"ฉันคุมอาหารแล้วนะ วันๆ ไม่ค่อยได้กินอะไร"

เป็นคำพูดของผู้เป็นเบาหวานหญิงรายหนึ่งอายุ 58 ปี มานอนโรงพยาบาลครั้งนี้ด้วยเรื่องแขนขาซีกซ้ายอ่อนแรงไป ดิฉันรู้สึกสนใจผู้เป็นเบาหวานรายนี้เป็นพิเศษ ด้วยอัธยาศัยของสามีและลูกๆ ทั้งครอบครัวที่ตรงไปตรงมา ให้ข้อมูลที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการปรับปรุงงานในหลายๆ เรื่อง

เมื่อกลับบ้านซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงพยาบาลมากนัก ดิฉันจึงเอ่ยปากบอกว่า"จะไปเยี่ยมที่บ้านนะคะ" เพราะระหว่างอยู่โรงพยาบาลดิฉันได้มีโอกาสเห็นลูกๆ และหลานตัวน้อยอายุ 4 เดือน อ้วนจ้ำม่ำ จะทำอย่างไรดีที่ให้บุคคลเหล่านี้ลดความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานในอนาคต ไม่ต้องทุกข์ใจต่อการเข้าๆ ออกๆ ในโรงพยาบาลเหมือนคุณแม่ (ลืมบอกไปว่า 3 สัปดาห์ก่อนก็มาโรงพยาบาลแล้วหนหนึ่งด้วยเรื่องแขนขาข้างเดียวกันนี้อ่อนแรง ค่ะ)

ดิฉัน และทีมงานซึ่งประกอบไปด้วยคุณศิริวรรณ บุตะเดช-พยาบาล คุณจุรีย์พร จันทรภักดี-นักกำหนดอาหาร และคุณจีรพรรณ ศรีพัฒน์พงษ์-นักกายภาพบำบัด ไปเยี่ยมบ้านผู้ป่วยรายนี้่ พบว่าอยู่ในชุมชนเมืองเป็นตึกแถว อยู่ใกล้ห้างสรรพสินค้าจึงอุดมสมบูรณ์ไปด้วยอาหารหลากหลาย ลูกชายผู้ป่วยเปิดตู้เย็นเพื่อเสิร์ฟน้ำพวกเราหยิบน้ำชาเขียว UHT เย็นฉ่ำส่งให้พวกเราคนละกล่อง ดิฉันอดกลืนน้ำลายไม่ได้เพราะเพิ่งเดินมาร้อนๆ น่าทานจัง แต่ด้วยจิตใจอีกฝ่ายที่พยายามปรับพฤติกรรมบริโภคของตนเองให้ดีขึ้นด้วย จึงเอ่ยปากบอกว่า"ขอรบกวนเปลี่ยนเป็นน้ำเปล่านะคะ" แต่ขอไว้หนึ่งกล่องส่งให้นักกำหนดอาหารบอกว่า"เดี๋ยวนักกำหนดอาหารจะคุยให้ ฟังนะคะ ว่าน้ำชาเขียวประเภทนี้มีอะไรผสมอยู่บ้าง"

ระหว่างนั้นเหลือบมองในตู้เย็น(ขนาดใหญ่มาก) อดตกใจไม่ได้ มองเห็นอนาคตทางสุขภาพของบ้านนี้เลย โอ้โห! มีแต่ผลิตภัณฑ์น้ำหวานทั้งนั้นเลยค่ะ มีมากเสียจนเป็นตู้ขายเครื่องดื่มได้เลย เช่น นมเปรี้ยวชนิดหวานเป็นขวดวางเรียงรายสัก 3 โหล น้ำอัดลม กาแฟเย็นกระป๋อง นมรสหวานแต่ละชนิดมีเป็นโหล ไม่มีน้ำเปล่าแช่เย็นไว้เลยค่ะ

ดิฉันตั้งตัวชี้วัดในใจทันทีว่าจะวัดความสำเร็จของการปรับพฤติกรรมการบริโภคของบ้าน นี้ด้วย ปริมาณเครื่องดื่มรสหวานที่มีในตู้เย็นดีกว่า ไม่ทราบว่าจะต้องใช้เวลาสักกี่ปี เพราะลำพังตัวดิฉันเองทำงานด้านให้ความรู้ผู้เป็นเบาหวานมาเกือบ 20 ปี อยู่ใกล้ชิดกับนักกำหนดอาหารมาตลอด ได้เห็นภาวะแทรกซ้อนมากมาย ยังทำใจลำบากมากเลยค่ะ เราลองกลับไปเปิดตู้เย็นที่บ้านดูนะคะ 

 

สุนทรี นาคะเสถียร

วิทยากรเบาหวาน