ชื่อเรื่อง บ้านม่วง สว่างไสว ด้วยไฟห่วงใย “เพราะเราต้องการให้คนในครอบครัวยอมรับ ทำให้ต้องกล้าแสดงออก กล้าบอกความต้องการของเราให้คนอื่นได้ยิน และแสวงหาความรู้เพื่อมาถ่ายทอดบอกต่อเพื่อนสมาชิก” มีชัย เทพศรีหา รองประธานกลุ่มบ้านม่วงห่วงใยบอกถึงแรงกระตุ้นที่ทำให้เขาเข้าร่วมทำงานในฐานะแกนนำ แน่นอนว่าย่อมไม่ใช่เขาคนเดียวในกลุ่มที่แสดงความมุ่งมั่น ทุ่มเทให้กับการทำงานถึงขั้นประกาศว่า “ผมขอทำงานนี้ต่อไปจนตาย จะทำจนไม่มีงานให้ทำ ให้ผู้ติดเชื้ออยู่ได้อย่างสบาย” เสียงของมีชัยซึ่งดังสะท้อนก้องอยู่ในหัวใจของแกนนำคนอื่น คล้ายจะบ่งว่าเกราะคุ้มกันกลุ่มบ้านม่วงห่วงใยนั้นเข้มแข็งกว่าที่เราเห็นได้ด้วยตา ………………………………… หากฉายไฟให้เห็นภาพบรรยากาศโรงพยาบาลตามอำเภอต่างๆ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๔ ได้ ภาพหนึ่งที่ทุกคนจะได้เห็นคือ พยาบาลคนหนึ่งที่กำลังหว่านล้อมให้ผู้มารับคำปรึกษา และรับยาต้านไวรัสได้มีชั่วโมงพบปะเพื่อเยียวยาความรู้สึกของคนหัวอกเดียวกัน และภาพดังกล่าวย่อมเห็นได้อย่างแน่นอนในโรงพยาบาล….แห่งอำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร ยุวลี สหายแก่น หรือพี่ยุ พยาบาลวิชาชีพ ๗ ผู้ประสานงานและให้คำปรึกษาแก่ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ก็กำลังทำหน้าที่ดังกล่าวเดือนละ ๑ ครั้ง กับสมาชิกผู้ติดเชื้อที่มารับยาต้านในปี พ.ศ. ๒๕๔๔ ซึ่งยังมีอยู่ไม่กี่คน ด้วยหวังเพียงแค่ว่า “ให้แต่ละคนมีเพื่อนคุย” เหมือนที่ มีชัย เทพศรีหา หรือชัย ได้เล่าย้อนความหลังว่า “ปี ๔๖ ที่ผมเข้าร่วมกับกลุ่ม ตอนนั้นเข้ากลุ่มมาเพื่อรับยากับพี่ยุ แต่ไม่มีอะไรทำมากนัก เพราะยังไม่มีโครงสร้างกลุ่ม อยู่กันแบบ ‘กันเอง’ ไม่มีเป้าหมาย ไม่มีแนวทาง” แต่เมื่อมีองค์กรภายนอกยื่นมือเข้ามาให้การสนับสนุนในปี ๒๕๔๘ การพบปะในรูปแบบ “กันเอง” ก็เริ่มเปลี่ยนไป จึงทำให้กลุ่มต้องมีโครงสร้าง “พอสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เริ่มมีองค์กรภายนอกเข้ามาให้ความช่วยเหลือ เขาก็อยากเห็นความเป็นปึกแผ่น ทำให้กลุ่มต้องมีโครงสร้าง มีการแต่งตั้งประธาน เหรัญญิก เลขา และมีสมาชิก” ยุวลีอธิบายถึงที่มาของการตั้งกลุ่มบ้านม่วงห่วงใย ในขณะที่ชัยให้คำขยายซึ่งเป็นเหมือนเชิงอรรถเพื่อเพิ่มเติมลักษะของโครงสร้างกลุ่มในระยะแรกว่า “ก็จับเพื่อนคนหนึ่งที่กล้าพูดขึ้นเป็นประธานเลย เพราะพอมีงบจาก อบต. เข้ามาช่วยเหลือ ประธานจะเป็นคนที่มีหน้าที่ประสานงาน เพื่อให้สมาชิกกลุ่มได้รับสิทธิที่ควรจะได้ คือ เบี้ยยังชีพปีละ ๑,๕๐๐ บาทในเวลานั้น” แม้จะเริ่มจากการถูกบังคับให้มีโครงสร้างกลุ่มเพื่อรองรับการของบประมาณจากหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นส่วนท้องถิ่น เช่น