ผมไม่เชื่อว่า รายนี้จะเป็นอุทาหรณ์รายสุดท้าย ผมเชื่อว่าต้องเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกปี ตราบใดที่ไม่แก้ไขระบบการรับน้องในสถาบันการศึกษาอย่างจริงจัง

   

เหยื่อรับน้องสิ้นลม 

เหยื่อรับน้องโหด นร.ปี 1 ไทยวิจิตรศิลป์ สิ้นลมอย่างสงบแล้ว ที่โรงพยาบาลหลังนอนรักษาตัว อยู่นานเดือนเศษ แม่และญาติระบุทำใจ เพราะหมอบอกไว้ล่วงหน้าแล้ววอนขอให้เป็นรายสุดท้าย ขณะที่ตำรวจเตรียมส่งผลชันสูตรศพ ให้โรงพักทับสะแกท้องที่เกิดเหตุ แจ้งข้อหาเพิ่มร่วมกันฆ่าเมื่อเวลา 18.30 น. วันที่ 28 ต.ค. ที่โรงพยาบาลชลประทาน จ.นนทบุรีผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายนิพนธ์ หรืออั้ม โตสิงห์ อายุ 16 ปี ชั้น ปี 1 นักเรียนไทยวิจิตรศิลป์ ย่านพหลโยธิน ที่ถูกรุ่นพี่พาไปรับน้องที่จ.ประจวบคีรีขันธ์ พร้อมกับเพื่อนคนอื่น จากนั้นโดนรุ่นพี่สั่งให้กระโดดหัวทิ่มบนทราย เอาช้อนกับส้อมลนไฟ แล้วนาบบนลำตัว และสั่งให้ถอดเสื้อกลิ้งบนกองไฟ ที่กำลังใกล้มอด จนเนื้อตัวพุพอง ซึ่งนายนิพนธ์ได้นอนพักรักษาตัวอยู่นานเดือนเศษ ในที่สุดได้สิ้นใจ ลงแล้วอย่างสงบท่ามกลางแม่บุญธรรมและญาติพี่น้อง

เดลินิวส์ออลไลน์ / 29 ต.ค. 50

 .......................................................................................................... 

 

               ผมนำข่าวอันน่าเศร้าสลดมาบันทึกไว้ให้ท่านอ่านก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของสถาบันการศึกษาและสังคมที่ไม่อาจพัฒนาคนให้เป็นคนดีมีคุณภาพ นั่นคือ กิจกรรมรับน้อง ที่สถาบันการศึกษาจัด  ไม่สามารถสร้างและหล่อหลอมคนรุ่นใหม่ให้เกิดพฤติกรรมดีงาม  เป็นปัญญาชนที่ดีที่จะเป็นกำลังของชาติในอนาคตได้

             กิจกรรมรับน้อง  กลายเป็นช่องทางหรือโอกาสให้มีการล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคล  ล่วงละเมิดทางเพศ  อย่างน่าเกลียดที่สุด  ปีแล้วปีเล่า คนแล้วคนเล่า ที่กลายเป็นเหยื่อของนักศึกษารุ่นพี่จอมโหด ต่ำช้าสามานย์  จนนักศึกษาดีๆ ต้องบาดเจ็บ ตั้งแต่เล็กน้อย ไปจนถึงบาดเจ็บสาหัส และถึงแก่ชีวิตอย่างที่เป็นข่าว   ไม่นับการโดนรุ่นพี่ข่มขู่ ว้ากใส่ด้วยถ้อยคำภาษาอันหยาบคาย และกระด้าง ให้เกิดความเจ็บใจ  บางรายถูกขู่เข็ญ รีดไถทรัพย์สิน   ถูกบังคับให้กระทำอันอุจาดน่าทุเรศ เช่นท่าเต้นร่วมเพศ  ถอดเสื้อผ้าถ่วงอวัยวะเพศ และอื่นๆ อีกมากมายตามที่สรรหามากระทำกับรุ่นน้อง  ใคร  ขัดขืนก็ต้องเจ็บตัว

