จากการดูสามก๊กตอน “เล่าปี่แสวงหาปราชญ์” จนถึงตอนที่ ขงเบ้งเผากองทัพของแฮหัวตุ้น ลูกน้องโจโฉ ที่ทุ่ง “พกบ๋อง”
ได้พบว่า ขั้นตอนการเรียนรู้จากเรื่อง สามก๊ก นั้นมี
· เอกสาร · ข้อมูล · การรับรู้ · การเรียนรู้
· การเกิดความรู้ · การตระหนักในความรู้ · การจัดการความรู้
· การเกิดปัญญา · ความสามารถ และ· ความสำเร็จในการทำงาน
· และ การนำบทเรียนมาสร้างความรู้ใหม่ ไปเรื่อยๆ
ที่พบว่า แม้เล่าปี่จะต้องการปราชญ์มาช่วยงาน แต่เล่าปี่ก็ไม่เคยสนใจคนที่ชื่อ ฮกหลง (ขงเบ้ง) ฮองซู (บังทอง) แม้จะได้ยินหลายครั้งหลายครา เพราะข้อมูลไม่เชื่อมต่อกัน
และเมื่อรู้ชื่อ แต่ก็ไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหน เป็นใคร มีความรู้อะไร
และเมื่อพบตัวได้ข้อมูล ก็ยังไม่รู้ นิสัย ใจคอ ว่าเป็นอย่างไร
ทำให้ขงเบ้งต้องลองใจโดยการหลบซ่อน ไม่ให้พบทั้งสองครั้ง
แม้ครั้งที่สามก็ยังให้นั่งรอ เพราะ “นอนยังไม่ตื่น”
แม้พบแล้วก็ยังไม่ยอมรับจะช่วยโดยตรง แต่จะเขียนแผนและอธิบายให้
กรณีของเล่าปี่นั้น
แม้มีแผนที่ขงเบ้งเขียนให้ ก็ยังไม่ทราบจะปฏิบัติได้อย่างไร
แม้ปฏิบัติแล้วก็ยังไม่ทราบจะทำให้สำเร็จได้อย่างไร
แม้สำเร็จในขั้นที่หนึ่งก็ไม่ทราบว่าจะทำในขั้นที่สอง และต่อๆไปอย่างไร
ทำให้ผมนึกถึงระบบการเรียนรู้ และจัดการความรู้ของเราที่มักจะ
· รวบรัด
· ฝันเฟื่องและ
· มองข้ามความเป็นจริงของระบบการเรียนรู้ของเรา ที่มีขั้นตอนมากมาย
ที่มักเน้นการจัดการความรู้ จาก
· คำพูด หรือ
· เอกสาร
· ข้อมูล
แล้ว “หลง” เรียกสิ่งเหล่านี้ว่า “ความรู้”
ทั้งๆที่ยังมีอีกหลายขั้น ก่อนจะเกิดเป็น “ความรู้” ในตัวคน
ซึ่ง ต่อจากนั้นก็ยังต้องมี
· การรับรู้
· การเรียนรู้
· การเกิดความรู้ จนกระทั่งถึง
· การตระหนักในความรู้
จนเป็นความรู้ในตัวคน
ที่นำมาจัดการเป็น
· การจัดการความรู้ และ
· การสร้างและพัฒนาปัญญา
· การนำปัญญามาพัฒนาความสามารถ
· และ การนำความสามารถมาพัฒนาใช้ให้เกิดความสำเร็จในการทำงาน
· การนำความสำเร็จ และความล้มเหลวมาเป็นบทเรียน และความรู้
· การผสมผสานความรู้ใหม่ เก่า เข้าด้วยกัน
· การต่อยอดความรู้ และปัญญา เพื่อการพัฒนางาน
การทำงานต่างๆในแต่ละขั้นตอน ต้องฝ่าด่านการจัดการความรู้ในทุกขั้นตอน
ที่ต้องสร้างความกลมกลืน ไม่มีเส้นแบ่ง (seamless) ในกระบวนการคิด และการทำงาน
จึงจะเกิดการจัดการความรู้ที่ดี มีประสิทธิภาพ และใช้งานได้อย่างจริงจังครับ
สวัสดีค่ะอาจารย์
