หลังจากที่ต้องบาดเจ็บและโชคเลือดจากการเสียสละทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับสังคม ชุมชน หลบไปเลียแผล เป็นเวลา 1 ปี ด้วยจิตใจที่มีความมุ่งมั่น เปี่ยมล้นด้วยอุดมการณ์ในการช่วยเหลือสังคมและชุมชน จึงได้รวบรวมสมัครพรรคพวก มิตรสหายที่เคยเรียนด้
กำเนิดกลุ่มเพื่อนปีมะและที่มาของกลุ่มร่มไม้ใหญ่ใกล้ทาง
ปฐมบท : จุดประกาย

          เมื่อวันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม พุทธศักราช 2547 ข้าพเจ้าได้มีโอกาสขับรถพาคุณแม่ไปพบนายแพทย์ตามนัดที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ จังหวัดขอนแก่น ตามธรรมดาแล้วข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปที่โรงพยาบาลแห่งนี้บ่อยมากในหลายปีที่ผ่านมา แต่ทุกครั้งก็ไม่พิเศษเท่าครั้งนี้ เหตุเนื่องมาจากในวันนั้นขณะที่คุณแม่ของข้าพเจ้าเข้าห้องตรวจเช็คร่างกายและรอรับยาเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาซึ่งจะใช้เวลาหลายชั่วโมง ในขณะที่ข้าพเจ้ารอเวลาอยู่นั้นจึงเดินชมสถานที่ของโรงพยาบาลไปเรื่อยๆ จนมาถึงตึกคณะแพทยศาสตร์ติดกับโรงอาหารของโรงพยาบาล ข้าพเจ้ามองเห็นตัวอักษรไทยขนาดใหญ่ มองเห็นในระยะไกล บนผนังตึกคณะแพทยศาสตร์ อ่านได้ความว่า

      ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตัว       เป็นที่สอง         

ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์            เป็นกิจที่หนึ่ง         

