เรื่องนี้ ไม่ใช่หมายถึงการนินทาว่าร้ายนะครับ แต่เป็นการเรียนรู้เพื่ออยู่ร่วมและเข้าหากันเพื่อลดความขัดแ้ย้งทางใจ กาย วาจาและอื่นๆ
สวัสดีครับทุกท่าน
สบายดีนะครับ หลายๆ ท่านคงเคยมีโอกาสเดินทางไปยังที่ต่างๆ นะครับ ไ่ม่ว่าจะต่างหมู่บ้าน ต่างชุมชน ต่างจังหวัด ต่างภาค ต่างประเทศ ต่างทวีป หรือต่างองค์กร ต่างรัฐบาล ต่างกลุ่ม ก็ตาม ซึ่งแต่ละกลุ่มนั้นย่อมมีพื้นฐานหรือแก่นขององค์กรหรือกลุ่มที่ต่างๆ กัน ทั้งในรูปแบบการดำเนินชีวิต รูปแบบการใช้ชีวิต รูปแบบการกิน การแต่งกาย การพูดจา การศึกษา และอื่นๆ มามายนะครับ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ในสิ่งที่แสดงออกถึงความเป็นเอกลักษณ์ทางสังคมของแต่ละกลุ่ม
ทีนี้เมื่อสมาชิกจากกลุ่มต่างๆ ได้มีโอกาสไปพบกันและปฏิบัติต่อกันนั้น อาจจะมีพื้นฐานบางอย่างที่เหมือนกัน หรือต่างกันก็ได้ สิ่งที่น่าสนใจคือการปรับตัวเข้าหากันระหว่างสองความแตกต่างทางวัฒนธรรมนั้น จะมีการปรับตัวเข้าหากันได้อย่างไร เพื่อลดความต่างหรือว่าลดความขัดแย้งนั้นลงได้
ผมจึงอยากจะชวนญาติมิตรทุกท่านร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์่ร่วมกันนะครับ เพื่อเอาไว้เป็นประสบการณ์ต่อผู้ื่อื่นในอนาคตได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นด้านใดๆ ก็ตาม หรือไ่ม่ว่าจะปรับตัวได้หรือปรับตัวไ่ม่ได้ก็ได้นะครับ
โดยท่านสามารถจะใส่รายละเอียดดังต่อไปนี้ คือ
คู่ต่างของวัฒนธรรม ของท่าน และกลุ่มที่ท่านสังกัดเช่น ไทย - เยอรมัน หรือ ภาคใต้ - ภาคเหนือ
เนื้อหาความต่างที่ท่านพบเจอ และรายละเอียด อื่นๆ เช่น เหตุที่เกิด
แนวทางที่ท่านหรือคู่วัฒนธรรมของท่านได้ใช้ในการปรับตัวเข้าหากัน (ถ้ามี) และหรือ ผลของความขัดแย้งที่เกิดเพิ่มขึ้น (ถ้ามี)
แนวทางออกเพิ่มเติม หรืออื่นๆ เพิ่มเติมได้
ผมจะเล่าตัวอย่างที่ผมพบเจอก่อนนะครับ เอาง่ายๆ เรื่องวัฒนธรรมทางการกินก่อนเลยนะครับ การเล่าเรื่องนี้ ไม่ใช่หมายถึงการนินทาว่าร้ายนะครับ แต่เป็นการเรียนรู้เพื่ออยู่ร่วมและเข้าหากันเพื่อลดความขัดแ้ย้งทางใจ กาย วาจาและอื่นๆ
ตัวอย่างเช่น เรื่องอาหารการกิน
ไทย - เยอรมัน
การรับประทานอาหาร วัฒนธรรมการกิน
เรื่อง การกินอาหารไทย จะกินอาหารไทยอย่างไร ตักอะไรก่อนหลัง ผมเคยมีโอกาสทำอาหารไทยให้เพื่อนเยอรมันและเพื่อนในละแวกยุโรปรับประทานหลายๆ ครั้ง แต่ละท่านก็ทานเผ็ดจืดได้แตกต่างกันครับ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ระบบการตักอาหารจะต่างกัน เช่น
