เทคโนโลยีทางการศึกษาในปัจจุบัน มีดังนี้1. ICT2. e-learning 3. Online Education4. Distance Education5. Flexible Learning System6. Home School <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 54pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 54.0pt" class="MsoNormal">7. Knowledge Management</p>นโยบายของรัฐบาล นโยบายการเร่งใช้ ICT (Information and Communication Technology) เพื่อพัฒนาการศึกษาในทุกด้านโดยเฉพาะการช่วยพัฒนา ครู อาจารย์ นักศึกษาได้เข้าถึงแหล่งความรู้และได้เรียนอย่างทัดเทียมกัน การพัฒนาระบบบริหารจัดการให้ฉับไว มีประสิทธิภาพสูงสุด การจัดเครื่องมืออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และการเชื่อมโยงเครือข่าย จึงเป็นนโยบายสำคัญของ ระบบบริหารจัดการด้าน ICT ในการบริหารและบริการทางด้าน ICT มีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการในสถาบันการศึกษาต่าง ๆ มีข้อมูลทะเบียนนักเรียน มีการเชื่อมโยงและรวบรวมข้อมูล ซึ่งสามารถติดตามความก้าวหน้า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีระบบบริหารงานบุคคล ระบบงานสารบรรณ ระบบห้องสมุด ซึ่งจะเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อการค้นคว้าที่กว้างขวางขึ้น
การออกแบบและผลิตสื่อ มุ่งส่งเสริมพัฒนาครู อาจารย์ ให้สามารถออกแบบและผลิตสื่อด้าน ICT เพื่อช่วยให้การสอนมีความน่าสนใจ สนุกสนาน ค้นคว้าต่อยอด ความรู้ประสบการณ์จากที่มีอยู่เดิม
ทฤษฎีการเรียนรู้ (Constructionism) มุ่งให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเอง กับเครือข่ายการเรียนรู้โดยนำกระบวนการเรียนรู้ มาจัดการให้ผู้เรียน ได้เรียนรู้ในสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ เพราะว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปจากการเรียนรู้ในอดีต มาเป็นการเรียนรู้แบบตลอดชีวิต ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เป็นเรื่องของการกำหนดวิธีการใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ การเตรียมผู้เรียนให้พร้อมต่อการใช้เทคโนโลยีฯ เพื่อเป็นการใช้เทคนิคต่าง ๆ ตามความเหมาะสมของเทคโนโลยี <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> การประเมินผลการเรียนรู้ เป็นเรื่องสำคัญขององค์ประกอบดังกล่าว เนื่องจากเป็นการจะทำให้ทราบแนวทางในการพิจารณาเลือกตัดสินใจดำเนินงาน โดยประเมินจากผลงานหรือตามสภาพความเป็นจริงจากกระบวนการเรียนรู้</p>
e-Learning เป็นการนำ IT ไปใช้ในการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพ มีการนำไปใช้ในหลากหลายรูปแบบ เช่น การนำมัลติมีเดียเป็นสื่อในการสอนของครู/อาจารย์เพื่อให้นักเรียนเรียนรู้ค้นคว้าด้วยตัวเอง ด้วยการเรียนผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ การเรียนทางไกลผ่านดาวเทียม( กองบรรณาธิการ บทบาทการเรียนการสอน e-Learning ในประเทศไทย จาก สาร NECTEC ปีที่ 8 ฉบับที่ 39 มีนาคม-เมษายน 2544) ลักษณะสำคัญของ e-Learning · Anywhere, Anytime and Anybody คือ ผู้เรียนจะเป็นใครก็ได้ มาจากที่ใดก็ได้ และเรียนเวลาใดก็ได้ตามความต้องการของผู้เรียน เพราะหน่วยงานได้เปิดเว็บไซต์ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งบริการจัดทำเป็นชุดซีดีเพื่อใช้ในลักษณะออฟไลน์ให้กับโรงเรียนหรือสถานศึกษาที่สนใจ แต่ยังไม่พร้อมในระบบอินเทอร์เน็ต· สื่อประสม(Multimedia) สื่อที่นำเสนอในเว็บ ประกอบด้วยข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และเสียง ตลอดจนวีดิทัศน์ อันจะช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ของผู้เรียนได้เป็นอย่างดี· Non-Linear ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนเนื้อหาที่นำเสนอได้ตามความต้องการ· Interactive ด้วยความสามารถของเอกสารเว็บที่มีจุดเชื่อม(Links) ย่อมทำให้เนื้อหามีลักษณะโต้ตอบกับผู้ใช้โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว และผู้เรียนยังเพิ่มส่วนติดต่อกับวิทยากรผ่านระบบเมล์ ICQ Microsoft Messenger และสมุดเยี่ยม สามารถติดต่อกันได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น จะเห็นว่า e-Learning เป็นระบบการเรียนการสอนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเว็บและเครือข่ายอินเทอร์เน็ต มีสภาวะแวดล้อมที่สนับสนุนการเรียนรู้อย่างมีชีวิตชีวา(Active Learning) และการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง(Child Center Learning) ผู้เรียนเป็นผู้คิด ตัดสินใจเรียนโดยการสร้างความรู้และความเข้าใจใหม่ๆด้วยตนเอง สามารถเชื่อมดยงกระบวนการเรียนรู้ให้เข้ากับชีวิตจริง ครอบคลุมการเรียนทุกรูปแบบ ทั้งการเรียนทางไกล และการเรียนผ่านเครือข่ายระบบต่างๆควรเขียน e-Learning หรือ eLearning หรือ E-learning หรือ E-Learning? เริ่มแรกในปี 1998 มีเพียงคำว่า e-learning ซึ่งมีขีด hyphen แต่เมื่อ e-Learning แพร่หลายมากขึ้น บางคนก็ได้ตัดขีดทิ้งไป (ควบคู่ไปกับการใช้ตัวใหญ่กับตัวอักษร “L”) ถ้าเราลองค้นเว็บเพจด้วย Google หรือ Yahoo จะค้นพบทั้งที่ใช้ elearning (ไม่มีขีด) และ e-learning (มีขีด) การศึกษาแบบออนไลน์ (Online Education) นั้นมีส่วนประกอบสำคัญอยู่ 2 ประการหลักนั่นคือ การเรียนออนไลน์ (Online Learning) และ การสอนออนไลน์ (Online Teaching) 1. การเรียนแบบออนไลน์ (Online Learning) นั้นเปรียบเสมือนห้องเรียนที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งในห้องเรียนขนาดใหญ่นั้นจำเป็นต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกในห้องเรียน ต้องจัดสภาพแวดล้อมภายในห้องเรียนขนาดใหญ่ โดยเมื่อผู้เรียนเข้าไปในระบบการเรียนออนไลน์แล้วเกิดการเรียนรู้ผ่านระบบการเรียนออนไลน์ 1. การสอนแบบออนไลน์ (Online Teaching) การสอนเป็นกิจกรรมที่ผู้สอนจะต้องจัดรูปแบบกิจกรรมในระหว่างเรียน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามหลักสูตร ที่ได้กำหนดไว้ โดยผู้สอนจะต้องมีการวางแผน กำหนดแนวการสอนและรูปแบบการสอน รวมทั้งออกแบบสภาพแวดล้อม2. การเรียนรู้ในชั้นเรียน โดยการสอนออนไลน์นี้ ผู้สอนจะต้องจัดและวางแผนห้องเรียนเสมือน ในลักษณะ Online Class ดังแผนภูมิต่อไปนี้ (www.onlineclass.com)รูปแบบการศึกษาทางไกลDLRN Research