บันทึกถึงเรื่องราว และมุมมองต่อตำแหน่งแห่งหน ในชีวิตผู้คน ท่ามกลางการหาที่ยืนของชีวิต ท่ามกลางความจริงในฐานะตัวเลือกของสังคมมนุษย์ มีคำถามและมุมมองต่อความเข้าใจ ในการดำรงอยู่ของผู้คนในแถวสองของชีวิต เราต่างคนต่างมีมุมมองอย่างไร ในการยืนและยืนในตำแหน่งใดของชีวิต

ชีวิตแถวสอง

อ้างอิง - ภาพ Lomo - Folkways - NY Winter 2007

ผมมักมีคำถามในวัยเด็กเสมอ

เวลาที่ต้องกลายเป็นตัวเลือก

หลังจากเพื่อนเลือกข้าง และเลือกคน

บ่อยครั้งที่ต้องกลายเป็นตัวเลือกในการเล่นบอล

หรือพบว่าตัวเองต้องนั่งรอเป็นตัวแถมของเกม ไม่บ่อยครั้งนัก แต่ก็ฝังใจ สำหรับคำถามในใจเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นบอล เล่นเกมโปลิศจับขโมย หรือการละเล่นใดในการคิดค้นของเด็ก เพื่อสร้างเกมรวมเหล่าเด็กทั้งหลายให้มาร่วมเล่น ร่วมสุมหัวความสนุกสนานรวมกัน มักจะต้องมีตัวเหลือของการเล่น

ซึ่งตัวเหลือเหล่านั้นคนไทยจะเรียกอะไรบ้างที่หลากหลาย ผมไม่แน่ใจ 

แต่ฝรั่งมักเรียกว่า ไอ้ขี้แพ้

คำอาจรุนแรงเกินไป แต่ไม่เกินเลยสำหรับคุณสมบัติของคำ

อาจจะมีคำอื่นได้บ้าง ไม่ให้ต้องเจ็บช้ำน้ำใจไปมากกว่านี้ เช่น คำว่าตัวแถม

ไม่ใช่ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้

หรือไม่ยอมรับความเป็นผู้สูญเสีย

แต่ผมกำลังตั้งคำถามกับตัวเองในวัยเด็ก

จนแม้กระทั่งโตขึ้น ผมก็ยิ่งมีคำถามที่เพิ่มเติมต่อเนื่อง

ว่าพื้นที่ของผู้คนที่กลายเป็นตัวแถมมีอยู่จริงไหมในสังคม

หลังจากนั้นการเรียนรู้ในวัยเด็กก็สอนบทเรียนให้ผม

ว่าจะค้นหาตำแหน่งที่ทางในการเล่นอย่างไร จนเราเข้าเป็นส่วนหนึ่งในเกมได้ ด้วยฐานะตัวเลือกแรก

เงื่อนไขสำคัญที่สุด เมื่อค้นพบคำตอบของการเป็นตัวแรก

ผมเลือกเป็นผู้รักษาประตูตลอดเวลา

เพราะรู้ว่าเป็นตำแหน่งที่มีการแข่งขันต่ำ

ที่สำคัญเมื่อผลงานปรากฏ มักปรากฏแบบเห็นๆ ไม่แอบซ่อน ไม่ต้องพึ่งพาใคร เมื่อเล่นดี ลูกไม่เข้าประตู เราจึงมีแต้มต่อ

เรามักจะกลายเป็นคำตอบสำเร็จรูปของการคัดเลือกเสมอ

นผมโตขึ้นผมจึงมีคำถามเพิ่มเติม

ในท่ามกลางชีวิต ที่เราถูกสอน ได้รับการฝึกปรือทักษะในการดำรงชีวิต เราทุกคนล้วนถูกสอนให้เป็นผู้ชนะ  หรือถูกสอนให้ดำรงสถานะเฉกเช่น ผู้ชนะ ไม่มีใครที่ถูกสอนมาว่า ชีวิตนี้จะต้องเป็นคนขี้แพ้

แทบจะไม่ปรากฎในสารบบชีวิต

อาจมีบ้างสำหรับความยากจนข้นแค้น

แต่จนแล้วจนรอด วิสัยธรรมชาติของมนุษย์

ล้วนต้องการเป็นผู้ชนะแทบทั้งสิ้น

ต้องการจะเป็นตัวเลือกแรกในการสอบแข่งขัน เป็นนักฟุตบอลทีมแรกที่ไม่ใช่ทีมสำรอง เป็นนักข่าวซึ่งมีชื่อมีผลงานในการรายงานข่าว เป็นนักเขียนที่มีงานตีพิมพ์ได้รับการยอมรับ ได้เงินได้กล่องในอันดับต้นๆ เป็นนักการตลาดที่ทำผลงานในวงการ เป็นนายทหารซึ่งถูกคัดเลือกเข้าศึกษาต่อ และอีกมากมาย