ลาภทรัพย์และเกียรติยศ              จะตกแก่ท่านเอง

 ถ้าท่านทรงธรรมะแห่งอาชีพ         ไว้ให้บริสุทธิ์

                                                     มหิดล         

          จากพระราชดำรัส “สมเด็จพระราชบิดา” ทำให้ข้าพเจ้าอึ้งไปพักหนึ่ง และมีความซาบซึ้งกับเนื้อหา ความหมายของบทประพันธ์ของพระองค์ท่านยิ่งนัก แล้วน้อมนำเข้ามาหาตัวเองว่า “ในทุกวันนี้เราได้เสียสละ ทำประโยชน์ ให้กับส่วนรวม สังคมบ้างหรือยัง?”…จากคำถามนี้เองทำให้ข้าพเจ้าเดินไปถามประชาสัมพันธ์ของโรงพยาบาลว่า “คุณครับ ห้องบริจาคโลหิตของโรงพยาบาลอยู่ที่ไหนครับ?” เจ้าหน้าที่เงยหน้าขึ้นตอบข้าพเจ้าด้วยใบหน้าที่เป็นมิตร หลังจากได้รับคำตอบแล้วข้าพเจ้าก็เดินตรงไปยังที่เจ้าหน้าที่แนะนำทันที ขณะที่ข้าพเจ้านอนบริจาคโลหิตอยู่นั้นก็หวนระลึกนึกถึงมาตุภูมิถิ่นเกิด ภูมิลำเนาของข้าพเจ้า คือบ้านเป้า อันเป็นบ้านเกิด และจะเป็นที่จบชีวิตของข้าพเจ้า ต่อแต่นี้ข้าพเจ้าจะช่วยเหลืองานอันเป็นสาธารณประโยชน์ได้อย่างไรบ้าง?…ข้าพเจ้าได้นึกถึงวัดธาตุซึ่งข้าพเจ้าเคยได้อุปสมบท ณ ที่แห่งนี้ อันเป็นสมบัติของชาวบ้านเป้า-บ้านโนนโกทุกผู้ทุกคน นึกถึงหอระฆังที่ยังสร้างไม่เสร็จ นึกถึงศาลาการเปรียญหลังเก่าที่กำลังทรุดโทรม นึกถึงศาลาหลังใหม่ที่ก่อสร้างค้างไว้หลายปีแล้วยังไม่เสร็จ เกิดความสังเวช สลด หดหู่ ชาวบ้านเป้าเราทำได้แค่นี้หรือ? แล้วลูกหลานของเราที่กำลังถือกำเนิดเกิดมาและเป็นผู้สืบสกุลจักต้องเสียใจที่เห็นการทำงานของบรรพบุรุษไม่สำเร็จบรรลุตามเป้าประสงค์ หรืออาจมีเหตุปัจจัยเนื่องจากไม่มีผู้ริเริ่มจุดประกายความคิด ฉะนั้นแล้วเห็นทีเราจะต้องเข้าไปช่วยก่อสร้างเสนาสนะ ศาลาการเปรียญ พร้อมทั้งทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาภายในวัดธาตุให้เจริญต่อไป…ก็พอดีพยาบาลได้มาเรียกจึงทำให้ข้าพเจ้าตื่นจากภวังค์ฉะนั้นแล้วข้าพเจ้าจักใคร่ขอวิงวอน และเชิญชวนข้าราชการ พ่อค้า คหบดี ประชาชนทั่วไปทุกเพศทุกวัย ได้โปรดใช้วิจารณญาณในการพิจารณาบทประพันธ์ของพระองค์ท่านแล้วน้อมนำเข้ามาสู่ตัวเอง อันตัวเรานี้จะเป็นผู้ให้บ้าง จะไม่เป็นผู้รับแต่เพียงฝ่ายเดียว วันนี้การร่วมมือยังไม่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน เรากำลังจับมือกันก้าวเดิน หากแต่วันหนึ่งข้างหน้า ย่อมถึงจุดหมายปลายทางได้ ขอเพียงแต่ให้ทุกท่านได้ออกมาแสดงพลังในการสร้างงาน เรื่องที่ผ่านมาหากเกิดข้อผิดพลาดก็ขอทุกคนให้มีการอภัยซึ่งกันและกัน แล้วเรามาหาทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความล้มเหลวในการณ์ข้างหน้า

  

