การที่จะได้พบคนมีความรู้จริงนั้น ขึ้นอยู่กับบารมีส่วนตัวของเราด้วย ถ้าดวงบารมีของเรามารยังระเบิดได้ โอกาสที่เราจะพบคนเก่งก็คลาดกันไปคลาดกันมา มารมันไม่ยอมให้คนเก่งกับคนเก่งมาพบกันอย่างเด็ดขาด
ผมได้ข้อมูลมาอย่างนี้ ขอตัดมาบางส่วน ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อเนื้อความโดยรวม ดังนี้

ผู้ถามเขียนถามคุณครูไม่ใหญ่ (ประธานสงฆ์วัดพระธรรมกาย) ความว่า

ช่วงที่บวชเป็นพระภิกษุตั้งแต่ ปี พ.ศ.2539 เป็นต้นมา ในพรรษาแรกนั้น เนื่องจากผมมีความศรัทธาในวิชชาธรรมกายอย่างมากล้น จนลืมเอาดวงปัญญานำหน้า จึงหลงใหลในเรื่องราวเกี่ยวกับวิชชาธรรมกายที่ละเอียดๆ ซึ่งเพื่อนสหธรรมมิกเป็นผู้นำมาให้อ่านหรือเล่าให้ฟัง  และโดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ผมก็ถูกลวงให้ไปอยู่นอกวัด โดยสามเณรรูปหนึ่ง ซึ่งบัดนี้ได้ลาสิกขาไปจากวัดแล้ว  ซึ่งอ้างตัวว่าเห็นธรรมะละเอียด มักจะนำเรื่องราวเกี่ยวกับวิชชาธรรมกายที่ละเอียดๆ มาเล่าให้หมู่คณะฟังเป็นตุเป็นตะ  แต่ผมก็หลงเชื่อเพราะในตอนนั้นผมไม่เคยนึกคิดมาก่อนว่า  ผู้ที่บวชแล้วจะสามารถพูดโกหกได้  อีกอย่างถ้าเขาไม่รู้ไม่เห็นจริงแล้ว เขาจะเอาเรื่องราวต่างๆ มาเล่าให้เราฟังได้อย่างไร แต่คงเป็นเพราะกรรมมาบังตา  ผมเลยต้องเสียค่าโง่ไปครับ
 
          ต่อมาภายหลังผมจึงทราบว่าสามเณรรูปนั้น  ได้จดจำเรื่องราวดังกล่าว มาจากหนังสือเล่มหนึ่ง (ที่ชื่อว่า “ปราบมาร”) บวกกับผลการปฏิบัติธรรมที่ผิดเพี้ยน ไม่ตรงไปตามความเป็นจริงของตน มาประกอบเป็นเรื่องราวเป็นตุเป็นตะ

คำถาม
5.บุคคลประเภทที่ไม่รู้จริงแต่ชอบเอาธรรมะละเอียดมาอวดรู้นี้จะได้รับผลกรรมอย่างไร, ผู้ที่เขียนหนังสือ “ปราบมาร”  จนเป็นสาเหตุให้สามเณรนำมาใช้กล่าวอ้างให้คนหลงเชื่อนี้  จะได้รับผลกรรมอย่างไรครับ

คำตอบของคุณครูไม่ใหญ่

5.    บุคคลประเภทที่ไม่รู้จริง   แล้วเอาธรรมะละเอียดมาอวดอ้าง  เช่น  ผู้ที่เขียนหนังสือ “ปราบมาร” จนทำให้อดีตสามเณรผู้อ่านหลงผิดนั้น   จะทำให้มีวิบากกรรม  คือ  จะมีส่วนแห่งความเป็นบ้า  ,  จิตจะวิปลาสแปรปรวนถึงขั้นเป็นจิตประสาท    เมื่อตายแล้วก็จะไปอยู่ภพพิเศษที่ทุกข์ทรมานมากกว่าโลกันตนรกจ่ะ !