ถามหน่อยเถอะว่า เราอยู่ในกลไกเช่นนี้ใช่หรือไม่

โลกในการรับรู้ของสังคมมนุษย์ ล้วนคัดสายพันธุ์ให้เราต้องเป็นผู้ชนะ มิใช่คัดสายแต้มแต่งให้เราเป็นผู้แพ้ แต่ใช่ว่าในโลกนี้จะไม่มีผู้แพ้

ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ผมจึงมีคำถาม

ถามหน่อยเถอะ

ใครสามารถจดจำชื่อนายพล ซึ่งมีตำแหน่งการบังคับบัญชา รองจากนายพลแมคอาเธอร์ ในสงครามมหาเอเชียบูรพาได้บ้าง คนที่มักยืนอยู่ด้านข้าง หรือเบื้องหลังนายพลผู้ยิ่งใหญ่ มีใครจดจำชื่อเขาได้บ้าง

ถามหน่อยเถอะว่า

เรื่องราวของนักการทหารท่านใดในประวัติศาสตร์ของโลก ที่เป็นผู้บัญชาการอันดับสองที่สามารถอยู่ในความจดจำของประวัติศาสตร์ได้ หากเขาเหล่านั้นไม่ขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่ง หรือกลายเป็นผู้นำแถวหน้าในเวลาต่อมา

อาจดูโหดร้าย หากยึดตามมาตรฐานของโลก

แต่หากมองมาตรฐานของสิ่งมีชีวิต ซึ่งต้องเอาตัวรอด ดำรงตนให้ฝ่าฟันการล้มหายตายจาก เมื่อผู้ชนะคือผู้ที่เหลืออยู่รอดเป็นคนสุดท้าย

เมื่อผู้เข้มแข็งที่สุด คือ ผู้ถูกธรรมชาติเลือกสรร

ทั้งหมดคือเรื่องจริง

โลกมักโหดร้ายเสมอ ในยามที่เราได้มีโอกาสเห็นความจริงสุดท้าย

เรายังไม่ต้องพูดถึงระบบแพ้คัดออก

แต่ผมกำลังถามตนเอง ถึงโจทย์คำถามของชีวิต

ไม่ได้พูดว่าแพ้แล้วต้องออก สอบตกแล้วตกตาย

แต่เป็นการพูดถึงสถานะที่ดำรงอยู่จริงในชีวิตที่เราเห็น

เห็นถึงลมหายใจของคนที่ต้องอดทนรอคอย

เราเคยเห็นนักฟุตบอลอาชีพทีมสำรองหรือไม่ เคยเห็นนักเขียนที่ต้องแอบเขียนงานภายใต้เงาความโดดเด่นโด่งดังของนักเขียนคนอื่น เป็นผู้กำกับหนังที่ยังต้องกำกับหนังตลาดที่ไม่ใช่หนังตามใจฝัน

เพียงเพื่อรอคอยโอกาสทำฝันให้เป็นจริง  

เป็นนักมวยภูธรที่ฝันว่าอยากเข้ามาชกมวยที่ลุมพินี หรือที่ราชดำเนิน แต่ยังไม่มีโอกาสได้เห็น จึงต้องอดทน

ผู้คนเหล่านี้ คือคำถามของผม

ความเป็นมือหนึ่ง มือสอง หรือผู้ตามในแถวขบวนของชีวิตจริงนั้น มีอยู่จริง

เพียงแต่ผมอยากรู้ถึงชีวิตของผู้คนแถวสอง

ที่ยังต้องมีลมหายใจ มีความหวังในชีวิต และฝันว่าวันหนึ่ง

จะออกมายืนแถวหน้า หรือเป็นคนแถวหนึ่งในความฝัน แต่ปัญหา คือ จะมีใครสักกี่คน ที่ยืนในพื้นที่แถวหนึ่งอันจำกัดและใครจะทำได้เพียงแค่ฝัน หรือยืนอยู่แถวสอง ไปจนหมดลมหายใจ

ครั้งหนึ่งขณะนั่งอธิบายถึงคำถาม

ให้เพื่อนร่วมวงสนทนายามค่ำคืนได้ฟัง พร้อมเสียงตอบกลับมา

 

เออ ยังดี ที่เป็นผู้คนแถวสอง ไม่ใช่ผู้คนสองแถว

ไม่ต้องยากลำบากกับชีวิตจนเกินไป

 

คำถามว่า ทำไม ดังขึ้นเกือบรอบวง

เขาตอบโพล่งออกมาอย่างอารมณ์ดี ท่ามกลางวงแก้มแดง แววตาหยดย้อยว่า

ก็คนแถวสอง ยังรอคอยโอกาสในชีวิตได้ไง

ไม่ต้องเร่งรีบเผชิญหน้า ไม่ต้องนั่งวางตัวให้ยากลำบาก ไม่ต้องเบียดคนข้างๆ และพยายามไม่มองหน้าใคร ไม่ต้องหันหน้ามองคนที่เหนือกว่า แบบที่คนในสองแถว ต้องนั่งเผชิญหน้า

 

วันนั้นผมเพิ่งรู้ว่า คนที่ผ่านขวดที่สองไปแล้ว มักตอบอะไรที่เด่นชัดได้เช่นกัน