สำหรับผม ความสนุกในชีวิตคือการได้ฝึกฝนตนเอง บางครั้งถึงกับเป็นการเคี่ยวเข็ญ เคี่ยวกรำตนเอง
โจทย์ใหญ่อันหนึ่งคือการสร้างทักษะในการ “สร้างความเชื่อถือ เชื่อมั่น ระหว่างกัน” ที่ฝรั่งเรียกว่า skill in building mutual trust
ผมเชื่อว่า เจ้า mutual trust นี่แหละ ที่จะปฏิวัติวัฒนธรรม ปฏิวัติโลก ใครมีทักษะในการสร้าง mutual trust กับคนอื่น ก็จะมีชีวิตที่มีความสุขได้ง่าย อย่างชีวิตสมรสนี่ก็คือการเดินทางร่วมกันของคน ๒ คน เพื่อสร้าง mutual trust ให้มั่นคงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้น “ไร้เงื่อนไข”
ถ้าไม่มี mutual trust การสื่อสารจากใจถึงใจก็จะไม่เกิด หรือเกิดก็แบบตื้นๆ หลอกๆ ไม่ใช่ของจริง เมื่อไม่มีการสื่อสารจากใจถึงใจ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันก็เกิดขึ้นแบบแกนๆ ไม่สนุก ไม่ลึก ไม่กว้าง ไม่มีสภาพของความขัดแย้งแบบไม่ขัดแย้ง ขาดมิติทางจิตวิญญาณ
ผมมองว่า mutual trust จะค่อยๆ งอกงามเติบโตจากพฤติกรรมหรือปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันที่สั่งสมทีละน้อย จากความรู้สึกเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในเรื่องนั้นบ้าง เรื่องนี้บ้าง จากเสียงเล่าลือบอกต่อกันปากต่อปากบ้าง จากผลงานที่แสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมบ้าง คนเราก็จะค่อยๆ ได้รับความเชื่อถือเพิ่มขึ้น
แต่นั่นยังไม่ใช่จุดสำคัญที่สุดในเรื่อง trust ในสายตาของผม จุดสำคัญที่สุดคือการฝึกทักษะของตัวเราเอง ให้มีความสามารถในการสร้าง mutual trust กับคนใดคนหนึ่ง ในชั่วขณะหนึ่ง ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ได้ในทันทีทันใด ผมเป็นคนแข็งทื่อ ไม่ค่อยมีชีวิตชีวา จึงรู้สึกว่าตนเองด้อยในทักษะนี้ ไม่รู้วิธีสร้าง mini mutual trust อย่างที่กล่าวข้างต้น
ใครมีเคล็ดลับเรื่องนี้ โปรดขยายสู่กันบ้างนะครับ
วิจารณ์ พานิช
๗ ต.ค. ๕๐
กระผมคิดว่าการสร้างความเชื่อถือ เชื่อมั่นระหว่างกัน ขึ้นอยู่กับความตรงกันของผู้สร้างและผู้รับ ถ้าคิดไม่เหมือนกันการสร้างความเชื่อถือเชื่อมั่นก็ค่อนข้างยาก แม้ว่าผู้สร้างจะพยายามอย่างไร แต่ถ้าผู้รับไม่เปิดใจ แม้ผู้สร้างจะพูดความจริงเพียงใดผู้รับก็ไม่ยอมเชื่อถือ เชื่อมั่น บางครั้งอาจต้องอาศัยวิธีที่ท่านอาจารย์วิจารณ์เคยเขียนไว้ครับ คือคิดแบบไม่คิด ปรับเป็นสร้างแบบไม่สร้าง อันนี้ก็คงต้องทดลองหลายๆซ้ำก่อนครับเพราะผมก็คิดจะลองใช้ดูเช่นกันครับ
อยากให้อาจารย์เขียนถึงวิธีการสร้างด้วยครับ
นอกจากจะไว้ใจกันแล้วก็น่าจะทำดีต่อกันด้วยครับ