อ้างอิงจาก
http://www.dmc.tv/pages/casestudy/2549-08-28.html
http://www.geocities.com/tammaratt/CaseStudy

ถ้าดูใน VDO จะพบว่า ท่านได้กล่าวถึงเรื่องมีคนมาถวายหนังสือปราบมาร ท่านก็ว่าให้เอารูปหลวงพ่อสดออก แล้วให้เอาไปเผาไฟทิ้งเสีย ทำนองว่าหนังสือนี้ ทำให้คนเข้าใจวิชาธรรมกายผิดเพี้ยน และท่านก็รู้จักคนเขียนหนังสือเล่มนี้ดี ยังไม่หยุดเขียนอีกเหรอ

ถ้าท่านอยากดูรายละเอียด ก็ไปดูตาม link ที่แจ้งไว้ แล้วมาแสดงความคิดเห็นกันไหมครับ ว่าจะเป็นอย่างไรต่อ สนุกอีกแล้วครับท่าน

ท่านลองเข้าไปดูนะครับ ตรง VDO นาทีที่ประมาณ 22 กว่า จะเห็นหน้าผู้ตอบคำถาม สังเกตดีๆ สิครับ แววตาเป็นอย่างไร กิริยาเป็นอย่างไร เพราะกล้องเขาดี โฟกัสชัดเจน แต่กรุณาอย่าเอา VDO นี้ออกซะก่อนนะครับ

 

 ส่วนผมรู้สึกว่า นี่เป็นความเห็นของผมนะครับ ถ้าใครมาถามเรื่องธรรมะละเอียดๆ แหม คำนี้ช่างประดิษฐ์ได้ดีจริงๆ ครับ ผมลองสังเกตดู ในกรณีนี้ ท่านผู้ตอบรู้สึกจะไม่พอใจผู้แต่งหนังสือ วิชาปราบมาร และยังมีความสัมพันธ์มาเก่าก่อน แสดงว่าเคยเจอกันมาก่อนในอดีต โดยไม่แสดงรายละเอียดอื่นใด และสรุปว่าท่านผู้แต่งหนังสือปราบมารนี้ จะพบวิบากกรรม โดยตกนรกต่ำกว่าโลกันต์ เป็นนรกขุมพิเศษ

ผมก็เลยงง ความรู้เดิม โลกันตนรกนี่เป็นนรกขุมต่ำสุด อยู่ปลายขอบจักรวาล เป็นที่เย็นยะเยือก สุดที่จะหาความเย็นใดเท่าอีกแล้ว มีแต่ความมืดมิด อดอยากมากมาย จะต้องเสวยทุกข์อยู่ในนี้ เป็นอนันตกาล นานมาก นี่ก็ว่าต่ำที่สุดแล้ว แต่เอ ยังมีต่ำกว่านี้อีก มันจะเป็นนรกขุมไหนนะ เห็นมีบัญญัติใหม่ว่าเป็นขุมพิเศษ นี่ก็ถือว่าเป็นความรู้ใหม่นะครับ

ต่อมาผมว่าที่ต่ำที่สุดน่าจะเป็น เซฟ ที่ลงโทษผู้กระทำผิดต่อสายวิชาธรรมกายมากกว่า ผู้ทำให้วิชาต้องมัวหมอง เดินวิชาต่อตีนโจร ทำวิชาผิดเพี้ยนโดยทั้งที่รู้และไม่รู้ตัว เพราะไม่เคยเปิดตำรา มาศึกษาทบทวน คิดว่าตนเองมีวิชาเก่งที่สุด โดยไม่เคยแสดงหลักวิชาหรือหลักฐานอื่นใดมาให้เราได้อ่านเลย โปรดแต่งตำราวิชาธรรมกายให้เราได้อ่านสิครับ จะได้ตรวจสอบความรู้กันว่า ความรู้ที่ท่านเขียน ผิดถูกประการใด ลึกซึ้งเพียงใด ขยายความได้เพียงใด ซึ่งเป็นหนทางของนักปราชญ์ราชบัณฑิต แต่เก่าก่อนเดินทางมา เพราะความรู้จะสืบทอดได้ ถ้าไม่ท่องจำ ก็ต้องทำตำรา การท่องจำนั้น ไม่นานก็ผิดเพี้ยนกันได้ ทำเป็นตำราดีกว่า

