การดูแลสุขภาพของคนเป็นเบาหวาน

            เมื่อวานไปเจออัยการลูกน้องเก่า พบว่าเขาซูบผอมลงสงสัยว่าเขาเป็นเบาหวานเพราะหน้าตาไม่ค่อยสดชื่น สอบถามเขาว่าสุขภาพเป็นอย่างไรบ้างและแกล้งหยอดไปว่า รักษาสุขภาพดีจังนะออกกำลังหรือเปล่า เขาบอกว่าออกกำลังครับ เพราะตรวจเจอคอเรสเตอรอลกับน้ำตาล ๑๖๐  หมอให้ออกกำลัง ตอนนี้ไปตรวจรอบสองคอเรสเตอรอลลดลงแต่เบาหวานยังไม่ลด ทั้งๆที่วิ่งออกกำลังเช้า ๔๐ นาที เย็นอีก ๕๐ นาที  หมอก็เลยสรุปว่าเป็นเบาหวาน

                พูดถึงเรื่องออกกำลัง ผมเจอคุณลุงซึ่งเคยอยู่ชมรมเดียวกัน ขณะนี้ถูกตัดขาไปเลยเข่าแล้ว เล่าประสบการณ์ให้ฟังว่า คุณเชื่อผมเหอะ เบาหวานไม่ได้อยู่ที่ออกกำลังหรือไม่ออกกำลังโดยตรง มันอยู่ที่การกินต่างหาก ท่านเป็นอดีตเจ้าพนักงานที่ดิน จึงมีคนเอาอกเอาใจพาไปเลี้ยงอาหารอย่างดี ท่านชอบทานอาหารจึงทานได้เยอะ แต่ท่านก็ออกกำลังกายทุกวัน จนกระทั่งท่านเกษียณอายุราชการ ลูกหลานก็มีงานทำหมดแล้ว คราวนี้ก็เริ่มใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างมีความสุข ไปเที่ยวไปกินเต็มที่ อยู่ๆก็ปัสสาวะบ่อย หิวน้ำบ่อย ไปหาหมอตรวจสุขภาพจึงรู้ว่าตัวเองเป็นเบาหวาน แต่การดูแลรักษาก็ไม่ดีเพราะยังห่วงกินของอร่อยอยู่ จนกระทั่งหัวแม่เท้าเริ่มเป็นแผล หมอตรวจดูแล้วเนื่องจากท่านเป็นเบาหวานแผลจึงไม่หายง่ายๆเริ่มลุกลาม จึงแจ้งให้ท่านยอมผ่าตัดหัวแม่เท้า

            ท่านทำใจไม่ได้ที่จะต้องตัดหัวแม่เท้าทิ้ง จึงไม่ยอมไปหาหมอ ใครบอกยาที่ไหนดีก็หามากิน จนลามทั้งเท้าและในที่สุดเมื่อมันลามมากเข้า เจ้าตัวก็ไมรู้จะทำอย่างไร คราวนี้ไม่เสียดายขาแล้ว แต่เริ่มเสียดายชีวิต จึงยอมให้หมอตัดขาทิ้ง แต่ความที่มันลุกลามเยอะจึงต้องตัดตั้งแต่เหนือเข่า ตอนนี้นั่งรถเข็น ใครไปใครมาเยี่ยมท่านจะบอกว่า คนจะเป็นเบาหวาน ไม่ใช่อยู่ที่ออกกำลังแล้วมันจะไม่เป็น เพราะคนเราจะเข้าใจว่าถ้ากินเยอะออกกำลังก็ไม่เป็นไรเพราะมันจะเผาผลาญพลังงาน มันอยู่ที่การกินคุณจำไว้เหอะ....

            ผมรู้จักแพทย์อาวุโสอารมณ์ดีท่านหนึ่ง ท่านคุยกับพบอย่างชนิดชิดเชื้อทั้งๆที่ไม่เคยร่วมงานกันมาก่อน เพียงแต่ตำแหน่งของผมต้องไปเป็นกรรมการคณะเดียวกับท่าน เจอหน้าหันทีไรหัวเราะกันทุกที สุขภาพท่านดีมาก อายุท่านเกือบ ๘๐ แล้ว ท่านรู้ว่าผมเป็นเบาหวาน ท่านหัวเราะ อ๋อ ..โรคนี้ภาษาอังกฤษเขาเรียก “โรคแด้กเกิ้น“ แล้วก็หัวเราะ ผมฟังแล้วแปลกๆ ไม่เคยได้ยินอ่านหนังสือก็ไม่เจอไอ้เจ้าโรคนี้ ผมสงสัยว่าที่มันฟังทะแม่งๆถามท่านว่า มันเป็น “โรคแดกเกิน” หรือเปล่า ท่านหัวเราะชอบใจ คุณนี่หัวไวเหมือนกันนะ ฮ่าๆๆๆ

            ท่านบอกว่าคนไทยชอบกินข้าว กินทีเยอะๆ กินแบบไม่ยั้ง น้ำตาลก็จะสะสม ยิ่งเมืองไทยมีของหวานเยอะ แล้วเราก็ไปตามก้นฝรั่งดื่มน้ำอัดลมเข้าไปอีก โอกาสเป็นเบาหวานก็ยิ่งมากขึ้น ท่านเล่าให้ฟังว่าท่านจะทานอาหารแต่น้อยแค่พออิ่ม ทานข้าวก็ควรเป็นข้าวกล้อง ดื่มน้ำเปล่า ออกกำลังทุกวันโดยการเดินเร็วให้เป็นแอโรบิค ถ้าวันไหนเจอของชอบทานเยอะวันนั้นจะต้องออกกำลังมากขึ้นเป็นสองเท่า และจากเดินเป็นวิ่งเหยาะเพื่อให้ร่างกายใช้พลังงานมากขึ้น ขณะออกกำลังก็ต้องว่าคาถาไปด้วยว่า “เพราะกูตะกละ จึงลำบากอย่างนี้” อิอิ

            ท่านบอกให้ผมรักษาสุขภาพ ระวังอาหารการกิน วันก่อนชวนผมไปทานอาหารที่ร้านของลูกสาวท่าน เป็นร้านขาย โรตี คิกคิก มีโรตีให้เลือกหลายแบบ ท่านก็บอกไอ้นี่ก็อร่อย ไอ้นั่นก็อร่อย จนอิ่มแต้ ผมเลยทบทวนคาถาของท่านว่า “ถึงกูตะกละ กูก็ไม่ลำบากเท่าไร่” แล้วผมกับลุงหมอก็หัวเราะกันลั่นร้าน