ประเมินทักษะด้านการคัดกรอง
เรื่องเล่าจากการเวทีการเล่าความดี
จากผู้ที่เคยถูกประเมินทักษะด้านการคัดกรองไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน
เมื่อจบพยาบาลวิชาชีพในอายุย่างเข้า 47 ปี ความรวดเร็ว คล่องแคล่วคงไม่เท่าเด็กวัยรุ่นที่จบมาใหม่ ๆ ประกอบกับก่อนไปเรียนต่อก็คุ้นเคยกับงานในตึกผู้ป่วยที่ไม่ต้องเร่งรีบมากเพราะได้รับมอบหมายให้รับหน้าที่งานที่ไม่ต้องใช้ความรวดเร็วตลอดเวลา และยังได้ขึ้นชื่อว่าเป็นพยาบาลมือหนึ่งในการให้น้ำเกลือเด็ก และทำแผลได้ดีเยี่ยมเป็นที่ประทับใจผู้ป่วยและญาติ แต่พอต้องมาคัดกรองผู้รับบริการที่ตึกผู้ป่วยนอกที่ต้องแข่งกับเวลาและยังต้องได้มาตรฐานตามเกณฑ์ที่กำหนด(หัวหน้ามีการทบทวนความถูกต้องเหมาะสมป้องกันการทำงานผิดพลาดเพื่อผลประโยชน์ของผู้รับบริการ รวมทั้งป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการคัดกรองที่ไม่เหมาะสมตามแบบฉบับเลขาฯทีมบริหารความเสี่ยงและหัวหน้างานที่ได้ขึ้นชื่อว่า )
พอมีเวทีเล่าความดีเราได้เห็นกิริยาท่าทาง สีหน้าที่บ่งบอกความภาคภูมิใจ ทำให้คนฟังเกิดความรู้สึกร่วม “ ภาคภูมิใจจริง ๆ จากเดิมผู้มารับบริการที่ตึกผู้ป่วยนอกวันละ 120 – 150 คน กว่าจะได้รับประทานอาหารก็เลยเที่ยงไปแล้ว ยังจำได้ยังเคยถูกคุณหมอที่นั่งรอตรวจในห้อง แซวทีเล่นทีจริงว่า“ ขายกํวยเตี๋ยวอยู่หรือเปล่าน้อ “ เพราะมีผู้รับบริการรอเต็มหน้าห้องแต่คุณหมอไม่มีผู้รับบริการที่ต้องตรวจรักษา เนื่องจากการคัดกรองที่ล่าช้า แต่เดี๋ยวนี้ดีใจมาก 150 คนเสร็จก่อนเที่ยงแน่นอน(ผลการสุ่มทบทวนความถูกต้องของหัวหน้าผ่านเกณฑ์มาตรฐาน) คุณหมอตรวจไม่ทัน โอ้เราทำได้ เราก็ทำได้จริง ( แม้วันนั้นจะมีพยาบาลเพียง 2 คน เพราะสมาชิกต้องลงไปประชุมที่ห้องประชุม) “ “พี่ทำยังไงค่ะ” ผู้บันทึกเรื่องเล่าความดีทนไม่ได้ที่จะเรียนรู้กลวิธี เพราะเห็นท่าทางผู้เล่าภูมิใจสุด ๆ “ มันมีเคล็ดนะ เมื่อก่อนก็ยังไม่รู้แต่พอมาสังเกตก็พบว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การคัดกรองล่าช้านอกจากความชำนาญของพยาบาลที่ต้องฝึกทักษะแล้วมีอีก 2 อย่างที่น่าสนใจคือกลุ่มผู้ป่วยเด็ก และผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มผู้รับบริการที่ค่อนข้างมากแต่ต้องใช้เวลาคัดกรองคนหนึ่งนาน อย่างผู้ป่วยเด็กจะร้องกว่าจะวัดไข้ได้ปรอทหลุดแล้ว หลุดอีก ต้องวัดซ้ำ 2-3 รอบ/คน กว่าจะจับชีพจรและนับหายใจอีกก็ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 5 นาที/คน วันหนึ่งทดลองให้คุณแม่หรือคุณยายนั่งเก้าอี้และให้เด็กนั่งตักใช้มือทั้ง 2 ข้างโอบเด็กไว้ช่วยจับไหล่ข้างที่วัดปรอทไว้เบา ๆ ไม่ต้องกดแน่นมาก ขณะเดียวกันพยาบาลก็พยายามพูดคุย ชมเชยเด็กว่าเก่งทำได้ดี นับหายใจเด็กไปด้วย ใช้มือลูบเด็กเบา ๆ หลังจากทดลองทำพบว่าได้ผลดี ใช้เวลาคัดกรองไม่เกิน 3 นาที/คน ส่วนผู้สูงอายุก็ฟังไม่ค่อยเข้าใจบ้าง ไม่ค่อยได้ยินบ้าง เดิมภาษาที่ใช้ ก็ต้องการให้ฟังแล้วเพราะ(หัวหน้าเป็นผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่าพูดเพราะติดลำดับ Top ten ขององค์กร) ภาษาที่พูดก็พยายามจะใช้ภาษาที่สุภาพ “คุณยายขยับมานิดหนึ่ง” คุณยายก็ไม่ขยับ แต่พอใช้ภาษาท้องถิ่น และบางครั้งจะสัมผัสเพื่อให้ทำตาม ซักประวัติกว่าจะทราบว่าเป็นอะไรมาก็ต้องใช้เวลา แต่ก็ไม่ค่อยได้ข้อมูลตรงปัญหา พอลองใช้คำถาม “ปัญหาที่เฮ็ดให่อีหยังแม่ใหญ่ตัดสินใจมาหาหมอมื้อนี่แม่นหยัง” จะช่วยให้ได้ปัญหาได้เร็วขึ้นค่อยสอบถามอาการร่วมอื่น ๆ ต่อไป ลองดูนะค่ะ ทั้ง 2 วิธีช่วยให้พยาบาลที่เคยเครียดเพราะกังวลกับงานกลับเปลี่ยนเริ่มมีความสุขและมีพลังคิดจะพัฒนางานเพื่อให้ดีขึ้นเรื่อย ใครจะนำไปใช้ก็ไม่สงวนลิขสิทธิ์นะค่ะ