การที่มีพระภิกษุสงฆ์ อ้างว่านอนหลับฝันเป็นตุเป็นตะ ตื่นมาเล่านิทานปรัมปราให้ฟังกันนั้น ดูท่าทางจะไม่ใช่นิทานปรัมปราเสียแล้ว เป็นการแสดงรู้ญาณของตน เพราะมีการแต่งสคริปต์ บทพูดมาอย่างดี ผู้พูดต้องมีญาณทัศนะที่เก่งกาจ มิฉะนั้น จะมาเล่านิทานปรัมปรา แบบนี้ไม่ได้ และก็ไม่ได้มีเรื่องเดียว เล่ามามากมายหลายเรื่องและออกดาวเทียมไปยังผู้คนต่างๆ เหล่าบรรดาผู้ฟังส่วนใหญ่ก็เชื่อว่า นี่มิใช่นิทานปรัมปรา แต่เป็นการสอบถามบุพกรรมของตนในเรื่องราวต่างๆ และส่วนใหญ่ก็เชื่อตามนั้น จะแสดงว่าเป็นนิทานปรัมปราจะมีสักกี่คน แล้วนี่ก็แสดงว่าวิชาธรรมกายของท่านเก่งมาก ตรวจสอบได้หมด ไม่ว่าจะเกิดมากี่รอบในการสร้างบารมี จากเหตุนั้นมาจนเหตุปัจจุบัน ท่านรู้หมด ไม่ธรรมดา ถือเป็นสิ่งสุดยอดผู้ทรงคุณธรรมผู้หนึ่งในปัจจุบันเลยนะครับท่าน

เรื่องเหล่านี้ คงไม่มีใครกล้าแตะ เพราะดูเหมือนจะเป็นศัตรูกัน แต่ต้องพูดกันในฐานะของผู้ใคร่ศึกษา ในธรรมมาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะแสดงรู้ญาณแบบนี้ เหมือนดังพระพุทธสิขีทศพล แสดงเป็นชาดกไว้เมื่อกาลเก่าก่อนจะได้หรือไม่ เพราะการยอมรับรู้ญาณแบบนี้นั้น ของสาธุชนจะมีมากน้อยเพียงใด มีอะไรมาตรวจสอบได้ หรือจะยกตนเหมือนดั่งพระพุทธองค์ ก็ไม่ทราบได้ หรือว่าตนปรารถนาเป็นบรมโพธิสัตว์ จึงแสดงสิ่งใดก็ได้ ในแวดวงของตนเอง เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ แตะแบบนี้ก็ต้องมีบทต่อมาเป็นลำดับๆ คงไม่จบง่ายๆ

สาธุ ท่านผู้เจริญ โปรดใช้โยนิโสมนสิการโดยแยบคาย ผิดถูกประการใด ข้าพเจ้าก็น้อมรับ พร้อมรับผิดชอบในสิ่งที่ตนแสดงนี้โดยธรรม อย่าเอานรกมาขู่ เอาสวรรค์มาล่อกันเลย เรื่องนี้ข้าพเจ้าผ่านมามากแล้ว ให้เอาความรู้นำ เอาความกล้าตาม เพื่อแสวงหาความรู้อันเป็นที่สุด ให้เราหลุดจากบ่วงของมาร เข้าสู่นิพพานอันเกษม และอย่าไปรู้คนเดียว ช่วยกันแสวงหาความรู้นั้นๆ มาเผยแพร่กันโดยธรรม จะได้เข้าดินแดนอันเกษมสุขกันถ้วนหน้า ด้วยกายมนุษย์นี้เทอญ

 
 
ผมขอยกตัวอย่างเนื้อหา จากหนังสือปราบมาร ภาค 4 ของคุณลุงการุณย์ บุญมานุช มาให้ท่านทั้งหลายพิจารณา โดยจะไม่ใส่ความคิดเห็นใดๆ ของผม ลงไป เพื่อให้ท่านได้ใช้ โยนิโสมนสิการ ของท่านเองอย่างเต็มที่ ขอเชิญอ่านเถิด

ตำรามีความสำคัญมาก อย่าเรียนแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน

     คำว่า “ภูมิปัญญาชาวบ้าน” เป็นคำที่ใช้ในยุคนี้ หมายถึง งานหัตถกรรม เป็นความสามารถพิเศษ เราทำงานนี้ขึ้นก็เลี้ยงตนเองได้ เช่น งานช่างฝีมือ งานทำอาหาร งานประดิษฐ์ต่าง ๆ เป็นต้น

     ข้าพเจ้าเสนอแนะว่า เรียนวิชาธรรมกายให้ยึดมั่นตำรา หมั่นเปิดตำราทบทวนความรู้ว่าความรู้ยังแม่นตำราอยู่หรือไม่? หรือว่าผิดเพี้ยนไปอย่างไร? เหมือนวัฒนธรรมของพระสงฆ์ จะต้องลงฟังปาฏิโมกข์ในอุโบสถทุก ๑๕ วัน เป็นการทบทวนวินัยของพระสงฆ์ว่ายังครบถ้วนดีอยู่หรือ? ตามหลักการที่ว่า “เจ็ดวันเว้นดีดซ้อมดนตรี อักขระห้าวันหนี” หมายความว่า การดนตรีของเรานั้น ไม่ซ้อมเพียง ๗ วัน ความชำนาญจะเฝือไปหมด ความรู้ทางหนังสือก็เช่นกัน ไม่ได้ทบทวนเพียง๕ วันเท่านั้น เหมือนกับว่าตัวหนังสือหนีไปหมดแล้ว ไม่มีอะไรเหลืออยู่แล้ว ความรู้ทางหนังสือไม่เป็นเองแล้ว เนื่องจากเราไม่หมั่นทบทวน นั่นเอง

     กล่าวถึงวิชาธรรมกาย อันเป็นศาสตร์ว่าด้วยการทำใจให้สว่างใส ตามความรู้ต่าง ๆ ที่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านรวมไว้ให้นั้น มีทั้งหลักสูตรเบื้องต้น หลักสูตรระดับกลาง และหลักสูตรระดับยาก นั่นคือ เบื้องต้นก็ได้แก่ หลักสูตร ๑๘ กาย ระดับกลางได้แก่หลักสูตรคู่มือสมภารแหละหลักสูตรมรรคผลพิสดาร หลักสูตรระดับยากได้แก่วิชาปราบมาร มีตำราให้ศึกษาเรียนรู้แล้ว เราเคยเปิดตำราอ่านทบทวนบ้างหรือไม่? ถ้าเรียนอย่างภูมิปัญญาชาวบ้าน เคยทำอยู่อย่างไรก็ทำอยู่อย่างนั้น ข้าพเจ้าบอกได้เลยว่าไม่เป็นผลดี ให้เปลี่ยนวิธีใหม่ วิธีใหม่ก็คือ หมั่นเปิดตำราอ่านทวน เราทำเพี้ยนอยู่หรือเปล่า? หรือว่ายังแม่นตำราอยู่ เพื่อเราจะได้ปรับตัวให้ความรู้ถูกต้องเข้าไว้ เหมือนกับที่พระสงฆ์ ท่านลงฟังปาฏิโมกข์นั้น ไม่มีการผ่อนผัน ต้องบังคับตัวเอง

     เหตุใดที่ข้าพเจ้ากล่าวเช่นนั้น ? ก็เพราะข้าพเจ้าทำวิชาปราบมารมาถึงขั้นนี้แล้ว ได้รู้ได้เห็น ไม่เดินวิชาเพียงวันเดียว ความรู้ของเราเพี้ยนทันที เฝือไปหมด ไม่ได้เรื่องไปหมด ใช้การไม่ได้ ต้องมาเรียนตั้งต้นกันใหม่ กว่าความรู้จะเข้าที่ดังเดิม ต้องใช้เวลาขัดเกลานาน

     ท่านต้องเข้าใจว่า วิชาธรรมกายเป็นวิชาสำคัญที่มารเข้าพยายามล้มล้าง ถ้าวิชาธรรมกายดับไปไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ มารเขาจะทำงานเต็มมือ อธรรมก็จะชนะธรรม ความชั่วจะชนะความดี อกุศลชนะกุศล บาปชนะบุญ มรรคผลนิพพานจะล่มสลาย เพราะเราขาดสื่อแห่งการรู้เห็น