Associate (1995) กล่าวว่ารูปแบบการศึกษาทางไกลมี 2 รูปแบบ คือ ซิงโครนัส (synchronous) และ อะซิงโครนัส (asynchronous) 1. รูปแบบซิงโครนัส เป็นรูปแบบที่ต้องการการเข้าร่วมพร้อมกันในบรรดาผู้เรียนและผู้สอนทั้งหมด ต้องมีการนัดเวลา สถานที่ และบุคคล ประโยชน์ของรูปแบบซิงโครนัสก็คือปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน รูปแบบซิงโครนัสได้แก่ Interactive TV audiographics, computerconferencing, IRC และ MOO2. รูปแบบอะซิงโครนัส เป็นรูปแบบที่ไม่ต้องการการเข้าร่วมพร้อมกันในบรรดานักเรียน และผู้สอน นักเรียนไม่ต้องรวมกลุ่มในสถานที่เดียวกันและเวลาเดียวกัน นักเรียนอาจจะเลือกช่วงเวลา และวัสดุการเรียนการสอนด้วยตัวเอง แล้วจัดตารางเวลาของตัวเอง รูปแบบอะซิงโครนัสยืดหยุ่นกว่ารูปแบบซิงโครนัส โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรณีของการติดต่อสื่อสารเช่นเดียวกันกับอีเมล์ รูปแบบอะซิงโครนัสยอมและสนับสนุนการพัฒนากลุ่มชน รูปแบบของการส่งพร้อมกับอีเมล์ listservs, บทเรียนเทปเสียง บทเรียนวิดิทัศน์ บทเรียนทางไปรษณีย์ และ บทเรียนทางเว็บ (แม้ว่าในอนาคตระบบเวบจะเป็นไปได้มากในการใช้รูปแบบซิงโครนัส) ประโยชน์ของการศึกษาทาง ไกลรูปแบบอะซิงโครนัสคือ ทางเลือกของผู้เรียนในเรื่องสถานที่และเวลา และมีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับนักเรียนทั้งหมด ส่วนข้อจำกัดก็คือปฏิกิริยาสัมพันธ์นั้นขึ้นอยู่กับการใช้อีเมล์ซึ่งต้องอาศัยการเขียนในการติดต่อแลกเปลี่ยนกัน ลักษณะการจัดการศึกษาทางไกล Dan Coldeway แห่ง Canada’s Athabaca University ได้กำหนดกรอบแนวคิดเกี่ยวกับประเภทของการจัดการศึกษาทางไกลบนพื้นฐานของความสัมพันธ์ของตัวแปร 2 ตัวคือ เวลา (Time=T) และสถานที่ (Place : P) โดยแบ่งการจัดการศึกษาทางไกลเป็น 4 ลักษณะ (Simonson, Michael and Others, 2000 : 7-8) ดังนี้ 1. SP-ST (same-place, same-time education) เป็นการจัดการศึกษาแบบดั้งเดิม โดยจัดการเรียนในห้องเรียนและมีครูเป็นศูนย์กลาง 2. DP-SP (different-time, same-place education) เป็นการจัดการเรียนการสอนแบบศูนย์การเรียนที่ผู้เรียนสามารถเลือกตามศูนย์ต่างๆ ได้แก่ ศูนย์สื่อการเรียน (Media Center) ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ (Computer Laboratory) ซึ่งจัดสอนในเวลาต่างกัน3. ST-DP (same–time different-place education) เป็นการจัดการเรียนการสอนในเวลาเดียวกันในสถานที่เรียนหลายแห่งพร้อมกัน โดยระบบโทรคมนาคม เช่น โทรทัศน์ วีดิทัศน์ ดาวเทียม และใยแก้วนำแสง4. DT-DP (different-time different-place education) เป็นการจัดการเรียนการสอนที่ใช้ระบบโทรคมนาคม แต่ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนที่ไหนและเมื่อไรก็ได้ เช่น บทเรียนทางเวบ จะเห็นได้ว่า การจัดการเรียนการสอนแบบ ST-DO และ DT-DP ก็คือการจัดการเรียนการสอนรูปแบบซิงโครนัส นั่นเอง <h3 style="margin: 12pt 0cm 3pt">Flexible Learning System : ระบบการเรียนแบบยืดหยุ่น </h3>
