หลังจากตะวันเริ่มบ่ายคล้อยออกจากกลางหัว
เมื่อจัดการกับที่พักจำวัตรเสร็จเรียบร้อยแล้ว ครูบาอาจารย์ก็พาเราเก็บกวาดทำความสะอาดริมสองฝั่งข้างทางระหว่างศาลาถึงเชิงตะกอน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การทาสีเมรุ” ซึ่งทำให้อาตมามีโอกาสใกล้ชิดแบบสนิทสนมกับเมรุสุด ๆ ครั้งนี้เอง
สถานที่ที่จิตเคยกังวล
สถานที่ที่ความคิดเคยหวาดกลัว
สถานที่ที่ไม่เคยคิดจะพากายมาชิดใกล้
วันนี้ต้องเดินขึ้นเดินลง และบรรจงปัดป้ายแปรงทาสี และใช้ชีวิตอยู่กับสถานที่แห่งนี้จนตะวันเริ่มคราไป
กระสอบถ่านสี่ห้าใบได้ถูกลำเรียงลงจากรถ ช่วยกันยกช่วยกันขน แอบเอาไว้อย่าให้โดนสายฝน
เก็บเอาไว้ให้แห้งสนิท เพื่อใช้ในการเผาสังขารหรือกายที่ไร้ชีวิตในวันพรุ่ง
ก้อนถ่านที่จะถูกจุดขึ้นเพื่อสานพลังแห่งธาตุไฟกำลังจะใช้ดับกำลังแห่งธาตุดินที่หลงเหลือ
ก้อนถ่านที่จะถูกจุดขึ้นเพื่อสานพลังแห่งธาตุไฟกำลังจะใช้ดับกำลังแห่งธาตุน้ำที่เคยจุนเจือ
ให้ธาตุลมได้วิ่งผ่านเพาะเชื้อแห่งชีวิตนานผ่านมา
คราบเขม่า เปลวไฟ และกลิ่นควัน ช่างสร้างสรรค์วาทกรรมแห่งชีวิต
ที่คนทั้งโลกได้เพียรเรียนลิขิต ให้สร้างสรรค์ และงดงาม
เขม่าควันอันเมามัว เครื่องหมายแสดงแห่งความย่อยสลายของสังขาร
เขม่าควันอันเกิดขึ้นจากร่างอันไร้วิญญาณ
เขม่าควันที่เกิดขึ้นไม่นานก็จางใจ
จากนั้นคงเหลือแต่ดวงจิตนี้
ร่องรอยไปตามกรรมที่อดีตเจ้าของร่างเคยสานก่อ
กรรมนั้นจะถักสานเป็นงานทอ ส่งไม้ต่อภพหน้ามิคลาดกัน
อันเปลวไฟ ที่ร้อนแรง แดงฉานนี้
จะได้เผาผืนปฐพีหาได้ไม่
หากแม้นแต่ เผาสังขาร รานกายไป
กลายเป็นไอ เป็นฝุ่นควัน พลันล่องลอย
จากกายธาตุ ใหญ่ยิ่ง คือมนุษย์
โดยที่สุด เหลือเพียงเถ้า กระดูกนั่น
เก็บไว้ดู เก็บไว้คิด ริดทุกข์พลัน
สังขารนั้น แน่แท้ แค่นี้เอง...
๑๖ มีนาคม ๒๕๕๐
วัดนาเจริญ อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี
อันชีวิต คนเรา ก็เท่านี้
ไม่มีที่ ให้อยู่ ดูร้อยฝน
มีสุขแล มีทุกข์ ก็ยอมทน
ไม่ฝึกตน พ้นทุกข์ สุขนิรันดร์
แวะมาเยี่ยมครับพระคุณท่าน