ความในใจ : หรี่แสงตะเกียง

          ข้าพเจ้ายังจำได้ดีว่าเคยจุดประกายเมื่อวันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม พุทธศักราช 2547 เมื่อตอนที่ข้าพเจ้าได้พาคุณแม่ไปหาหมอที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ จังหวัดขอนแก่น ข้าพเจ้ายังจำได้ดีในบทพระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระบิดา ข้าพเจ้ายังระลึกและปฏิบัติตามด้วยดีเสมอมา ด้วยความปรารถนาดีต่อแผ่นดินเกิด โอ้สมเด็จพระบิดาเอ๋ย ข้าพเจ้าได้ใช้ความวิริยะ อุตสาหะ และความอดทนอดกลั้นแล้ว ข้าพเจ้าทำได้เพียงเท่านี้ เมื่อตอนที่ข้าพเจ้าจุดประกายไว้เมื่อกลางปี 2547 นั้น ได้ตั้งเป้าหมายในการดำเนินงานไว้ที่ 1 ปี แล้วมาประเมินตนเองว่าจะปฏิบัติงานต่อ หรือยุติบทบาทตัวเอง แต่แล้ว…อนิจจาเอ๋ย…ข้าพเจ้าทำได้ 8 เดือน ก็ต้องลาออกจากคณะกรรมการบริหารกิจการวัดธาตุ พ.ศ.2547 ซึ่งข้าพเจ้าเป็นผู้ริเริ่มและผลักดันขึ้นมาเอง  ข้าพเจ้าได้ใช้ความอดทนจนถึงที่สุดแล้ว ได้วิเคราะห์และประมวลผลการปฏิบัติงานของตนเอง หาสิ่งสนับสนุนในการที่จะอยู่หรือไป แล้วชั่งน้ำหนัก  ผลปรากฏค่าของน้ำหนักเบี่ยงไปทางยุติบทบาทของตนเอง และระยะเวลาคือเดี๋ยวนี้ด้วย ไม่อาจอยู่ได้จนครบ 1 ปี ตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ ข้าพเจ้ามีความรู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่งกับผลสรุปที่ออกมาให้ข้าพเจ้าต้องยุติบทบาทตัวเองในการช่วยเหลือสังคมโดยเป็นแกนนำในการพัฒนาวัดธาตุ ซึ่งความตั้งใจของข้าพเจ้านั้น เคยใฝ่ฝันไว้ว่า จะเป็นผู้นำพาชาวบ้านในการบูรณะ ปฏิสังขรณ์วัดวาอาราม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศาลาการเปรียญวัดธาตุหลังใหม่ ซึ่งได้ลงมือก่อสร้างมาได้ 15 ปีแล้วไม่มีใครมาดำเนินการต่อ ข้าพเจ้าอยากพาชาวบ้านร่วมงานในการก่อสร้างศาลาการเปรียญให้สำเร็จ พอดีกับทางวัดธาตุได้เชิญประชุมใหญ่ชาวบ้านทั้งหมด เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ.2547 ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุมด้วยแต่การประชุมในครั้งนั้นประสบความล้มเหลว ข้าพเจ้าจึงมีความคิดว่าอยากจะช่วยชาวบ้านอยากพาชาวบ้านทำงานเกี่ยวกับการบูรณปฏิสังขรณ์วัด ข้าพเจ้าจึงเชิญประชุมใหม่อีกเป็นครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ.2547 คราวนี้สามารถจัดตั้งคณะกรรมการชั่วคราวขึ้นมาได้หนึ่งคณะ ให้ชื่อว่า “คณะกรรมการสรรหาคณะกรรมการบริหารกิจการวัดธาตุ” หลังจากนั้น ก็มีการเชิญประชุมคณะกรรมการดังกล่าวเพื่อคัดสรร คณะทำงานที่จะทำงานเกี่ยวกับการบูรณะวัดธาตุ ซึ่งก็ได้คณะทำงานขึ้นมา 1 คณะคือ “คณะกรรมการบริหารกิจการวัดธาตุ พ.ศ.2547 “ ในการนี้ข้าพเจ้าได้รับเลือกตั้งให้ทำหน้าที่เลขานุการคณะกรรมการบริหารกิจการวัดธาตุ พ.ศ.2547 ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ข้าพเจ้าภูมิใจมาก เพราะจะได้มีโอกาสได้ทำในสิ่งที่ตนเองตั้งใจไว้ คือ การพัฒนาวัดวาอาราม

 

