โครงการศึกษา พ.ศ.2456

คุณอรรถวิทย์ ทองก้านเหลือง
สืบเนื่องมาจาก โครงการศึกษา พ.ศ.2545 เป็นปัญหาว่าคนยังไม่อยากเข้ามาศึกษาเนื่องจากว่าจบแล้วไม่มีงานทำ มีงานทำน้อย โครงการศึกษานี้ จุดมุ่งหมายคือ เรื่องแก้ไขความเข้าใจผิดเพราะว่าจากโครงการฯ ที่แล้วเข้าใจว่าไม่จำเป็นต้องเรียนวิสามัญศึกษาเพราะว่าไม่จำเป็นต้องเรียนรู้เปลืองเงินทอง เสียเวลา เรียนแต่สามัญศึกษาก็พอเพราะว่าถ้าจบจากสามัญศึกษานี้สามารถเข้ารับราชการได้ และในอีกข้อหนึ่งปรับปรุงหลักสูตรสามัญศึกษาและวิสามัญศึกษาให้สัมพันธ์กัน เพื่อให้ราษฏรสามารถเรียนทั้งสองหลักสูตรควบคู่กันไป และได้ทำการเปลี่ยนชื่อจากมูลศึกษาเป็นประถมศึกษา ซึ่งในโครงการศึกษา พ.ศ.2456 ได้แบ่งการศึกษาเป็น 3 ระดับ คือ ประถมศึกษา มัธยมศึกษาและอุดมศึกษา และยังได้แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ สามัญศึกษา และวิสามัญศึกษา ซึ่งสามัญศึกษาประกอบด้วย ประถมศึกษา มัธยมศึกษา มีการเรียนรู้สามัญ คือ วิชาคณิตศาสตร์ จริยศึกษา โดยประถมศึกษาแบ่งออกเป็น 5 ชั้น คือชั้น ป.1 – ป.3 เรียนวิชาสามัญ ส่วน ป.4 – ป.5 คือสำหรับคนที่ไม่เรียนต่อระดับมัธยมศึกษา จะให้เรียนเป็นสามัญหรืออาชีพ 2 ปี ในระดับมัธยมศึกษาแบ่งออกเป็น 8 ขั้น ใน 8 ขั้นแบ่งเป็น 3 ช่วงคือ มัธยมตอนต้น คือ ม.1 – ม.3 มัธยมตอนกลาง คือ ม.4 – ม.6 และมัธยมตอนปลาย คือ ม.6 – ม.8 ส่วนในอีกประเภทคือวิสามัญศึกษาจะประกอบด้วยอุดมศึกษา วิสามัญชั้นต้น ชั้นสูงและมหาวิทยาลัย ซึ่งในโครงการฯ นี้ได้กำหนดไว้ว่า วิชาสามัญชั้นต่ำ ชั้นสูง ถือเป็นการศึกษาระดับอุดมศึกษา แต่ยังไม่ได้กำหนดชั้นไว้ ผู้เรียนจบชั้น ม.6 สายสามัญสามารถแยกไปเรียนสายวิสามัญชั้นต่ำ และผู้จบ ม.8 สามารถแยกไปเรียนสายวิสามัญศึกษาชั้นสูงและมหาวิทยาลัยได้ และในโครงการฯ นี้มีข้อบกพร่อง 2 ประการ คือ ข้อแรก ประถม วิสามัญศึกษา คือ ชั้นปีที่ 4 และ 5 นี้เมื่อเรียนจบแล้วจะต่อมัธยมวิสามัญได้ แต่ถ้าจะกลับไปเรียนมัธยมสามัญต้องเริ่มเรียนตั้งแต่มัธยมปีที่ 1 ใหม่ทำให้เสียเวลาและผู้เรียนไม่สนใจ ข้อที่สอง เมื่อเรียนมัธยมศึกษาไปถึง ม.6 จะไปเรียนต่อสายวิสามัญศึกษาได้ หากเป็นไปตามนี้นะครับความรู้สึกอยากเป็นข้าราชการจะสูงขึ้น เพราะเหลืออีก 2 ปี ก็คือ เรียนอีก 2 ปีถึง ม.8 จะเป็นข้าราชการได้ แต่ถ้าจะหันกลับไปทางวิสามัญศึกษา ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะเรียนกี่ปีจะสำเร็จเพราะไม่ได้กำหนดไว้แน่นอน และเมื่อสำเร็จสู่อาชีพรับราชการได้ก็ยังมีข้อสงสัยอยู่ว่า…