     กายธรรมคือสื่อแห่งการรู้เห็น ก็เมื่อมารดับวิชาเสียแล้ว เราจึงขาดสื่อแห่งการรู้เห็น วิธีที่มารจะทำลายวิชาได้ ก็คือ เขาสอดละเอียดมาที่ใจของเรา เอาดวงดำเข้าหุ้มเคลือบ เอาความมืดมัวมาเอิบอาบ เพื่อให้ใจของสัตว์โลกมืดบอด

     หากเราไม่หมั่นเดินวิชาให้ดวงธรรมใส แปลว่า มารจะเข้ายึดปกครองใจเรา หากใจเราขุ่นมัว หมายถึงว่าดวงธรรมขุ่นมัวแล้ว เราจะคิดทำชั่วทันที ย่อมหมายถึงว่า มารยึดธาตุธรรมเสียแล้ว โลกจะมืด โลกจะวุ่นวาย โลกจะเดือดร้อนด้วยประการต่าง ๆ

    ข้าพเจ้าจึงแนะนำ ให้หมั่นเปิดตำราทบทวนความรู้ ก็เพื่อไม่ให้มารยึดอำนาจปกครองใจเรานั่นเอง ไม่ว่าใคร ! ถ้าไม่มีความอายเสียอย่างเดียว ย่อมทำกรรมชั่วได้ทั้งนั้น ไม่เกรงกลัวต่อการทำบาป ไม่นึกละอายต่อการทำบาป นั่นคือ มารปกครองเต็มรูปแบบแล้ว

เป็นธรรมกายเหมือนกันแต่ไม่เหมือนกัน

     การตักตวงความรู้วิชาธรรมกายนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องตั้งแต่วันนี้ เป็นธรรมกายเหมือนกันแต่ไม่เหมือนกัน เพราะความรู้ต่างกัน วิชาธรรมกายนั้นมีเนื้อหาความรู้หลายหลักสูตร เหมือนปริญญาบัตรในทางโลก แต่ใครจะมีความรู้ระดับใด? เรื่องนี้ไม่ยากเลย ถ้าแก้โรคไม่ได้ แก้ทุกข์ร้อนปวงชนไม่ได้ ไม่เคยมีประวัติว่าทำได้เลย กรณีนี้ ไม่มีประกาศนียบัตรให้ แต่ก็เป็นธรรมกายเหมือนกัน

     หากเราศึกษาให้ดี เราจะทราบว่า ในสมัยที่หลวงพ่อมีชีวิตอยู่นั้น ใครแก้โรคได้ หลวงพ่อจะเรียกใช้ทุกวัน ห่างหลวงพ่อไม่ได้เลย วันหนึ่งหลวงพ่อจะไปสุพรรณบุรี คือบ้านสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง อันเป็นบ้านเกิดของท่าน ปรากฏว่ามีพระเณรอยากไปกับหลวงพ่อ เพราะอยากไปเที่ยวบ้านหลวงพ่อ แต่ว่าจำนวนผู้ติดตามมีจำนวนมาก หลวงพ่อก็บอกว่า “จะไปด้วยก็ได้ แต่ต้องแก้โรคได้” เพียงเท่านี้เองจำนวนผู้ติดตามก็ลดลงฮวบ

     ความรู้แก้โรคและความรู้ดับทุกข์บำรุงสุข เป็นความรู้สำคัญ เป็นความรู้ที่บ่งบอกอานุภาพธรรมกาย เราต้องเรียนรู้ให้ได้ ถึงเราจะไม่เก่งอย่างหลวงพ่อ ถึงเราจะไม่เก่งอย่างแม่ชีถนอม อาสไวย์ แต่เราก็ต้องทำได้บ้าง ทุกวันนี้มีใครแก้โรคได้บ้าง ไม่ได้ยินข่าวเลย เป็นเรื่องน่าเสียใจ ควรเรียนกันใหม่ ทบทวนความรู้กันใหม่ วางพื้นฐานความรู้กันใหม่ ตัดความฟุ้งซ่านทางปัญญาออกไป อย่าเดินวิชาแบบที่มารจูงรู้จูงญาณ ท่านต้องทำได้ หลวงพ่อของเราทำได้ เราก็ต้องทำได้ เพราะเราเรียนความรู้มาจากหลวงพ่อด้วยกันทั้งนั้น

