เที่ยงวันนี้ผู้เขียนมีเหตุต้องกลับบ้านไปทำธุระ ระหว่างขากลับมาทำงาน ฝนตกปรอย ๆ รถติดไฟแดง ผู้เขียนเห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่ง (อายุสัก 12 - 15 โดยประมาณ ผู้เขียนก็ไม่ค่อยถนัดเรื่องการเดาอายุคนด้วยสิ)

เด็กคนนั้นเดินขายพวงมาลัย ตรงสี่แยกไฟแดง แล้วเขาก็เดินผ่านรถผู้เขียนไปแล้ว ก็อยากนึกซื้อพวงมาลัยสักพวง คาดว่าหากเขาเดินกลับมาผู้เขียนจะเรียกซื้อ...  ระหว่างรอ..ผู้เขียนก็ได้แต่มองผ่านกระจกหลัง คิดในใจว่า... ใครจะซื้อพวงมาลัย เขาบ้างมั๊ย ?? ทั้ง ๆ ที่ฝนก็ตกปรอย ๆอย่างนี้ ปรากฏว่าเขาก็เดินไกลไปเรื่อย ๆ แต่...ไม่มีใครซื้อพวงมาลัยเขาเลย...

เมื่อเห็นเขาก็เดินกลับมา ระยะไม่ไกลนัก ผู้เขียนเตรียมเงินเหรียญ 10 ไว้ 2 เหรียญในมือ (จะได้ไม่เสียเวลาทอน)  และรีบลดกระจก แล้วก็ตะโกนออกไป "น้อง ๆ... " มือก็กวักเรียกไปด้วย เขาหันมา แต่เป็นจังหวะที่ไฟแดงเปลี่ยนเป็นไฟสีเขียวพอดี แต่รถข้างหน้ายังไม่ออกนิ คงซื้อทัน (อาจโดนรถคันหลังกล่าวหาว่าบ้างเล็กน้อย....)

แต่เขากลับบอกผู้เขียนว่า..."ไฟเขียวแล้ว"  แม้รถข้างหน้ายังไม่ออก ผู้เขียนคิดว่า...เด็กคนนี้คงประเมินสถานการณ์แล้วล่ะว่า ...หากผู้เขียนซื้อ รถคันหลังอาจเอะอะโวยวายได้...ผู้เขียนได้แต่คิด (ไม่รู้ถูกหรือผิด) และนึกชื่นชมไปด้วย ว่าการขายของของเขา ไม่ได้ทำให้คนอื่น ๆ เดือดร้อน ไม่ตื้อในการขาย เพราะสังเกตุตั้งแต่แรกแล้วว่า...เขาจะใช้วิธีการเดินผ่านรถแต่ละคันไปเรื่อย ๆ...

ได้แต่นึกโทษตัวเอง ว่า "คิดช้า" เกินไป ไม่ทันกิน เอ๊ย ! ได้ซื้อพวงมาลัย ทำให้ "เสียโอกาส" ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย!!!

เหตุการณ์เล็ก ๆ เช่นนี้แต่ค้างและคาอยู่ในใจ หลายครั้งหลายหนแม้ในเวลาที่ฝนตกหนัก อากาศร้อนจัด หรือแม้แต่ในช่วงเปิดเทอมที่เด็ก ๆ ควรจะได้ไปโรงเรียนก็พบเห็นเด็ก ๆ เดินขายพวงมาลัย ได้แต่นึกและคิดในใจ "ทำไมเขาไม่ไปเรียนหนังสือ ??" "ทำไมเขาไม่ทำอาชีพอื่น" ฯ และมันยังก็คงเป็นคำถามที่ค้างอยู่เช่นนั้นเองแหละ !!!

ปล. บันทึกนี้เป็นบันทึกเรื่อยเปื่อย แต่อยากเขียนน่ะ