คนไทยจะค่อยๆ ตักทีละช้อน มาใส่ในจานของตัวเองแล้วค่อยๆ กินไปเรื่อยๆ หมดแล้วก็ตักมาใส่ในจานเพิ่มเติม
คนเยอรมันจะตักในสิ่งที่ต้องการมาใส่จานในครั้งเดียวแล้วก็กินจนหมดจานถึงจะตักใหม่
-
ทางออกสิ่งที่ผมเจอ แบบน่ารักมากๆ คือ โปรเฟสเซอร์จะบอกว่า เม้งมาสอนพวกเราก่อนว่า จะตักและกินอย่างไร เพราะเป็นการเรียนรู้เพื่อจะได้กินและรับประทานได้เป็นตามวิถีของไทยด้วย ซึ่งอันนี้ ก็สามารถทำเป็นตัวอย่างให้ดูได้ครับ ว่าตักและกินอะไรอย่างไร ก่อนหลัง แน่นอนว่ามีความแตกต่างในความเป็นวัฒนธรรมของเพื่อนๆ แน่นอนครับ
แต่หากเป็นแบบทั่วไปอาจจะมีงงๆ แน่ครับ ในการพบเห็นความต่างๆ กันนั้น ปัญหาไม่ได้อยู่เพยงแค่ความต่างของวัฒนธรรมก็ได้ แต่สิ่งที่น่าสนใจมากกว่านั้น คือ จะปรับตัวเข้าหากันได้อย่างไร ที่ในขณะที่คนไทยตักทีละช้อน และคนอีกทวีปหนึ่งตักทีละจาน โดยที่คนไทยไม่รู้ึสึกในทางลบ และเข้าใจในความเป็นแนวทางของเขา ในขณะเดียวกัน เป็นการปรับตัวเข้าหากันในทางสายกลางว่าจะทำอย่างไร เพื่อประสานความขัดแย้งนี้ได้
ในด้านอื่นๆ เช่น
การไปพบแพทย์
การไปใช้บริการห้องน้ำ
การไปบริจาคสิ่งของ
การเข้าไปช่วยเหลือคนที่ได้รับอุบัติเหตุ
การออกกำลังกาย
การแต่งตัว
การซื้อขาย
การทักทาย
การจราจร เดินทาง
การละเล่น เต้นรำ
และอื่นๆ
สวัสดีครับ น้องเม้ง สบายดีนะครับ
คู่ต่างของวัฒนธรรม ของท่าน และกลุ่มที่ท่านสังกัดเช่น ไทย - เยอรมัน หรือ ภาคใต้ - ภาคเหนือ
เนื้อหาความต่างที่ท่านพบเจอ และรายละเอียด อื่นๆ เช่น เหตุที่เกิด
แนวทางที่ท่านหรือคู่วัฒนธรรมของท่านได้ใช้ในการปรับตัวเข้าหากัน (ถ้ามี) และหรือ ผลของความขัดแย้งที่เกิดเพิ่มขึ้น (ถ้ามี)
แนวทางออกเพิ่มเติม หรืออื่นๆ เพิ่มเติมได้
การอยู่ร่วมกัน ความสัมพันธ์เกิด ความขัดแย้งเกิด
เงื่อนไขภายในไม่สอดคล้อง ปัญหาจะเกิด
การแก้ไข อาจเริ่มที่ปรับแก้เงื่อนไขภายในให้สอดคล้องกัน หรือ ปรับเงื่อนไขภายนอกให้สอดคล้องกัน
เงื่อนไขภายใน ปรับขบวนความรู้สึก ปรับขบวนการรับรู้ เป็นต้น
เงื่อนไขภายนอก ปรับบรรยากาศความสัมพันธ์ ปรับบรรยากาศการอยู่ร่วม เป็นต้น
มาร่วมแสดงความคิดเห็นครับ
ขอบคุณมากครับ ..............................................น้อรก
สวัสดีครับพี่เหลียง
สวัสดีค่ะน้องเม้ง
หลังจากนั่งยิ้มชอบใจวิธีคิดแบบฐานข้อมูลของเม้งแล้ว พี่แอมป์ก็นึกถึงเรื่องการสื่อสารข้ามวัฒนธรรมเลยอะค่ะ เรื่องใหญ่นะคะเนี่ย....