           หลังจากนั้นคณะกรรมการฯจึงประชุมกันมีมติที่จะก่อสร้างศาลาการเปรียญวัดธาตุตามที่ตั้งใจไว้ แต่ก่อนที่จะลงมือก่อสร้างศาลาการเปรียญ ขอให้ไปดำเนินการจัดหาทุนก่อสร้างหอระฆังที่ยังสร้างไม่เสร็จ ซึ่งถ้าไม่ก่อสร้างหอระฆังให้เสร็จแล้วจะทำให้วัดธาตุมีโบราณสถานและประติมากรรม อันยิ่งใหญ่ 2 ชนิดที่ก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ เป็นการประจานชุมชนบ้านเป้าของเราเองว่ามีบรรพบุรุษที่ไม่เอาไหน สามารถทำได้แค่ริเริ่มสิ่งก่อสร้างแต่ไม่แล้วเสร็จสักอัน ในที่ประชุมคณะกรรมการฯจึงมีมติให้จัดหาทุนมาทำการก่อสร้างหอระฆังให้แล้วเสร็จเสียก่อน แล้วค่อยไปก่อสร้างศาลาการเปรียญ จากนั้นข้าพเจ้าจึงได้ดำเนินงานจัดทำผ้าป่าขึ้น วัตถุประสงค์เพื่อก่อสร้างหอระฆังวัดธาตุ เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ.2547 ข้าพเจ้าวิ่งเต้นไปหาขอความช่วยเหลือจากเพื่อนๆที่อยู่ในจังหวัดชัยภูมิตามอำเภอต่างๆเกือบทุกอำเภอ พร้อมทั้งแจกซองผ้าป่าชาวบ้านในบ้านเป้าด้วย ในการนี้ข้าพเจ้าได้ใช้เงินส่วนตัวเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานไปหลายบาทเหมือนกัน แต่ข้าพเจ้าแจ้งความประสงค์ว่าจะไม่หักค่าใช้จ่ายของข้าพเจ้า ยินดีมอบเงินรายได้เป็นเงินวัดทั้งหมด ยอดเงินผ้าป่าหลังจากหักค่าใช้จ่ายในส่วนอื่นๆแล้วเป็นเงิน 64,382 บาท รวมกับเงินติดตามทวงถามคืน 67,772.65 บาท และเงินที่ข้าพเจ้าเขียนโครงการขอสนับสนุนจากเทศบาลในการก่อสร้างหอระฆังอีก 68,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 200,154.65 บาท จึงได้นำเงินจำนวนนี้ไปว่าจ้างช่างมาดำเนินการก่อสร้าง และคาดว่าเงินจำนวนดังกล่าวจะเพียงพอในการใช้ก่อสร้างหอระฆังจนแล้วเสร็จ ต่อมาข้าพเจ้าได้จัดให้มีผ้าป่า ครั้งที่ 2 ขึ้นในวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2547 วัตถุประสงค์เพื่อก่อสร้างศาลาการเปรียญวัดธาตุ ข้าพเจ้าและคณะของข้าพเจ้า 6 คน ได้เดินทางไปประสานงานขอผ้าป่าที่อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดระยอง ปรากฏว่า ได้ผ้าป่าเฉพาะอำเภอกบินทร์บุรีเท่านั้น รวมกับที่ข้าพเจ้าแจกจ่ายเพื่อนฝูง และชาวบ้านได้เงินจำนวน51,021.90 บาท ในการดำเนินงานผ้าป่าในครั้งที่ 2 นี้มีปัญหาและอุปสรรคเกิดขึ้น เนื่องจากกรรมการบางท่านไม่ให้ความร่วมมือ และพยายามขัดขวางต่อต้านการทำงานของข้าพเจ้า มีการใส่ร้ายป้ายสีต่างๆ จึงทำให้เกิดปัญหากับการดำเนินงานจัดผ้าป่าครั้งที่ 2 ขึ้น มีกระแสต่อต้านจากผู้เสียผลประโยชน์ ปลุกระดมชาวบ้านและญาติโยมให้เกลียดชังข้าพเจ้า ขัดขวางการทำงาน และทำตัวเป็นปฏิปักษ์กับข้าพเจ้า จากการดำเนินงานผ้าป่าครั้งที่ 1 เกิดปัญหาในการรับเงิน ซึ่งอยู่นอกเหนือจากอำนาจหน้าที่ของข้าพเจ้า พอดำเนินการผ้าป่าครั้งที่ 2 ข้าพเจ้าได้เสนอตัวเองเข้ามาดำเนินการรับเงินและจัดระบบเอง โดยขอสงวนสิทธิ์ในการจัดหาทีมงานมาเอง ถ้าหากว่ามีความเสียหายเกี่ยวกับการเงินของผ้าป่าแล้วข้าพเจ้ายินดีชดใช้เงินคืนด้วยตัวข้าพเจ้าผู้เดียวเอง มติที่ประชุมเป็นเอกฉันท์ให้ข้าพเจ้าดำเนินการตามนั้น ผลปรากฏว่า การดำเนินการรับเงินผ้าป่าและค่าใช้จ่ายต่างๆเป็นไปด้วยดีไม่มีสิ่งบอกเหตุใดๆที่แสดงได้ว่าข้าพเจ้าและคณะกระทำการทุจริต ประเด็นปัญหาอีกอย่างหนึ่งคือ เมื่อเกิดปัญหาในการดำเนินงานจัดหาทุนขึ้น ข้าพเจ้าก็พยายามคิดหารูปแบบการดำเนินงานให้หลากหลายมาเสนอต่อที่ประชุม มีการจัดตั้งกลุ่ม แบ่งประชาชนชาวบ้านเป้าออกเป็นหลายๆกลุ่มเพื่อดำเนินงานจัดหาทุน เช่น กลุ่มข้าราชการซึ่งมีเป็นจำนวนมาก กลุ่ม อสม.