     ใคร ๆ ก็อยากเรียนรู้ แต่การเรียนรู้นั้นไม่เหมือนวิทยาการในทางโลก ความรู้ในทางโลกนั้น เดี๋ยวนี้ใครมีเงินก็ไปเรียนต่างประเทศได้ทุกคน จะเอาปริญญาอะไรก็ได้ แต่ความรู้ทางวิชาธรรมกาย มารเขาขัดขวางตลอดเวลา ข้าพเจ้าก็เพิ่งรู้ในตอนที่อายุมากนี้เอง การที่จะได้พบคนมีความรู้จริงนั้น ขึ้นอยู่กับบารมีส่วนตัวของเราด้วย ถ้าดวงบารมีของเรามารยังระเบิดได้ โอกาสที่เราจะพบคนเก่งก็คลาดกันไปคลาดกันมา มารมันไม่ยอมให้คนเก่งกับคนเก่งมาพบกันอย่างเด็ดขาด เหมือนกับเราจะไปพบพระพุทธเจ้า เหมือนกับเราจะไปพบช้างเผือกในป่า เป็นความยากด้วยประการทั้งปวง

     เพราะเหตุใดจึงยากปานนั้น? คนเก่งไปเรียนกับคนเก่งเมื่อไร มารจะถูกดับอย่างไม่ต้องสงสัย แล้วเรื่องอะไรที่มารมันจะยอมให้ผู้มีบารมีมาพบกัน นี่คือเหตุผล

     บอกแล้วว่า การเรียนวิชาธรรมกายไม่ง่ายเหมือนเรียนวิทยาการในทางโลก

     การที่ข้าพเจ้าพิมพ์ตำราวิชาธรรกมายออกเผยแพร่เป็นการขัดคำสั่งของมาร และการที่ข้าพเจ้าเอาเรื่องราวงานปราบมารออกมาเผยแพร่ เป็นการขัดคำสั่งของมารอย่างร้ายแรง หากข้าพเจ้าตายไป ถือว่ายตายคาสังเวียน! ถือว่าตายในสนามรบ!

     ท่านทั้งหลายอย่าได้เก่งกับข้าพเจ้าเลย ข้าพเจ้ายอมแพ้ทุกคนไม่ว่าใคร! อย่าได้วิจารณ์ข้าพเจ้าให้เสียเวลาของท่านเลย ข้าพเจ้ายอมแพ้ท่านในทุกรูปแบบ ท่านจะว่าอย่างไร ข้าพเจ้าไม่ตอบโต้ เพราะยอมแพ้ท่านแล้ว ท่านไม่ควรเสียเวลากับคนที่ยอมแพ้ท่าน เขายอมแพ้ท่านทุกรูปแบบแล้ว ท่านไปข่มเขาทำไม? เป็นการไม่สมควรเลย

     ท่านที่เก่งแล้ว ตำราของข้าพเจ้าไม่มีประโยชน์ต่อท่าน ท่านไม่ต้องอ่านให้เสียเวลา

     ข้าพเจ้าบอกท่านแล้วว่า ข้าพเจ้าไปเก่งกับมารเท่านั้น ท่านที่ไม่ใช่มาร ข้าพเจ้าจะไม่แตะต้อง แต่ถ้าเป็นมารแล้ว ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด? จะต้องได้พบกับข้าพเจ้า จะได้ประลองวิชากับข้าพเจ้าแน่นอน แต่ใครที่มีธาตุธรรมเป็นมาร หรือครึ่งพระครึ่งมาร หรือข้างนอกบอกว่าเป็นพระแต่ข้างในไม่ใช่พระก็อยู่ในขอบข่ายถูกปราบด้วย

อ่านเรื่องปราบมาร กรุณาไปที่ www.kayadham.org