อบต. หรือจากองค์กรภาคเอกชนก็ตาม แต่ความเป็นเจ้าของกลุ่มบ้านม่วงห่วงใยกลับค่อยๆ หยั่งรากลึกลงในใจคณะกรรมการ เพราะยุวลีซึ่งทำหน้าที่พี่เลี้ยงเลือกวิธีทำงานโดยมุ่งหวังว่ากลุ่มจะทำงานด้วยกันได้อย่างรวดเร็ว “วิธีการคือ ทำให้เขาเห็นความสำคัญของการรวมกัน เพราะคนที่ให้เงินสนับสนุนต้องการเห็นความเข้มแข็งของทีม เราเองมีภาระมาก จึงต้องพยายามทำให้กลุ่มทำงานด้วยกันให้ได้ ต้องกระตุ้นให้คนที่พร้อมกล้าเปิดเผยตัวเองกับชุมชนรอบๆ ความจริง หน้าที่เรามีแค่ให้คำปรึกษา ให้กำลังใจ และทำให้พวกเขาเห็นพลังของการรวมกลุ่ม เวลามีคนมารับคำปรึกษา เรามักแนะนำว่าเราเองก็ไม่รู้ว่าการกินยาต้านแล้วจะเกิดผลข้างเคียงอย่างไร เลยอยากให้คุยกับกลุ่ม เพราะเขาจะได้ข้อมูลที่ชัดเจน จากคนที่มีประสบการณ์โดยตรง” จากการที่ยุวลีทำหน้าที่คอยชักชวนให้สมาชิกมารวมกันเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลในเรื่องการดูแลสุขภาพ จึงทำให้ได้ รจนา บุตรละคร (เจี๊ยบ)กับ บุญเพ็ง เพียรภูเขา (แดง) สมาชิกรุ่นบุกเบิกที่มาทำงานร่วมกันเมื่อมารับยาต้าน ทั้งสองยังเข้ามาด้วยเหตุผลสั้นๆ ง่ายๆ เพิ่มจากคนอื่นว่า “บ้านอยู่ใกล้โรงพยาบาล” โดยเจี๊ยบรับตำแหน่งเหรัญญิก ดูแลการเงิน ส่วนแดงเป็นเลขานุการกลุ่ม ทำหน้าที่บันทึกการประชุม และแจ้งให้สมาชิกรับรู้ข่าวสารความเคลื่อนไหวในเรื่องที่เป็นผลประโยชน์ของสมาชิก ซึ่งการมีบ้านใกล้ ทำให้ได้ทำงานกับกลุ่ม ก็ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวทั้งคู่ “หนูเปลี่ยนไปเลย พอมาทำงาน ทำให้กลายเป็นคนกล้าพูด กล้าแสดงออก แล้วก็ภูมิใจที่มีเพื่อนสมาชิกโทรมาปรึกษาปัญหาตลอด” เจี๊ยบบอกถึงความเปลี่ยนแปลงของตัวเอง ซึ่งไม่ต่างจากแดงเช่นกัน “การที่เรากล้าพูด ส่วนหนึ่งเพราะเราได้ไปอบรมบ่อยๆ และทำให้เห็นกลุ่มอื่นว่าไปได้ไกลขนาดไหน เราก็เลยต้องเปลี่ยนตัวเอง เพื่อให้กลุ่มเราไปได้ไกลกว่านี้ แล้วก็ต้องมาแลกเปลี่ยนกับเพื่อนๆ ด้วยว่าเรารู้อะไรมาบ้าง” ความมุ่งมั่นและชัดเจนกับภารกิจ “จิตอาสา” ที่ทั้งสองทำอยู่นั้น เกิดขึ้นกับรองประธานกลุ่ม ซึ่งอดีตเคยเป็นประธานกลุ่ม นั่นคือมีชัย “ค่าตอบแทนที่ได้จากกลุ่มน่ะไม่พอหรอก ต้องควักกระเป๋าตัวเองตลอด แต่ผมมีความสุขที่ได้บริการ “หมู่” ตัวเองก็ไม่ต้องเป็นภาระของใคร และยังมีความสามารถช่วยเหลือสังคมได้ด้วย” ทว่า เส้นทางของการรวมกลุ่มบ้านม่วงห่วงใย ใช่จะโรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะที่ผ่านมา กลุ่มบ้านห่วงใยประสบปัญหา ”เงินทองไม่เข้าใคร ออกใคร” ไม่ต่างจากกลุ่มอื่น แต่ด้วยการเรียนรู้จากอดีต และบุคลิก “มาดมั่น” ของผู้นำกลุ่ม จึงทำให้แกนนำกลุ่มสามารถเปลี่ยน ”ปัญหา” ให้กลายเป็น “ปัญญา” บทเรียนที่ได้จากการทำงานในระยะแรก