ซึ่งเป็นกลุ่มที่คุ้นเคยกับข้าพเจ้า กลุ่มพ่อค้าคหบดี กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มประชาชนทั่วไป และกลุ่มเพื่อนของข้าพเจ้า กลุ่มต่างๆเหล่านี้เป็นแหล่งทุนในการดำเนินงานก่อสร้างศาลาการเปรียญวัดธาตุทั้งสิ้น และข้าพเจ้าเชื่อมั่นในศักยภาพของกลุ่มต่างๆที่กล่าวมานั้นจะทำได้ แต่พอข้าพเจ้านำเสนอต่อที่ประชุม ท่านประธานและคณะกรรมการกลับมีความเห็นตรงกันข้ามกับข้าพเจ้า ไม่ยินยอมให้ข้าพเจ้าดำเนินการตามที่คิดรูปแบบไว้ อีกทั้งกรรมการบางท่านไม่ให้ความร่วมมือเอาเสียเลย มีแต่ชื่อ ไม่มีตัวตน กระแสของชาวบ้านอยากให้มีการปรับคณะกรรมการฯ ข้าพเจ้าเคยเสนอต่อที่ประชุมให้พิจารณาเรื่องนี้ แต่กลับไม่ได้รับการพิจารณา จากทั้งหมดทั้งมวลเหล่านี้จึงก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างข้าพเจ้ากับผู้เสียประโยชน์ (1) ญาติของผู้เสียประโยชน์ (1) ผู้นำฝ่ายสงฆ์ (1) ผู้นำศาสนาฝ่ายฆราวาสซึ่งมีความใกล้ชิดกับผู้นำฝ่ายสงฆ์ (1) กรรมการในคณะกรรมการบริหารกิจการวัดธาตุ พ.ศ.2547 จำนวน 2 ท่าน (1) และประชาชนผู้มาวัดเป็นการประจำซึ่งเป็นผู้ใกล้ชิดกับผู้นำฝ่ายสงฆ์ (1) ที่รุนแรงที่สุดมี ผู้นำฝ่ายสงฆ์ และกรรมการในคณะกรรมการบริหารกิจการวัดธาตุ พ.ศ.2547 จำนวน 2 ท่าน ซึ่ง กรรมการฯ 2 ท่านนี้ได้กล่าวให้ร้ายข้าพเจ้าในทางเสียหายตลอด จึงทำให้ข้าพเจ้าต้องกลับมาวิเคราะห์สถานการณ์และประมวลผลของตนเอง ว่าจะอยู่หรือไป มีการไปปรึกษากับคนที่ข้าพเจ้าให้ความเคารพนับถืออยู่หลายท่าน แล้วนำคำปรึกษานั้นมาวิเคราะห์ชั่งน้ำหนักและหาบทสรุป ปรากฏได้คำตอบว่า “ข้าพเจ้าต้องยุติบทบาทของตนเองทางด้านการช่วยเหลือสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกิจการของวัดธาตุ” คำตอบนี้ทำให้ข้าพเจ้าปวดใจยิ่งนัก เพราะไม่สามารถสร้างปณิธาน สานฝันของตนเองในอันที่จะเป็นผู้ริเริ่มนำพาชาวบ้านก่อสร้างศาลาการเปรียญวัดธาตุให้แล้วเสร็จ บางครั้งมานั่งคิดเรื่องเก่าๆ ขณะที่ดำเนินงานเกี่ยวกับกิจการวัดธาตุนั้น ข้าพเจ้ามีเวลาให้กับครอบครัวน้อยเหลือเกิน แต่บุตรภริยาก็มิเคยบ่น เพราะข้าพเจ้าตื่นนอนแต่เช้าจะรีบอาบน้ำทำธุระส่วนตัวเสร็จเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดที่จะไปทำงาน เสร็จแล้วจะออกมาทำกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวกับวัด เช่น ตักบาตรข้าวอาหารแด่พระภิกษุ ประสานงานกับบุคคลที่เกี่ยวข้องในการดำเนินกิจการของวัด เสร็จแล้วต้องรีบกลับมารับประทานอาหารที่บ้านอย่างเร่งรีบ บางวันนั่งยองๆรับประทานอาหาร ยังไม่อิ่มก็ต้องรีบไปทำงาน พอเลิกงานตอนเย็นก็จะเริ่มงานที่เกี่ยวกับกิจกรรมของวัดธาตุอีกกว่าจะเข้าบ้านบุตรภรรยาก็รับประทานอาหาร เข้านอนกันหมดแล้ว ตนเองจึงต้องมาอาบน้ำและรับประทานอาหารคนเดียว ข้าพเจ้ายอมรับว่าการมาทำงานเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ ทำให้มีค่าใช้จ่ายของข้าพเจ้าเพิ่มมากขึ้นทีเดียว เช่น ค่าน้ำมันรถยนต์ ค่าโทรศัพท์ ค่าใช้จ่ายในการประสานงานกับคนหลายๆคน ค่าใช้จ่ายกับกลุ่มเพื่อน เป็นต้น แต่ข้าพเจ้าก็ไม่เคยคิดเสียดายและจะเอาคืน เพราะข้าพเจ้าเต็มใจแล้วในการเข้ามาเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้ ข้าพเจ้ายังระลึกเสมอว่า  “ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นกิจที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่งฯ”ดังที่สมเด็จพระราชบิดาได้ประพันธ์ไว้ สุดท้ายแล้ว…ในที่สุดข้าพเจ้าก็จำเป็นต้องหรี่แสงตะเกียงที่ข้าพเจ้าจุดประกายขึ้นมาเองเมื่อ 8 เดือนก่อน แต่ก็ไม่ถึงกับมอดไปเสียทีเดียวนัก ระหว่างนี้ขอเวลาทำใจและจะกลับมาช่วยเหลือสังคมอีกเท่าที่โอกาสจะอำนวย อาจจะเป็นการกระทำกับคนและชุมชนก็เป็นได้ เพราะข้าพเจ้ายังมีจิตสำนึกดี อยากตอบแทนคุณแผ่นดินเกิด แม้บางครั้งมองดูคล้ายกับว่าตนเองได้ยัดเยียดสิ่งที่ดีงามให้กับชุมชนโดยที่ผู้รับเขาไม่ใคร่เต็มใจและปรารถนานัก

