ข้อมูลแก่นตะวัน

ทราบว่ามีผู้ติดตามเรื่องพืชใหม่ แก่นตะวัน กันพอสมควร ผมขอถือโอกาส พยายามรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ รวมกับข้อมูลที่ทางผมดำเนินการอยู่ เพื่อให้เป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับทุกท่าน และที่สำคัญคือ เพื่อให้เกษตรกรนำไปใช้ และรู้อย่างที่ถูกต้อง เพราะการปลูกและผลตอบแทนอาจไม่หวือหวา รวมทั้งต้นพันธุ์แลสายพันธุ์ต่างๆ มีการขยายพันธุ์ได้ง่าย

ครั้งนี้ ผมขอนำบทสรุปของ รศ.ดร.เยาวมาลย์ ค้าเจริญ ภาควิชาสัตวศาสตร์  คณะเกษตรศาสตร์ ม.ขอนแก่นมานำเสนอในเบื้องต้นก่อน

หลักการและเหตุผล/องค์ความรู้ที่มีอยู่แล้วในประเทศไทย (โดยสังเขป)1. ความสำคัญของเยรูซาเล็ม  อาร์ติโช๊คเยรูซาเล็ม อาร์ติโช๊ค (Jerusalem artichoke) เป็นพืชหัว (tuber) ใต้ดินคล้ายมันฝรั่งที่อยู่ในตระกูลเดียวกันกับทานตะวัน มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Helianthus tuberosus L. มีถิ่นกำเนิดมาจากทวีปแอเมริกาเหนือ (Cosgrove et al., 1991) ซึ่งเป็นพืชพื้นเมืองของประเทศแคนาดา โดยใช้บริโภคเป็นอาหาร และต่อมาจึงใช้เป็นอาหารเลี้ยงสัตว์จนถึงปัจจุบันได้มีผลิตภัณฑ์แบบชนิดผงจำหน่ายภายใต้ชื่อการค้า อาทิ ซันโช๊ค (Sunchoke) และแล็บโช๊ค (Lambchoke) (Wyse and Wilfahrt, 1982)ในปัจจุบันเยรูซาเล็ม อาร์ติโช๊คถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างมากมาย จากคุณสมบัติการช่วยเจริญอาหาร กระตุ้นการหลั่งของน้ำดี ขับปัสสาวะ ใช้เป็นยาระบาย กระตุ้นการสร้างอสุจิ และใช้เป็นยาพื้นบ้านในการรักษาโรคเบาหวาน และไขข้ออักเสบ หรือใช้ส่วนหัวประกอบอาหาร ขนม และผลิตไวน์ นอกจากนี้ยังสามารถนำมาใช้เป็นแหล่งของพลังงานเชื้อเพลิงประเภทแอลกอฮอล์ (Cosgrove et al., 1991) อะซิโตน บิวทานอล และเอทานอล ได้อีกด้วย (Denoroy, 1996) ส่วนลำต้นใช้ทำพืชหมัก (silage) เพื่อเป็นอาหารของสัตว์เคี้ยวเอื้อง ดังแสดงในรูปภาพที่ 1 (Rawate and Hill, 1985; Anomymous, 1991) นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มแบคทีเรียชนิดบิฟิโด (Bifidobacteria) และแลคโตบาซิลลัส (Lactobacilli) ในลำไส้ ขณะเดียวกันก็ช่วยลดจำนวนแบคทีเรียที่เป็นโทษ เช่น คลอสติเดียม (Clostridium) และอี. โคไล (E. coli) ทำให้ปริมาณแอมโมเนียในลำไส้ และกระแสเลือดลดลง มีผลยับยั้งสารก่อมะเร็ง การสังเคราะห์ไขมันในตับ ส่งผลให้ระดับไขมัน และคอเลสเทอรอลในเลือดลดลง (Younes et al., 1995; Schijver et al., 2001; Kaur and Gupta, 2002)2.   สารออกฤทธิ์ที่สำคัญของแก่นตะวันหรือเยรูซาเล็ม อาร์ติโช๊คในส่วนหัวของเยรูซาเล็ม อาร์ติโช๊ค ประกอบด้วย ฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ (fructo-oligosaccharides, FOS) 75-80% ซึ่งเป็นประเภทโอลิโกแซคคาไรด์ย่อยยาก (non-digestible oligosaccharides) มีโครงสร้างประกอบด้วย เบต้า-ดีฟรุกแตน (b-D fructans) สายสั้น คือ ฟรุกโตซิล (fructosyl) ยึดต่อกันด้วย พันธะบีต้า-2, 1 (b-2, 1) และยังประกอบด้วย อินนูลิน (inulin) ประมาณ 15-20% 3.   