ดร.นิคม นาคอ้าย
คืออย่างนี้จริง ๆ แล้วตัวที่น่าจะสำคัญมาก ๆ เลย คือ ในเรื่องกฎเกณฑ์ของสายสามัญและวิสามัญ จุดมุ่งหมายจากโครงการฯ นี้ก็คือ ต้องการให้คนเข้ามาเรียนมา ทีนี้คนไม่มั่นใจก็เลยไม่อยากมาเรียน การสร้างความมั่นใจก็คือ ทำอย่างไรให้สายสามัญและสายวิสามัญให้สามารถเรียนควบคู่กันเพื่อให้สร้างความมั่นใจ ว่าเรียนอันนี้ไปปุ๊บจบไปก็มีโอกาสไปเปลี่ยนอีกอันหนึ่ง เพื่อกลับไปมีงานทำ พอเรียนอีกอันหนึ่ง ก็มีโอกาสที่จะเรียนวิสามัญได้ เรียนวิสามัญก็สลับมาเป็นสามัญ คือมีโอกาสที่จะมีงานทำ นี่คือนโยบาย ตัวนโยบายก็คือ การที่ทำให้คนเรียนสามารถเลือกเรียนได้ทั้งสายสามัญและวิสามัญ ทีนี้ อะไรที่คุณอรรถวิทย์คิดว่ามันเป็นปัญหา ต้องนำไปสู่การปรับปรุงโครงการฯ ใหม่ คือ โครงการ พ.ศ.2464
คุณอรรถวิทย์ ทองก้านเหลือง
ที่เป็นปัญหาในโครงการฯ นี้ คือ เค้าพยายามที่จะให้คนเข้ามาเรียนเยอะ เกิดปัญหาในเรื่องคือช่วงนั้นสภาพเศรษฐกิจ งบประมาณน้อย ทำให้จัดการศึกษาได้ไม่เต็มที่ การจัดตั้งโรงเรียนก็มีขึ้นบ้าง ที่สำคัญก็คือ มีการวางรากฐานในการจัดการศึกษาภาคบังคับเป็นครั้งแรก คือมีปัญหาสภาพเศรษฐกิจในช่วง เค้าจัดการศึกษาเพื่อให้ทรัพยากรบุคคลไปพัฒนาระบบเศรษฐกิจและสังคม เพราะถือว่าการศึกษาเป็นพื้นฐานที่จะไปพัฒนาพื้นฐานเศรษฐกิจและสังคม
ดร.นิคม นาคอ้าย
ที่คุณอรรถวิทย์พูดไปโครงการฯ ศึกษาฉบับนี้พยายามที่จะสร้างคำว่า “ภาคบังคับ” ให้เกิดขึ้นมาให้ได้ เพราะต้องการที่จะบังคับด้วยตัวมันเอง แต่มันก็มีปัญหาเศรษฐกิจขึ้นมาเยอะมาก สมัยก่อน เป็นช่วงที่ประเทศกำลังพัฒนา และก็ยังไม่เคยชินกับระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ทำให้ระบบเศรษฐกิจมีปัญหา แล้วพอพยายามจะใช้คำว่า การศึกษาภาคบังคับ พยายามจะให้ทุกคนเข้ามาเรียนในสายสามัญคือระดับประถม มัธยม ให้เข้ามาเรียนให้ได้ แต่ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จมีคำว่า การศึกษาภาคบังคับปรากฏอยู่ก็จริงแต่ไม่สามารถดำเนินการได้เพราะประสบปัญหาหลายอย่าง อย่างที่บอก ที่คือสาระสำคัญของปัญหา จึงนำไปสู่การกำหนดโครงการศึกษา ฉบับใหม่ขึ้น คือ ฉบับ พ.ศ.2464