จ๊อยคือมรดกทางวรรณกรรมของชาวล้านนาที่มีมานานนม

จ๊อย   คืออะไร?  ทำไมถึงต้องจ๊อย์

                  ทุกชาติทุกเผ่าพันธุ์ย่อมมีมรดกทางวรรณกรรมเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง  ดังเช่นเรื่อง  "จ๊อย" ของชาวล้านนา

                 ผู้คนปัจจุบัน ได้นำเอาจ๊อยมาใช้ในชีวิตประจำวันแบบผิดเพี้ยน  เผลอๆเอาจ๊อยไปเปิดงานมงคล  ถ้าผมเป็นประธานผมคงต้องเปิดแน้บ  ดังภาษาล้านนาเขาว่า หล้นจ๋นก้นมนแกว๊ด   นั่นเอง

                ที่มาของคำว่าจ๊อย  ซึ่งเป็นวรรณกรรมโบร่ำโบราณของชาวล้านนา เรื่องที่มาเป็นตำนานจากชาวลัวะ  ดังนั้นจึงมีผู้เชี่ยวชาญด้านล้านนาสันนิษฐานกันว่า  คำว่า จ๊อย  เป็นภาษาของชาวลัวะ

                ตำนานเรื่องจ๊อยเริ่มมีว่า " ในสมัยก่อนชาวลัวะอยู่กันเป็นเมืองเล็กๆ  แต่ละเมืองก็เป็นอิสระแก่กัน  อย่างไรก็ตามมีเมืองของชาวลัวะเมืองหนึ่งชื่อเมือง " ต๋าทอก "  มีพญาแมนต๋าทอกเป็นเจ้าเมือง

                ครั้งหนึ่งมีกองทักฮ่อมารุกรานเมืองต๋าทอก  พญาแมนต๋าทอกนำกองทัพออกรบ  กองทัพฮ่อได้ฆ่าพญาแมนต๋าทอกสิ้นพระชนม์ในสนามรบ  พวกทหารลัวะจึงช่วยพันป้องกันเอาพระศพพญาแมนต๋าทอกกลับเมือง   แต่ฮีตฮอย(จารีต)ของชาวลวัห้ามนำศพผีตายโหงกลับเข้าบ้านเมือง  ทหารจึงนำศพพญาแมนต๋าทอกไว้นอกเมืองแล้วส่งคนไปกราบทูลพระนางอุทุมพะก๋าย  มเหสีของพญาแมนต๋าทอก

              ครั้งพระนางอุทุมพะก๋ายทรงทราบเรื่องการสวรรคตของสวามีจึงรีบออกมาดูพระศพ พร้อมกับร้องไห้โหยหวนว่า " ผัวของข้าเหย  มาต๋ายตอ้ดละ หนีจากตั๋วข้านี้ไป   ต่อแต่นี้ข้าจักอยู่กับไผ ก๋ำเวรใดมาเป๋นดั่งอี้........"

             เสียงไห้โหยหวนของพระนางอุทุมพะก๋ายทำให้ผู้คนที่ได้ยินเกิดอารมณ์โศกเศร้าตามพร้อมๆกับมีทำนองที่ฟังแล้วม่วนงันยิ่งนักทั้งยังมีคำคล้องจองไพเราะเพราะพริ้งดีแท้ ผู้คนจึงจดจำทำนองไพเราะโศกเศร้านั้นนำมาเป็นทำนองของคำประพันธ์ที่เรียกันว่า คร่าว(อ่านว่าค่าว)และเรียกทำนองนั้นว่า ทำนองวิงวอนหนโลกคือคำพรรณาของชาวโลก(คนสมัยก่อนแบ่งความเป็นอยู่เป็น 2 ส่วน คือส่วนโลกคือ ชีวิตชาวบ้านทั่วไป และหนธรรม  คือชีวิตของพระสงฆ์)

             หลังจากนั้นมาหากใครมีเรื่องโศกเศร้า เหงาหงอย ใจไฝ่ลอยหาคนรัก  คิดถึงผู้อยู่ไกล  เสียใจกับการสูญเสียคนรัก  ผู้นับถือ  ญาติผู้ใหญ่  จำจากลา  นิราศร้างห่างไกลกัน ก็จะพร่ำพรรณาเป็นคำคล้องจองและนำทำนองคำวิงวอนหนโลกใส่ในเนื้อหา  เกิดเป็นคำประพันธ์ที่งดงาม ประเภทกล่าวถึงความสูญเสียห่างไกล จำใจจาก  

            เมื่อบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไปการเรียกว่าวิงวอนหนโลกมันยืดยาว ผู้คนนิยมนำคำว่า จ๊อย  หมายถึงโศกเศร้ามาเรียกขานแทนคำว่าวิงวอนหนโลก  คำประพันธ์นี้จึงนิยมเรียกกันว่า " จ๊อย "จนปัจจุบัน

              จะจ๊อยกันเมื่อใด?  การจ๊อยในล้านนานิยมจ๊อยแทรกในการเล่นเพลงซอพื้นเมือง โดยเฉพาะตอนที่ช่างซอจะจากบ้านเมืองเข้าป่า หรือที่เรียกกันว่า เข้าป่าเก็บนก  ช่างซอจะจ๊อยร่ำลาบ้านเมือง ญาติๆ

               ส่วนในชีวิตประจำวัน  พวกหนุ่มสาว จะนิยมจ๊อยตอนที่คิดถึงกัน เช่นสาวคิดถึงตั๋วพ่อ(อ่านตั๋วป้อ)คือชายหนุ่มคนรักในยามค่ำคืน  มองคนรักหาเมื่อใดก็ไม้เห็นมาเหมือนก่อนๆ จึงจ๊อยขึ้นว่า   คืนฟ้าหนาว   ใจ๋สาวง่อมล้ำเผียบเหมือนเถื่อนถ้ำดงดำสิงขร   ดาวเดือนเคลื่อนคล้อย   น้ำย้อยตี๋นก๋อน  ซบหัวลงนอนกอดหมอนฮ่ำไห้ 

              บางครั้งชายหนุ่มเดินไปเที่ยวสาวยามค่ำคืน ก็นิยมจ๊อยส่งเสียงให้สาวๆเห็นใจขณะที่เดินผ่านบ้านสาวๆ   สาวเหยสาวข้าหนาวใจ๋ล้ำ  อยากได้ตั๋วเจ้ามาแอม   ผ่อเกาะก๋างน้ำหันอ้อก้กแขมยังมีคู่แอมเป๋นก๋อเป๋นเหง้า...

                 บางครั้งผู้คนล้านนามักกล่าวถึงอาการของคนคล้ายบ้าว่า "จ๊อยๆซอๆ "หมายถึงจ๊อยคืออารมณ์ที่โศกเศร้าส่วนซอเป็นอารมณ์ที่ดีแจ่มใส   นั่นคืออาการของคนเดี๋ยวร้ายเดี๋ยวดี เสียสติ

               สรุปแล้วจำว่า "จ๊อย"เป็นคำประพันธ์คนล้านนาที่บ่งบอกถึงความโศกเศร้า กึ๊ดเติง ร่ำเปิงหา  ยามนิราศร้างห่างไกลของรักในบางหมู่บ้านจะนิยมจ๊อยร่ำหาอาลัยในงานศพ  งานอวมงคล