วันนี้ ผมใช้บริการลิฟท์เพื่อขึ้นตึก ๑๕ ชั้น ระหว่างที่อยู่ภายในพร้อมกับนักศึกษาหญิงจำนวนหนึ่ง ผมยืนนิ่งเพื่อรอออกจากลิฟท์โดยมิได้พูดคุยกับผู้ใด ซึ่งเป็นเรื่องปกติๆ ระหว่างที่ยืนนิ่งนักศึกษาหญิงคนหนึ่งก็คุยกับเพื่อนว่า "เดี๋ยวหลังเลิกเรียน ต้องรีบกลับไปห้องเพื่อเอาของไปขายตลาดนัด เมื่อวานก็ไปที่หนึ่ง เป็นไงแกขายได้บ้างไหม" เพื่อนอีกคนหนึ่งตอบรับว่า ได้บ้างไม่ได้บ้าง ผ้าที่มีอยู่ต้องไปหาเพิ่ม เพื่อขายอีกเหมือนกัน....อย่างน้อยเงินที่ได้ก็ช่วยให้เรียนต่อได้"

   มีบางอย่างกระทบต่อความรู้สึกบางเรื่องของผม ผมทราบมาว่า นักศึกษาของมหาวิทยาลัยบางแห่ง เขาหาเงินด้วยการยินยอมที่จะพลีร่างกายเพื่อให้ได้เงินมาก มันไม่ได้มีอะไรมากหรอก เพราะเขาย่อมมีสิทธิ์ในร่างกายของเขาเอง แต่นักศึกษาที่อยู่ในลิฟท์กับผมในวันนี้ เขาไม่เดินตามทางที่ข่าวมักออกมาบ่อยๆ และไม่ยอมทำเหมือนกับคำอ้างของผู้ประกอบการเพื่อเชิดชูสถานบริการของตน ประจวบกับเมื่อวันอังคาร มีนักศึกษาคนหนึ่งมาขออนุญาตเพื่อนวันเก็บคะแนนไปวันอื่น โดยอ้างว่า ที่ฟิวเจอร์เขาเรียกไปสัมภาษณ์เพื่อรับเข้างาน ผมยินดีให้เขาไป เรื่องเก็บคะแนนไว้ทีหลังก็ได้ ผมถามเขาว่า ทำงานด้วยเรียนด้วยจะไหวหรือ ทำไมต้องทำงานด้วยล่ะ เขาตอบผมว่า ไม่ไหวก็ต้องไหว อีกอย่าง จะได้ช่วยแบ่งเบาภาระจากทางบ้าน....

   คนเรา เกิดมาไม่ได้มีอะไรมาด้วย นอกจากร่างกายและจิตสำนึก ถ้าร่างกายมันจะต้องมอดไหม้ในวันสุดท้ายของลมหายใจในชีวิตนี้ ขอให้เหลือจิตสำนึกไว้ก็ยังดี ดีกว่าไม่เหลืออะไรเลย การเหลือไว้มากดีกว่าการเหลือน้อย การที่จะเหลือต้องผ่านการเก็บสะสมไว้ก่อนเสมอ จิตสำนึกที่ดี ยิ่งใช้ยิ่งมีเก็บ

   สู้ต่อไป แม้จะหมดลมหายใจ วันที่หมดลมหายใจ ฉันจะรู้สึกว่า ฉันไม่บกพร่อง หรือถ้าบกพร่อง ฉันก็กลับใจได้ทัน ดีกว่านอนตายตาไม่หลับ หวนกลับมานึกถึงความหลังอันแสนรันทด

   ไม่มีการชนะใด จะน่าภาคภูมิใจยิ่งเท่ากับการชนะใจตนเอง