• การศึกษานี่มองได้หลายมุม หลายระนาบ หลายมิติ
• มิติหนึ่งที่ผมชอบฝึกมอง (ไม่รู้ว่าถูกหรือผิด) คือมองเชิงระบบ หรือกระบวนระบบ (Systems Approach)
• ลูกชายสนใจการเรียนรู้ด้านใน เรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ ที่เรียกว่า จิตตปัญญาศึกษา (Contemplative Education)
• เรามองการศึกษาในมิติของการเรียนรู้ เน้นตัวผู้เรียนรู้ ไม่ใช่มิติของผู้สอน หรือผู้ถ่ายทอด
• ผมมองว่าระบบการศึกษาของโลกในปัจจุบัน ตกยุค ล้าหลัง ไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก เราต้องการการเรียนรู้ในมิติที่ใหม่สุดสุด ต้องรื้อทิ้งระบบเดิม ทักษะเดิมไปเลย แทนที่ด้วยระบบใหม่ ทักษะใหม่
• การศึกษา (ต่อไปผมจะเรียกว่า การเรียนรู้) ปัจจุบันเน้นที่ตัวความรู้ (ซึ่งเป็นสมมติ) และจะมีความรู้ (body of knowledge) มากอย่างถึงขนาดได้ จะต้องยอมเสียสละสิ่งที่มีค่าที่สุด ของความเป็นมนุษย์ทิ้งไป คือ จินตนาการ อิสรภาพ และ ความริเริ่มสร้างสรรค์ ในระบบการเรียนรู้ปัจจุบัน ยิ่งเรียนมาก ยิ่งมีความรู้มาก จินตนาการก็ยิ่งริบหรี่ สมองยิ่งทื่อในด้านสร้างสรรค์ ความคิดยิ่งแข็งทื่อหมดอิสรภาพ
• ระบบการเรียนรู้ในปัจจุบันเน้นผิดจุด เป็นจุดเน้นสำหรับสมัย ๑๐๐ ปีก่อน ไม่ใช่จุดเน้นสำหรับโลกยุค “คลื่นลูกที่ ๔” อย่างปัจจุบัน ที่ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็วและเปลี่ยนอย่างไม่สามารถคาดเดาได้ (ไม่แน่นอน)
• ระบบการเรียนรู้ในปัจจุบัน เป็นการเรียนรู้ความรู้และทักษะเพื่ออยู่กับสิ่งที่ชัดเจน แน่นอน แต่ในความเป็นจริง มนุษย์ในปัจจุบันต้องเผชิญกับโลกที่ไม่แน่นอนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และเปลี่ยนอย่างรวดเร็วด้วย
• ระบบการเรียนรู้ในปัจจุบัน คนยิ่งมีดีกรีสูง มี “ความรู้” มาก ยิ่งไม่มีทักษะของการเรียนรู้ มีแต่สิ่งที่เรียกว่า “ความรู้” ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป “ความรู้” นั้นก็เก่า และไม่สมเหตุสมผล (irrelevant) อย่างรวดเร็ว มีคนพูดว่า ในวันที่คุณรับปริญญา ความรู้ที่คุณใช้ตอบข้อสอบก็ได้หมดสภาพ (outdated) ไปเรียบร้อยแล้ว
• ในโลกยุคปัจจุบัน สิ่งที่ระบบการเรียนรู้ควรจะจัดสรร (deliver) ให้แก่สังคม และตัวบุคคล คือ แรงบันดาลใจ (inspiration), จินตนาการ (imagination), ความสร้างสรรค์ (creativity), ความมั่นใจในตนเอง (self), ความเคารพตนเองและซึ่งกันและกัน (self respect & mutual respect), ความเชื่อถือซึ่งกันและกัน (mutual trust)
• โลกปัจจุบันและอนาคตมีคนอาศัยอยู่ใน “หมู่บ้านโลก” (global village) จำนวนมาก มีความจอแจมาก และต้องอยู่ร่วมกันให้ได้ คนในยุคปัจจุบันและอนาคตจึงต้องการทักษะในการอยู่กับตัวเอง และทักษะในการมีปฏิสัมพันธ์ (เชิงบวก) กับผู้อื่น ระบบการเรียนรู้จึงต้องฝึกทักษะนี้ให้แก่ผู้คน
• ลูกชายเขาไปเรียนมาทางด้านทักษะในการอยู่กับตัวเอง เรียนรู้จากภายใน
• ที่กล่าวมาทั้งหมด อาจจะผิด เพราะเป็นสุดโต่ง ในความเป็นจริง เราต้องการเรียนรู้แบบเน้นความรู้ (แบบปัจจุบัน) 30 – 40% และการเรียนรู้แบบใหม่ที่กล่าวแล้ว 60 – 70%
• ผมนึกออกแล้ว ระบบการศึกษาในปัจจุบัน เป็น order มากเกินไป จนแข็งทื่อ เราต้องการให้ระบบมี chaos หรือ diversity มากขึ้นสัก 10 เท่า หรืออาจกล่าวว่าระบบการเรียนรู้ของประเทศไทยต้องเป็นระบบ chaordic
วิจารณ์ พานิช
๖ ต.ค. ๕๐
ผมเห็นด้วยกับระบบการเรียนรู้ในปัจจุบันที่ต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งระบบ แต่สิ่งที่จะต้องเปลี่ยนเป็นอันดับแรก ๆ คือ ระบบการเอนทราน ที่ข้อสอบยังเน้นเรื่องการจดจำ ซึ่งไม่สอดคล้องกับระบบการเรียนรู้ในระดับประถมและมัธยมที่ให้มีการเรียนรู้แบบเด็กเป็นศูนย์กลาง ครับ
" ในวันที่คุณรับปริญญา ความรู้ที่คุณใช้ตอบข้อสอบก็ได้หมดสภาพ (outdated) ไปเรียบร้อยแล้ว"
ชอบคำพูดนี้มากเลยครับ เพราะมองเห็นเป็นภาพที่ชัดเจนในสังคมไทย เห็นด้วยกับที่ว่า "เราย่ำอยู่กับที่"มานาน และเห็นด้วยมุมมองความคิดที่จะเปลี่ยนความคิดแบบฝังหัวที่เราถือปฏิบัติและคิดกันมาหลายรุ่น
ขอบคุณมากครับอาจารย์ที่ให้โอกาศได้เข้ามาเรียนรู้และได้คิด
กราบสวัสดีครับท่าน Prof. Vicharn Panich