การพัฒนาตัวเองให้ถึงพร้อมด้วยปัญญา โดยการมองทุกอย่างไม่ใช่แค่มองมุมบวกอย่างเดียว และให้มองทุกอย่างตามความเป็นจริง

การพัฒนาตัวเองให้ถึงพร้อมด้วยปัญญา โดยการมองทุกอย่างไม่ใช่แค่มองมุมบวกอย่างเดียว และให้มองทุกอย่างตามความเป็นจริง (อ.ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืดได้บอกผมเมื่อนานมาแล้ว)

 

เสียดฟ้า : ภาพถ่ายที่วัดร่องขุ่นเชียงราย

---------------------------------

ผมเองก็ฝึกการมองตามความเป็นจริง รับรู้ ห้อยแขวน ตกผลึก มาตลอด มีบางครั้งที่พลั้งเผลอใช้อารมณ์มาตัดสิน ซึ่งก็เล่นเอาใจวูบวาบเหมือนกัน

ในความเป็นจริงนั้นเป็นเรื่องยากลำบากในการทำใจที่จะเผชิญกับสิ่งไม่ชอบใจ แต่หากใช้ปัญญาไตร่ตรองแล้ว ก็เย็นสบาย-โล่ง ขึ้นมาก

ผศ.สุณีย์ บุญพิทักษ์ พี่สาวที่แสนดีท่านก็โทรศัพท์มาพูดคุยกับกระผมบ่อยครั้ง และบางครั้งผมก็โทรไปคุยกับท่านยามที่ไม่ค่อยสบายใจ ท่านบอกผมว่า

"เราจะมีมารเข้าทดสอบบารมีเราเรื่อยๆ ยิ่งเราใกล้สำเร็จขนาดไหน มารเหล่านั้นก็จะแวะเวียนมาทดสอบเราหนักขึ้น"

"ต้องท่อง ขันติ ขันติ"

ผมมักจะขันแตกอยู่บ้างบางครั้ง

ดังนั้นแล้วให้มีสติรับรู้ ยอมรับ และเตรียมใจ ใช้ปัญญาอันผ่องแผ้วในการต่อสู้

หลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาในเรื่องโลกธรรม ท่านสอนว่า

"สิ่งที่เป็นธรรมดาอย่างยิ่งสำหรับชีวิตคือ  ทุกชีวิตจะต้องประสพรับรู้อย่างไม่มีทางเลี่ยงได้ก็คือ ได้ลาภ เสื่อมลาภ ,ได้ยศ - เสื่อมยศ,ได้สรรเสริญ  - ได้นินทา,ได้สุข - ได้ทุกข์ ทุกชีวิตจะต้องหมุนเวียนสับเปลี่ยนอยู่กับเรื่องเหล่านี้ จะปรารถนาหรือไม่ปรารถนาก็ต้องได้รับเสมอกันหมด"

นี่คือความจริง ผมเองก็จดจำไว้ในใจ ท่องไว้เตือนตนเสมอ  ไม่ฝืนความจริงคือปรารถนาในส่วนที่ต้องการ คือต้องการลาภ ยศ สรรเสริญ ไม่ต้องการเสื่อมลาภ ยศ  นินทา ทุกข์

ท่านให้ข้อคิดว่า ลองหัดถือเอาประโยชน์จากสิ่งที่เราเข้าใจว่าเป็นโชคร้ายนั้นดูบ้าง พร้อมกับให้ข้อคิดเปรียบเทียบว่า

"ขยะมูลฝอยก็คือเศษอาหารใบตองที่เขาทิ้งแล้ว ยังทำเป็นปุ๋ยบำรุงรักษาต้นไม้ได้"

ระยะนี้ผมเองก็ได้รับปุ๋ยเหล่านี้ ทำให้จิตใจ ปัญญาแข็งแรง

ซึ่งก็ต้องขอบคุณท่านครูเหล่านั้นครับ