[การถอยหนึ่งก้าวคือการเดินไปข้างหน้าหนึ่งก้าว] 

 

กำเนิดกลุ่มเพื่อนปีมะ

          หลังจากที่ต้องบาดเจ็บและโชคเลือดจากการเสียสละทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับสังคม ชุมชน หลบไปเลียแผล เป็นเวลา 1 ปี ด้วยจิตใจที่มีความมุ่งมั่น เปี่ยมล้นด้วยอุดมการณ์ในการช่วยเหลือสังคมและชุมชน จึงได้รวบรวมสมัครพรรคพวก มิตรสหายที่เคยเรียนด้วยกันมาเมื่อครั้งวัยเด็ก ประสานงานทางโทรศัพท์ ติดต่อได้กลุ่มเพื่อนจำนวนหนึ่ง ประมาณ 100 คน มีพนักงานบริษัทบ้าง ประกอบอาชีพส่วนตัวบ้าง มีเกษตรกร ลูกจ้าง มีแพทย์ พยาบาล นักสาธารณสุข ตำรวจ พ่อค้าวานิช ถือว่ามาจากหลากหลายอาชีพ นัดพบกันในวันปีใหม่ คือวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2548 จัดงานเลี้ยงเฉลิมฉลองปีใหม่ พร้อมเปิดประเด็น การคืนทุนให้สังคม การทดแทนบุญคุณแผ่นดินเกิด การรวมกลุ่มเพื่อนในครั้งนี้เป็นการรวมกลุ่มในวัยไล่เลี่ยกัน เคยเล่น หยอกล้อในวัยเด็กมาด้วยกัน มติกลุ่มจึงเห็นควรให้ตั้งชื่อกลุ่มว่า “กลุ่มเพื่อนปีมะ” โดยข้าพเจ้าเป็นผู้ประสานงานกลุ่ม และสโลแกนที่ใช้คือ “คิดฮอดกลุ่มเพื่อนปีมะ” ในปีแรกนี้พวกเรายังมิได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันมากนัก มีแต่เพียงหาแนวร่วมผู้มีอุดมการณ์เดียวกันและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันเท่านั้น พอมาถึง วันที่ 1 มกราคม 2549 พวกเราได้กลับมาเจอกันอีกเป็นครั้งที่ 2 เพื่อตอกย้ำอุดมการณ์ของพวกเราให้หนักแน่นมากยิ่งขึ้น โดยมีสโลแกนว่า “ บิ๊กไฟว์กลุ่มเพื่อนปีมะ”ครั้นพอถึงวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2550 ได้เก็บความมุ่งมั่นและดวงใจที่เปี่ยมล้นในความทะยานอยากช่วยเหลือสังคม ชุมชน โดยมีสโลแกนประจำปีนี้ว่า “มิตรแท้กลุ่มเพื่อนปีมะ” พร้อมทั้งมีการร่างข้อบังคับกลุ่ม กำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าหมายต่างๆร่วมกัน มีการแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานของกลุ่ม โดยมีตำแหน่งประธาน รองประธาน เหรัญญิก เลขา และ กรรมการ และได้เปลี่ยนชื่อจาก กลุ่มเพื่อนปีมะ มาเป็น “ กลุ่มร่มไม้ใหญ่ใกล้ทาง” ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