คำว่า “ระบบการเรียนแบบยืดหยุ่น” หรือ “Flexible Learning System” ถ้าหากมองเป็น “ระบบ” อาจจะไม่คุ้นมากนักสำหรับการจัดการเรียนการสอนในประเทศไทย แต่คำว่า การเรียนแบบยืดหยุ่น หรือ Flexible Learning อาจะได้ยินกันโดยทั่วไป เพราะการศึกษาในปัจจุบันมีกระบวนการต่าง ๆ ที่ยืดหยุ่นต่อการเรียนของผู้เรียนมากขึ้น เช่น การเรียนในระบบมหาวิทยาลัยเปิด หรือการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเลือกลงทะเบียนเรียน เลือกวิธีการเรียน ได้ตามความเหมาะสมของผู้เรียนแต่ละคน แต่ยังคงมีระบบการวัดผลและประเมินผล รวมทั้งการจัดเวลาเรียนเป็นภาคเรียนแบบการเรียนการสอนปกติBrian Stanford (1999) อธิบายถึง ระบบการเรียนแบบยืดหยุ่นว่า เป็นการจัดการเรียนการสอนหรือการศึกษาที่แปรเปลี่ยนไปตามความเหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมของผู้เรียน การจัดการศึกษาในลักษณะนี้จะไม่กำหนด วัน เวลา สถานที่ วิธีการเรียน ตลอดจนรายวิชาต่าง ๆ ที่แน่นอนตายตัวลงไป แต่จะเปิดกว้างให้ผู้เรียนได้เลือกเรียนตามความต้องการ ความจำเป็นหรือเลือกตามความเหมาะสมของตัวเอง ซึ่งสถานศึกษาจะต้องจัดดำเนินการให้ และอำนวยความสะดวกในการเรียน จนกว่าผู้เรียนจะสำเร็จตามหลักสูตรระบบการเรียนแบบยืดหยุ่น หรือ Flexible Learning System เป็นรูปแบบ หรือ วิธีการจัดการเรียนการสอนที่มีจุดมุ่งหมายให้ผู้เรียนมีอิสระ มีโอกาสรับผิดชอบในการแสวงหาความรู้ และเรียนรู้ด้วยตนเองมากขึ้นสนองความต้องการส่วนบุคคล โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นฐาน (http://flex-learning.thaiedunet.com/)ระบบการเรียนแบบยืดหยุ่นเริ่มมีการใช้และเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางในประเทศออสเตรเลียตั้งแต่ปี 1991 เป็นต้นมา ทั้งนี้เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรฐกิจ สังคม การศึกษา และเทคโนโลยี โดยมีการนำไปใช้เต็มรูปแบบตั้งแต่การลงทะเบียนจนถึงการสอบ (Brian Stanford,1999) สำหรับในประเทศไทยได้มีการเปิดสอนระบบนี้ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่ปีการศึกษา 2545 (http://flex-learning.thaiedunet.com/) โดยเปิดสอนทั้งระดับปริญญาตรีและระดับบัณฑิตศึกษาให้กับกลุ่มเป้าหมาย 3 พื้นที่ คือ พื้นที่เขตการศึกษาที่ 8 พื้นที่เขตการศึกษาที่ 11 และพื้นที่เขตการศึกษา 4 โดยระดับปริญญาตรีมี 2 หลักสูตร คือ วิทยาศาสตรบัณฑิตสาขาวิชาการพัฒนาซอฟต์แวร์ และวิทยาศาสตรบัณฑิต ระดับบัณฑิตศึกษามี 4 หลักสูตร คือ ปริญญาโทสาขาหลักสูตรศึกษาและการสอน สาขาวิชาบริหารการศึกษา สาขาวิชาเวชศาสตร์ชุมชน และสาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ ประโยชน์ของ ระบบการเรียนแบบยืดหยุ่น 1. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนซึ่งอาจเป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่มมีส่วนร่วมในการออกแบบการเรียนรู้ หรือสามารถเลือกทางเลือกในการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยเรียนรู้ผ่านสื่อในรูปแบบต่าง ๆ โดยอาจมีสื่อหลักและสื่อเสริมหรือกิจกรรมเสริมตามความเหมาะสม ซึ่งในปัจจุบันมักจะอยู่ในรูปแบบของสื่ออีเล็กทรอนิกส์ เช่น การรับฟังคำบรรยาย