อ่านด้วยความซาบซึ้งเลยค่ะ
จริงๆแล้ว ความรู้มีอยู่ในตัวตนทุกคนนะคะ บางอย่างแจ่มชัด บางอย่างไม่ชัด บางทีเจ้าตัวยังไม่ทราบเลย เช่น ศิลปะในด้านต่างๆ เป็นต้น
การทำไร่ทำนา การทำขวัญ การ....ก็เป็นความรู้ทั้งนั้น
ดิฉันเองไปได้ความรู้ มาจากคนที่การศึกษาไม่มากหลายคนค่ะ มันเป็นประสบการณ์ของเขาจริงๆ
สมัยที่ดิฉัน ทำมะม่วงในน้ำเชื่อมส่งให้Nestle' ไปขายที่ตะวันออกกลาง ในช่วงเวลาถือศีลอด ขายดีมากๆ เหมามะม่วงกันหลายสิบล้อรถ แต่ต้องเป็นเกรดหนึ่งอย่างเดียว 3 ลูก/ก.ก. ทุกชิ้นต้องเท่ากันหมด สีเดียวกันหมด คือเหลืองทองเท่านั้น
พวกเกรด 2 เอาไปขายให้เจ้าอื่น ทีนี้ เศษ มะม่วงจะทำอย่างไร ตอนแรก เสียดาย เลยจะทำเป็นมะม่วงแผ่นอนามัยขาย
นักวิชาการ มาออกแบบถังกวนด้วยไฟฟ้าให้ ความร้อน 60 องศา ปรากฏว่า ไม่นิ่มไปก็แข็งไป นักวิชาการแก้ไม่ตก ต้องไปเอาชาวบ้าน มาสอนค่ะ
มันมีเคล็ดลับ...know how....
ในที่สุด เลยเลิกทำ เหมาให้ชาวบ้านไปทำเอง ไม่คุ้ม
นี่เป็น 1 ตัวอย่างในหลายๆตัวอย่างค่ะ ที่ชาวบ้านเก่งกว่า Food Science ที่เราจ้างมาแพงๆ
แต่ชาวบ้าน จะทำแบบที่เป็นมาตรฐานคุณภาพเป๊ะๆ ไม่ค่อยเป็น และเขาชอบบอกว่า ยุ่งยาก
ในขณะที่ลูกค้า ต้องการของpremium ถึงจะได้ราคาดี เลยทำให้เราซื้อของชาวบ้านแบบคัดเกรด แล้วได้ของเกรดหนึ่งน้อย อย่างหน่อไม้ฝรั่ง ก็ต้องมีเส้นผ่าศูนย์กลาง เท่านั้น เท่านี้ จึงจะได้ราคา
เรื่องนี้เกษตรกรฝร่งเศสเก่งค่ะ มะเขือเทศลูกเท่ากันเป๊ะๆ เทคโนโลยี่ดีค่ะ ไปดูมาหลายหนแล้ว เขาก็เป็นประเทศที่ทำเกษตรเยอะมากค่ะ
สวัสดีครับ ... อาจารย์
เค้าว่า อ่านสามก๊ก 3 จบ คบไม่ได้ ... ผมอ่านเกิน ... มาเลิกคบกันครับ
ขอบคุณครับ
อาจารย์ครับ
ผมต้องขอบพระคุณมากที่มาเติมให้บทความชัดเจนมากขึ้นมากเลยครับ
กว่าจะเป็นความรู้
กว่าจะจัดการได้
กว่าจะใช้ได้
กว่าจะเป็นประโยชน์
กว่าจะต่อยอด
กว่าจะเป็นปัญญา
กว่าจะเป็นความสามารถ
ต้องใช้ความพยายาม ความตั้งใจบ่มเพาะ
อย่างถูกวิธี ถูกจังหวะ
ที่ไม่ใช่สุ่มสี่สุ่มห้าทำไปแล้วจะได้ดีเองนั้น ยากจริงๆครับ
แต่จะง่ายถ้าเราเน้นการปฏิบัติจากความจริง เรียนจากความผิดพลาด เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส
แล้วน่าจะไปรอดได้ครับ
ขอขอบพระคุณด้วยความจริงใจสุดๆ ครับ
ผมคิดว่า
ความรู้ฝังลึกนี่อีกกี่ร้อยปีจะแกะออกมาได้
ผมคิดว่า ถ้าเราเริ่มจากความรู้ชัดแจ้งแล้วค่อยๆคลำเข้าไปหาความรู้ฝังลึก
ก็จะค่อยๆถอดรหัสออกมาเรื่อยๆ คงจะไปรอดครับ