           สถาบันการศึกษา ไม่สามารถปกป้องนักศึกษารุ่นน้องไม่ให้ถูกกระทำอันชั่วร้าย ต่ำทราม ดังที่กล่าวมานี้ได้เลย  ทั้งๆ ที่เป็นความรับผิดชอบโดยตรง  แต่ไม่เคยคิดป้องกันแก้ไขอย่างจริงจัง  และเมื่อเกิดเรื่องสลดใจเช่นนี้ ก็มักบอกปัดความรับผิดชอบ ปัดโบ้ยความผิดทั้งหมดไปให้รุ่นพี่ต่ำทรามเหล่านั้น  สถาบันการศึกษาต่างออกตัวว่าสั่งห้ามแล้วบ้าง  เป็นความคิดของนักศึกษาตามลำพังบ้าง  นักศึกษาสมยอมกันเองบ้าง ฯลฯ  แต่แท้จริงแล้ว   สถาบันการศึกษาโดยเฉพาะผู้บริหารและอาจารย์ที่รับผิดชอบสามารถยกเลิกและเปลี่ยนแปลงกิจกรรมรับน้องนั้นได้  สามารถใช้กฎเหล็กหรือมาตรการเข้มที่ควบคุมนักศึกษาเลวทรามเหล่านั้นได้ แต่กลับไม่ยอมทำ  เพราะกลัวนักศึกษาประท้วง  ทั้งๆ ที่ กิจกรรมรับน้องลักษณะนี้ไม่ได้ทำให้เกิดมรรคผลในทางที่ดีแก่นักศึกษาที่ตนรับผิดชอบได้เลยแม้แต่น้อย   ตรงกันข้าม  กลับเป็นการเพาะบ่มความชั่วร้ายให้เกิดขึ้นสืบทอดรุ่นสู่รุ่นจนกลายเป็น ธรรมเนียมอันเลว  ฝังตัวอยู่ในสถาบันการศึกษาแห่งนั้นๆ

            น่าสงสารพ่อแม่ผู้ปกครองที่ต้องสูญเสียบุตรหลานอันเป็นที่รักไปอย่างไม่มีวันกลับ  ผมไม่เชื่อว่า  รายนี้จะเป็นอุทาหรณ์รายสุดท้าย   ผมเชื่อว่าต้องเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกปี ตราบใดที่ไม่แก้ไขระบบการรับน้องในสถาบันการศึกษาอย่างจริงจัง 

            ผมใกล้ชิดกับนักศึกษา และเฝ้าดูพฤติกรรมอันแสนน่ารังเกียจต่ำทรามจากบรรดานักเรียนนักเลงรุ่นพี่จอมโหดเหล่านี้  โดยผู้บริหาร ผู้รับผิดชอบ ได้แค่ออกปากเตือน แต่ไม่ลงไปกำกับหรือหามาตรการรองรับเลย   ผมไม่ทราบว่า  การรับน้องโดยให้รุ่นพี่ปีสองรับน้องปีหนึ่ง เป็นความคิดใคร  แต่เท่าที่เห็น  เด็กปีสองเป็นวัยคะนอง มีความเจ็บแค้นโดนกระทำมาตั้งแต่ปีหนึ่ง จึงคิดจะเอาคืนกับรุ่นต่อไป กลายเป็นวัฏจักรอันเลวทรามต่ำช้า  ทั้งๆ ที่เด็กปีสองยังไม่ค่อยรู้จักสถาบัน อาจารย์ เลย  บางคนก็ยังปรับตัวไม่ได้เสียด้วยซ้ำ  แต่กลับนำไปหล่อหลอมรุ่นน้อง

            เขียนบันทึกเรื่องนี้แล้วก็ได้แต่ระบายความรู้สึกออกมา  อาจไม่ก่อเกิดผลกระทบใดๆ เลย  แต่อย่างน้อยก็เป็นการสะท้อนของผู้เป็นอาจารย์อย่างผมที่จะกระทำได้ว่า  ไม่เห็นด้วยเลยที่สถาบันการศึกษาจะให้มีกิจกรรมรับน้อง  ถ้าไม่มีมาตรการกำกับป้องกันที่ดีพอ  พอที่จะประกันว่า  สิ่งเลวร้ายในกิจกรรมรับน้องจะหมดไป