 

กลุ่มร่มไม้ใหญ่ใกล้ทาง

นิยาม

          “ให้” ในความหมายของมูลนิธิร่มไม้ใหญ่ใกล้ทางหมายถึง  การหยิบยื่นความปรารถนาดีในด้านวัตถุ สิ่งของ กำลังใจ เพื่อสนองความต้องการของผู้ทุกข์ยากให้พ้นทุกข์ โดยไม่ขัดกับจารีต ประเพณี วัฒนธรรมอันดีงามของมวลมนุษย์ และอยู่ในสังคมอย่างมีความสุขและมีศักดิ์ศรี

          “ความรัก” ในมุมมองของข้าพเจ้าหมายถึง การที่สิ่งมีชีวิตมีความปรารถนาดีต่อ คน สัตว์ สิ่งของ พืชพรรณ โดยแสดงออกทางกายและใจด้วยการทะนุถนอม หวงแหน ห่วงหา อาทร และพร้อมที่จะเสียสละความสุขส่วนตนเพื่อสิ่งที่ตนรัก

ปรัชญา

 ขอให้ถือผลประโยชน์ส่วนตัว     เปนที่สอง

ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์          เปนกิจที่หนึ่ง

ลาภทรัพย์และเกียรติยศ             จะตกมาแก่ท่านเอง 

ถ้าท่านทรงธรรมะแห่งอาชีพย์      ไว้ให้บริสุทธิ

ขอถวายสัตย์ปฏิญาณโดยจะปฏิบัติตามพระราชดำรัสของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชนก

ปณิธาน/อุดมการณ์

เป็นที่พักพิงยาม                  ทุกข์ยาก

ร่วมสร้างสรรค์สังคม            ให้มี  ความสุข

วิสัยทัศน์

ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้พ้นจากความทุกข์ทั้งหลายเป็นสิ่งที่พึงกระทำด้วยความมุ่งมั่น

พันธกิจ/ภารกิจหลัก

(ตัดวงจร โง่ เจ็บ จน) และให้บริการ

1.     งานบริการสาธารณะ

2.     งานบรรเทาสาธารณภัย

3.     งานพัฒนาการศึกษา

4.     งานพัฒนาการสาธารณสุข

5.     งานพัฒนาสังคมและการสร้างชุมชนเข้มแข็ง

6.     งานพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก คนชรา ผู้พิการ ผู้ทุกข์ยาก และผู้ด้อยโอกาสทางสังคม

มีต่อ...(กำเนิดกลุ่มเพื่อนปีมะและที่มาของกลุ่มร่มไม้ใหญ่ใกล้ทาง2)

โดย

สักทอง ร่มไม้ใหญ่ใกล้ทาง