กับอาจารย์ประจำวิชาผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เร็นส์ 2. งานที่มอบหมาย มีทั้งงานที่ผู้สอนกำหนด (On-guide) งานที่ผู้เรียนทำตามความสนใจและเป็นผู้ออกแบบการศึกษาเอง (Off-guide) 3. การประเมินผล เป็นการประเมินความสำเร็จของผู้เรียนตามวัตถุประสงค์ที่ได้ระบุไว้ โดยผู้ประเมินอาจมีทั้งผู้เรียน ผู้สอน ผู้ช่วยสอน และผู้ประเมินจากภายนอก วิธีการประเมินนอกจากการสอบแล้ว ผู้สอนจะเป็นผู้กำหนด โดยผู้เรียนได้รับรู้และผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบได้การจัดการศึกษาโดยครอบครัว หรือ Home School หรือครอบครัวบ้านเรียน ที่มีขอบเขตของการศึกษาดังต่อไปนี้1. ความหมาย ปัจจัยที่มีผลและพัฒนาการของการจัดการศึกษาโดยครอบครัว2. รูปแบบการจัดการศึกษา3. หลักสูตรการศึกษาของครอบครัว4. แนวทางการจัดกระบวนการเรียนรู้5. แนวทางการวัดประเมินผล6. ปัญหาอุปสรรค 1. ความหมาย ปัจจัยที่มีผลและพัฒนาการของการจัดการศึกษาโดยครอบครัว1.1 ความหมายของการจัดการศึกษาโดยครอบครัวกฎกระทรวงว่าด้วยการจัดการพื้นฐานโดยครอบครัว ได้ให้คำนิยามความหมายของการจัดการศึกษาโดยครอบครัวไว้ ดังนี้ “การจัดการศึกษาโดยครอบครัว หมายความว่า การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานที่บิดา มารดา หรือผู้ปกครอง เป็นผู้รับผิดชอบจัดการศึกษาด้วยตนเอง โดยเป็นผู้สอนด้วยตนเองหรือเป็นผู้อำนวยการให้เกิดการเรียนรู้” ทั้งนี้ยังให้หลักการสำคัญไว้ อีก 2 ประการคือ“การจัดการศึกษาโดยครอบครัว เป็นสิทธิโดยพื้นฐานตามธรรมชาติ และวัฒนธรรมของบิดา มารดา และครอบครัว เพื่อจัดกระบวนการเรียนรู้ ฝึกอบรม ให้บุตรหลาน หรือบุคคลที่อยู่ในความดูแลสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนได้ตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ และ การจัดการศึกษาเป็นการศึกษาอีกทางเลือกหนึ่งนอกเหนือจากที่รัฐ เอกชน และองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นจัดอยู่ ซึ่งมีความหลากหลายในเรื่องปรัชญา ความคิด ทัศนะ ความเชื่อของ แต่ละครอบครัว โดยต้องจัดตามหลักการและแนวการจัดการศึกษาที่กำหนดในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ” (ยุทธิชัย , 2546 : 87) การจัดการศึกษาโดยครอบครัวจึงเป็นการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานที่บิดา มารดา หรือ ผู้ปกครองเป็นผู้รับผิดชอบในการจัด เป็นสิทธิโดยพื้นฐาน ให้บุตรหลานพัฒนาตามธรรมชาติ เต็มศักยภาพ เป็นทางเลือกหนึ่งตามปรัชญา ความคิด ทัศนะและความเชื่อของตน ตามแนวการจัดการศึกษาที่กำหนดในพระราชบัญญัติการศึกษา พ.ศ.2542 1.2 ปัจจัยที่มีผลต่อการจัดการศึกษาโดยครอบครัวอมรวิชช์ นาครทรรพ (2543: ซ) ได้สรุปปัจจัยที่ทำให้การจัดการศึกษาโดยครอบครัว เกิดขึ้น ดังนี้1.2.1 ความเสื่อมศรัทธาในระบบการศึกษา ประสบปัญหาในระบบ1.2.2 ความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีการสื่อสาร ทำให้ทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาอย่างหลากหลาย และกำกับวิถีการเรียนของตนได้1.2.3 ปัญหาเด็กและเยาวชน ตลอดจนความรุนแรงในโรงเรียนที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ปกครองไม่มั่นใจในความปลอดภัยในโรงเรียนนอกจากนั้น ยุทธิชัย เฉลิมชัย (2546 : 55) ยังได้เพิ่มเติมปัจจัยต่อการจัดการศึกษาในสังคมไทยไว้ดังนี้1.2.4 ทัศนะเชิงอุดมคติ และศรัทธาทางศาสนา1.2.5 บุตรมีความต้องการพิเศษ1.3 พัฒนาการของการจัดการศึกษาโดยครอบครัวในสังคมไทย พัฒนาการของการศึกษาโดยครอบครัวในสังคมไทย ตามลำดับของช่วงเวลามีดังนี้ระยะแรกก่อนปี พ.