เรื่องการรับประทานอาหาร
อาจารย์ฝรั่งอเมริกันคนหนึ่งที่ตอนมาเมืองไทยใหม่ๆนะจ๊ะ เธอดื่มน้ำกับขวด พี่รินน้ำของพี่ใส่แก้วตามปกติ และดื่มกับแก้ว โดยไม่ได้พูดว่ากระไร
เธอก็สังเกตเรา แล้วค่อยๆปรับตัวด้วยการดื่มจากแก้วในครั้งต่อๆไป
เรื่องการเดินทาง
ครั้งต่อมา เธอจะติดรถพี่ออกไปในเมือง ครั้นแล้วเธอก็เดินจ้ำพรวดๆไปเปิดประตูรถจะนั่งที่คนขับหน้าตาเฉย ฝ่ายพี่ก็เดินอย่างสง่าผ่าเผยไปฝั่งคนนั่งเหมือนกัน คือเป็นไปโดยอัตโนมัติทั้งคู่ พอนึกออกก็หัวเราะกันกลิ้ง แล้วเดินกลับข้างกันใหม่ โดยไม่ได้พูดว่ากระไร (คือหัวเราะกันจนเหนื่อยทั้งคู่อะค่ะ)
เรื่องการพักผ่อนนอนหลับ
อีกหนหนึ่ง ที่มีโอกาสไปเที่ยวเกาะด้วยกัน และพักที่บ้านรับรองของอุทยานริมหาด ตอนกลางคืนฝรั่งขอนอนเปิดประตูห้องโล่งโจ้ง เธอว่าเธอร้อนชะมัด
ไทยนี้รักสงบอย่างพี่ก็มิได้ขัดแย้งแต่ประการใด ได้แต่ทำใจให้เป็นอุเบกขาสมาธิ ถึงพร้อมด้วยสติปัญญา : )
พอตกดึก เธอหลับปุ๋ย พี่ก็ย่องมางับเอ๊ยปิดประตูลงกลอนอย่างแน่นหนา เธอตื่นขึ้นมาร้อนจนเหงื่อตก แต่ยังรู้รักสามัคคี ไม่ลุกมาเปิดประตูแต่ประการใด
พออีกคืนนึง พี่ปิดประตูเรียบร้อยแต่หัวค่ำ แล้วหลับพักผ่อนอย่างมีความสุข ตกดึกเธอก็ลุกไปเปิดประตูรับลมทะเลจนได้ โดยที่พี่มิได้สมรู้ร่วมคิดด้วย
อย่างไรก็ตาม รุ่งเช้าเราต่างไม่ว่ากล่าวกันว่ากระไร ได้แต่มองหน้าแล้วยิ้มขำๆอย่างรู้ทันกัน
ทั้งสามประการนี้ เป็นความแตกต่างที่ลงตัว คือเราต่างยังไม่ค่อยเข้าใจวัฒนธรรมของอีกฝ่าย แต่เราก็อยู่กันได้เพราะไม่คิดจะตำหนิกัน เราอยากอยู่กันด้วยความเข้าใจ จึงสังเกตและเรียนรู้ที่จะปรับตัวกันไป (แบบทีใครทีมัน)อย่างนุ่มนวลอะค่ะ อิอิ : )
</ul>