ติวไผ่” ออกนำมาผึ่งแดดเพื่อเก็บรักษาเอาไว้ก่อนจะทำงานสาน ผู้ชำนาญการด้านเหลาตอกไม้ไผ่ให้มีขนาดเหลือความหนาประมาณ 0.05 เชนติเมตร ขูดเสี้ยนไม้ออก เพื่อให้ตอกมีความเรียบและอ่อนบางที่สุด กระติบที่ได้ก็จะสวย เวลาสานตอกอ่อนจะสานง่ายไม่เจ็บมือ ได้ตอกมาประมาณ 100-150 เส้น จะเริ่มสานติบข้าวได้ บางครั้งผู้สานต้องการเพิ่มลวดลายในการสานกระติบก็จะย้อมสีตอกก่อน ส่วนใหญ่จะใช้สีผสมลงในกระบอกไม้ไผ่แล้วนำมาย้อมตอกให้เป็นสีสันตามที่ตัวเองต้องการ กระติบข้าวหรือที่ชาวอีสานมักเรียกว่า “ติบข้าว” เวลาที่ลงมือสานมักจะเริ่มต้นสานใช้ตอก 6 เส้น แล้วสานด้วยลายสอง โดยทิ้งชายตอกให้เหลือประมาณ 5 เซนติเมตร เมื่อสานได้ยาวจนชายตอกอีกด้านเหลือประมาณ 3 เซนติเมตรให้นำชายทั้งสองข้างมาประกับกันโดยใช้ลายสอง และเมื่อนำมาประกบกันได้แล้วด้วยลายสองก็จะม้วนชายตอกที่ไม่ต้องการอีกทีด้วยการสานลายสองเวียน การสานกระติบให้ประกบซ้อนกันเป็นสองชั้น ก็เพื่อช่วยเก็บความร้อนให้อยู่ได้ชั่วขณะหนึ่งพอที่จะทำให้ได้กินข้าวเหนียวที่ไม่แข็งเกินไป นอกจากนั้นกระติบข้าวที่ทำจากไม้ไผ่ยังช่วยดูดซับเอาหยาดน้ำที่อยู่ภายในที่จะเป็นตัวทำให้ข้าวเปียกหรือแฉะได้อีกด้วย ขั้นตอนต่อไปคือการขึ้นลายกระติบข้าว ขึ้นอยู่กับความต้องการของคนที่สานว่าต้องการใช้ลายอะไร เพราะแต่ละลายจะขึ้นต่างกัน ลายกระติบที่นิยมสาน คือ “ลายข้างกระแตสองยืนและสามยืน” การขึ้นลายสองนั้น จะยกตอก 2 เส้นแล้วทิ้ง 2 เส้น และเมื่อขึ้นลายไปได้ประมาณครึ่งหนึ่งของความยาวของตอกแล้ว ก็จะสานต่อด้วยลายสามนอนหรือลายคุบ จากนั้นจึงสานด้วยลายสองยืนอีกครั้งเพื่อความแข็งแรงของกระติบข้าว -
จากนั้นจึงม้วนเก็บชายตอกด้วยการพับครึ่งเข้าไปข้างในทั้งสองข้างและบีบเพื่อตกแต่งให้สวยงามส่วนก้นของกระติบข้าวนั้นจะสานเป็นแผ่นแบนสองอันมาประกบกันเข้าแล้วผูกติดกับส่วนตัวกระติบ เรียกขั้นตอนนี้ว่า “อัดตู๋”
-
ซึ่งมีการเย็บอยู่สองวิธีคือ การเย็บโดยใช้หวาย กับเย็บด้วยการใช้ด้ายเย็บ แต่การเย็บด้วยหวายนั้นให้ความสวยงามตามธรรมชาติ และมีความแข็งแรงกว่าการเย็บด้วยด้าย แต่ปัญหาก็คือหวาย จะหายากในปัจจุบัน ส่วนต่อไปคือฐานของกระติบ คนอีสานจะเรียกว่า “ตีนติบข้าว” เป็นส่วนหนึ่งที่ต้องรับน้ำหนักและจำเป็นที่จะต้องทำให้แข็งแรง ดังนั้นส่วนใหญ่จึงใช้ก้านตาลมาเหลาแล้วโค้งให้เป็นวงกลมเท่ากับขนาดของก้นกระติบข้าว ก้านตาลที่ใช้จะต้องตรงไม่คดเบี้ยวและมีความยาวประมาณ 1 เมตรขึ้นไป นำก้านตาลที่ตัดได้มาเหลาเอาหนามตาลออก ผ่าตามความยาวของก้านตาล ซึ่งก้านตาล 1 ก้านใหญ่สามารถทำตีนกระติบได้ 1-2 อัน จากนั้นจึงผ่าเกลาให้เรียบเสมอกัน นำมาม้วนแล้วทิ้งไว้ให้แห้งโดยใช้เวลาประมาณ15-20วันเป็นอย่างน้อย การทำฝากระติบข้าวนั้นจะสานเช่นเดียวกับตัวกระติบเพียงแต่ให้ใหญ่กว่าเพื่อสวมครอบปิดเปิดได้ กระติบข้าวที่สานเสร็จแล้วไม่ควรเก็บไว้ในที่ชื้นเพราะจะทำให้ขึ้นราได้ง่ายและมีมอดเจาะและควรเก็บไว้ในที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก นี่คือภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ไม่อาจมองข้ามได้ เพราะเพียงหัตถกรรมพื้นบ้านธรรมดาเช่นนี้ กลับกลายเป็นรายได้อีกทางหนึ่งให้กับชุมชน อนาคตงานจักสานจะดำเนินไปในทิศทางใด หากปล่อยให้กาลเวลาล่วงเลยไป ขอฝากให้กับคนรุ่นใหม่ปัจจุบันสมควรอนุรักษ์เอาไว้ ปัจจุบันในบางท้องถิ่นนิยม “สานกระติบข้าวเหนียวด้วยต้นกกหรือไหล” บางแห่งใช้กระติกพลาสติกซึ่งเป็นอันตราย ส่วนการเก็บรักษาความร้อนของข้าว ใช้ผ้าขาวบางรองในกระติบข้าวห่อขึ้นมาจนถึงปากกล่องข้าว รักษาอุณภูมิ 6-8 ชั่วโมง
-
วัชรินทร์ เขจรวงศ์ 208 หมู่ที่ 2 บ้านสามแยกตำบลเหนือเมือง อำเภอเมืองร้อยเอ็ดจังหวัดร้อยเอ็ด 45000 โทร.0-6850-2416 โทรสาร.0-4351-8449
-
[email protected],[email protected]http://www.watcharin101.net/