ศ.2530 ครอบครัวคุณพิภพ-รัชนี ธงชัย และครอบครัวนายแพทย์ โชติช่วง ชุตินธร ระยะที่สองหลังปี พ.ศ. 2535 ได้แก่ครอบครัวนายแพทย์พร พันธุ์โอสถ ครอบครัวคุณ สมพร พึ่งอุดม ครอบครัวคุณนิภาพร เหลืองแจ่ม ครอบครัวคุณสาทร สมพงษ์ ครอบครัวครูนา สุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ เป็นต้นระยะที่สาม ช่วงรอยต่อการประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ได้แก่ครอบครัวคุณกนกพร สบายใจ ครอบครัวคุณอาทิตย์ แดงพวงไพบูลย์ ครอบครัวคุณ พรสรวง คุณวัฒนการ ครอบครัวกลุ่มบ้านเรียนปัญญากรปัจจุบันหลังประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษา พ.ศ.2542 ได้มีครอบครัวที่จัดการศึกษาโดยครอบครัวเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนหลายสิบครอบครัว จนเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจน (ยุทธิชัย , 2546 : 11) 2. รูปแบบการจัดการศึกษายุทธิชัย เฉลิมชัย และคณะ (2543 : 289-297) ได้กล่าวถึงรูปแบบการจัดการศึกษาโดยครอบครัวในสังคมไทย แบ่งออกเป็น 4 ลักษณะใหญ่ ๆ สรุปได้ดังนี้2.1 จัดการศึกษาอย่างมีข้อตกลงร่วมกับทางโรงเรียน โดยโรงเรียนสอนบางวิชาและ บ้านจัดการศึกษาบางวิชา โดยโรงเรียนต้องมีความเต็มใจและมีโครงการพิเศษสำหรับบ้านเรียน ทั้งนี้อยู่ในความดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ2.2 ลักษณะดำเนินการเองทั้งหมดโดยครอบครัวเดี่ยว ดำเนินการเป็นปัจเจกค่อนข้างสูง สร้างสรรค์หลักสูตรและวิถีทางที่เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพครอบครัว ความคิด ความเชื่อ หรือตามความถนัด ความสนใจของลูก2.3 ลักษณะดำเนินการโดยกลุ่มครอบครัวแบบข่ายประสานงาน เป็นครอบครัวบ้านเรียนหลายครอบครัวประสานงาน แบบหลวม ๆ ไม่เป็นทางการ เพื่อจัดกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกันตามโอกาสอำนวย ตามที่นัดหมาย เป็นครั้ง ๆ ไป โดยที่สมาชิกแต่ละครอบครัวยังดูแลจัดการศึกษา ให้ลูกของตัวเองเป็นหลัก2.4 ลักษณะดำเนินการโดยกลุ่มครอบครัวแบบรวมศูนย์การจัดการ คือครอบครัวหลาย ครอบครัวมาร่วมกันจัดการศึกษา ดำเนินการคล้ายเป็นสถานศึกษาขนาดเล็กในสถานที่ตั้งแห่งหนึ่ง ดำเนินงานโดยคณะผู้บริหารและคณะครูที่มีค่าตอบแทนเป็นแบบแผน กลุ่มลักษณะนี้มีแนวโน้ม และเป็นไปได้ที่จะพัฒนาไปสู่การเป็นสถานศึกษาประเภท “ศูนย์การเรียน” โดยองค์กรเอกชนหรือองค์กรชุมชน
เทคโนโลยีสมัยใหม่
การจัดการศึกษาบรรลุอุดมการณ์การศึกษาตลอดชีวิต
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
ครูอ้อย แซ่เฮ · 19 ต.ค. 2550
สมฤดี · 19 ต.ค. 2550
พิสูจน์ · 19 ต.ค. 2550
ครูอ้อย แซ่เฮ · 19 ต.ค. 2550
ครูอ้อย แซ่เฮ · 19 ต.ค. 2550
นฤมล รอดเนียม · 19 ต.ค. 2550