อินนูลินอินนูลิน เป็นคาร์โบไฮเดรตประเภทโพลีแซคคาไรด์ (polysaccharide) ซึ่งโครงสร้างของอินนูลิน ประกอบด้วย ฟรุกโตส (fructose) 80% และกลูโคส (glucose) 20% ยึดต่อกันด้วยพันธะบีต้า-2, 1 ไม่สามารถย่อยได้โดยเอ็นไซม์ในระบบทางเดินอาหาร แต่ถูกย่อยได้ที่ลำไส้ใหญ่โดยแบคทีเรีย (Byun and Nahm, 1978; Mulin et al., 1994; Leon, 1999; Patkai et al., 2002)  โครงสร้างพื้นฐานของอินนูลินเป็น ฟรุกแทน (fructan) ที่มีสายสั้นที่สุด คือ 1- เคสโทส (kestose) ซึ่งอินนูลินส่วนใหญ่จะมีสายยาวระหว่าง 2-60 หน่วยฟรุกโตส (degree of polymerization, DP) เมื่ออินนูลินถูกย่อยโดยเอ็นไซมฺ Inulase ทำให้ความยาวสั้นลงเหลือ 2-10 DP เรียกว่า fructooligosaccharides (FOS) ซึ่งให้ความหวาน 30% ของซูโครส (Niness, 1999) ซึ่งกลไกการออกฤทธิ์ของ FOS เมื่อเสริมในอาหารสัตว์แล้ว จะมีผลยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่ก่อโทษ อาทิ อีโคไล ซัลโมเนลล่า คลอสตริเดียม ยูแบคทีเรีย เอนเทอโรแบคทีเรีย และโคลิฟอร์ม มีผลทำให้ปริมาตรของมูล และความชื้นเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากคุณสมบัติในการอุ้มน้ำของอินนูลิน (Hond et al., 2000) อีกทั้งกรดไขมันสายสั้นที่ได้จากการย่อย FOS ในลำไส้ใหญ่กระตุ้นการบีบตัว (peristalsis) ของลำไส้ เพิ่มการดูดซึมแร่ธาตุ โซเดียม แคลเซียม และคลอไรด์โดยการกระตุ้นการทำงานของระบบการแลกเปลี่ยนอิเลคตรอน (Na+-H exchange) ในลำไส้ใหญ่ (Lutz and Scharrer, 1991) นอกจากนี้ยังลดการย่อยโปรตีนในลำไส้ใหญ่ โดย Bifidobacteria  และLactobacilli มีเอ็นไซม์สลายโปรตีนกลุ่ม azoreductase nitroreductase nitrate reductase และ b-glucuronidase ต่ำ จึงสลายโปรตีนให้เกิดสารพิษกลุ่มแอมโมเนีย อินโดล (indoles) และฟีนอล (phenols) ลดลง ทำให้โอกาสที่สารพิษเหล่านี้จะก่อให้เกิดการหลุดลอกของเยื่อบุผนังลำไส้ใหญ่อันเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ลดลง และช่วยลดกลิ่นของมูลให้ลดลง ทั้งยังสามารถยับยั้งการสังเคราะห์ไขมันในตับ ส่งผลให้ไขมันและคอเลสเตอรอลในเลือดลดลง (Canzi et al., 1995; Swanson and Fahey, 2002; Williams and Jackson, 2002 อ้างโดย สาโรช, 2547)    4. องค์ความรู้ที่มีอยู่ในประเทศไทย                                ได้มีการนำแก่นตะวันมาทดลองปลูกที่ภาควิชาสัตวศาสตร์  คณะเกษตรศาสตร์  มหาวิทยาลัยขอนแก่น  โดยนางเยาวมาลย์  ค้าเจริญ  เมื่อ พ.ศ. 2544 และได้ขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วมากจึงได้นำไปทำการปลูกที่ลพบุรีโดยบริษัทแก่นตะวันดีไบโอเทค จำกัด  เป็นเวลา 2 ปี พบว่าสามารถปลูกได้ดีมากจึงนำมาให้  รศ.ดร.สนั่น  จอกลอย  ดำเนินการทดสอบต่อที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น  เมื่อ พ.ศ. 2548 จากการปลูกแก่นตะวันและเก็บเกี่ยวส่วนหัวที่ปลูกที่ภาควิชาสัตวศาสตร์ในปี พ.ศ. 2545-2546 ได้นำมาทำวิทยานิพนธ์ทดสอบในอาหารไก่เนื้อ (พนารัตน์  ขัติยานนท์) และในอาหารลูกสุกรหย่านม (สุกัญญา  สุมมาตร) พบว่า FOS จากแก่นตะวันเป็นสารพรีไบโอติกที่ดี  ช่วยกระตุ้นแบคทีเรียที่เป็นคุณประโยชน์ในลำไส้และในขณะเดียวกันลดแบคทีเรียที่เป็นโทษ  ลดคอเลสเตอรอลในเนื้อไก่และการสะสมไขมันในเนื้อไก่ลงได้  สำหรับในลูกสุกรหย่านมสามารถนำมาทดแทนยาปฏิชีวนะในการลดการท้องร่วงและเร่งการเจริญเติบโตในลูกสุกรหย่านมลงได้และสามารถลดกลิ่นแอมโมเนียในมูลลงได้ซึ่งให้ผลตรงกับงานวิจัย (วิทยานิพนธ์) ของศุภวันจักรี (2544) ซึ่งรายงานว่า FOS จากแก่นตะวันสามารถลดกลิ่นแอมโมเนียในสุกรขุนได้ผมขอขอบพระคุณ รศ.ดร.เยาวมาลย์  ที่ได้ทำบทสรุปให้ และหวังว่าผู้เข้ามาอ่านทุกท่านคงนำไปใช้ประโยชน์ได้บ้างไม่มากก็น้อยส่วนคราวหน้า อย่าลืมติดตาม สูตรการปรุงอาหาร โดยใช้แก่นตะวัน รับรองอร่อยแน่ แต่ช้าหน่อยนะครับเกียรติภูมิ