ทำให้กลุ่มเรียนรู้และปรับเปลี่ยนการทำงานโดยมีเป้าหมายว่า “ทุกอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้” โดยแดงย้อนประสบการณ์ของกลุ่มในการเรียนรู้เรื่องนี้ว่า “เคยมีเรื่องความไม่โปร่งใสของประธานคนเก่า ทำให้กลุ่มเราเรียนรู้ว่าถ้าจะทำงานอะไร ก็ต้องมีแผนการเบิกจ่าย และมีการคุยกันก่อนว่าเรื่องไหนสมควรทำหรือไม่สมควรทำ” ในความเห็นของ ณัฐวุฒิ ไชยรบ ผู้ที่กำลังรับบทประธานกลุ่มคนปัจจุบัน เขาเชื่อว่าบทเรียนสำคัญยิ่งที่กลุ่มได้จากกรณีนี้ คือ “การมีหน่วยงานอื่นๆ เข้ามาช่วยไม่ใช่หลักประกันถึงความแข็งแรงของกลุ่ม แต่ต้องมาจากการที่กลุ่มพึ่งตนเอง และดูแลกันเองได้” ดังนั้น หลังจากร่วมกันวิเคราะห์ว่าความไม่โปร่งใสซึ่งเกิดขึ้นในระยะแรกของการทำงานนั้นน่าจะเป็นผลจากการให้ค่าพาหนะแก่สมาชิกกลุ่ม ซึ่งไม่ใช่การสร้างแรงจูงใจที่ถูกวิธี ในความเห็นของประธานกลุ่มจึงได้เสนอให้แก้ปัญหาโดย “การพบกลุ่มโดยไม่เอาเงินมาจ่ายเป็นค่าพาหนะ เริ่มทำตั้งแต่ผมมาเป็นประธาน เพราะเห็นปัญหาการจัดการงบประมาณในรุ่นแรกๆ โดยคณะกรรมการตกลงกันว่าข้อมูลเรื่องงบประมาณในกลุ่มบ้านม่วงห่วงใย คนที่จะรับรู้ตัวเลขคือแกนนำและคนทำงานหลัก แต่สมาชิกจะไม่ได้รับรู้ข้อมูลนี้ เพราะถ้าสมาชิกรู้ เขาก็จะเข้าใจว่าการเข้าถึงการรักษานั้นจะทำให้ตัวเองได้เงิน ทั้งที่เรื่องสำคัญสำหรับสมาชิกกลุ่มคือ การเข้าถึงยาและข้อมูล ไม่ใช่มารับยาและเข้ากลุ่มเพราะอยากได้เงิน ดังนั้น เราจึงไม่มีค่าพาหนะให้สมาชิก เพราะถือว่าการมารับยาเป็นเรื่องผลประโยชน์ของสมาชิกอยู่แล้ว การที่สมาชิกรับรู้เรื่องการเงิน จะทำให้เกิดการตั้งคำถามจากสมาชิก ที่สำคัญ ทำให้คนที่เคยมารับยาเพราะเงิน อาจจะไม่มารับยาอีกหากเราไม่สามารถหางบประมาณมาให้ได้ต่อ” นั่นคือวิธีบริหารแรงจูงใจเพื่อให้สมาชิกกลุ่มเห็นคุณค่าของการพบกลุ่ม ซึ่งตามที่ชัยบอกนั้น ทั้งกลุ่มเรียนรู้วิธีการทำงานเช่นนี้จาก “การลงมือทำและพบปัญหา จึงช่วยกันคิด ช่วยกันแก้มาตลอด” ไม่เพียงแต่กลุ่มบ้านม่วงห่วงใยจะผ่านพ้นอุปสรรคการจัดการกับความไม่โปร่งใสในเรื่องการเงินเท่านั้น แต่กลุ่มยังสามารถสร้างความไว้วางใจให้เกิดกับคณะทำงาน แม้ว่าตัวประธานคือเก๋ และเหรัญญิกคือ เจี๊ยบจะอยู่ในฐานะ “สามีภรรยา” แต่การทำงานของทั้งคู่ก็ไม่ก่อให้เกิดคำครหา เพราะเก๋ยืนยันหนักแน่นว่า “ถ้าทุกคนรู้จักทำงาน ก็จะแยกแยะออกได้แน่นอนว่าเรื่องไหนคือเรื่องงาน เรื่องไหนคือเรื่องส่วนตัว เวลาพบกลุ่ม ผมทำให้ทุกคนเห็นว่าเราสัมพันธ์กันโดยตำแหน่งหน้าที่การงาน จะไม่มีการจู๋จี๋กันในที่ประชุมเด็ดขาด” อีกทั้งระบบการเบิกจ่ายก็ทำอย่างเปิดเผย โดยแดงยืนยันในเรื่องนี้ว่า “การเบิกจ่ายต้องมีลายเซ็นต์สองในสาม โดยเหรัญญิกกับประธานจะไม่สามารถเบิกเงินร่วมกันได้ ประธานมีหน้าที่แค่เซ็นอนุมัติ แต่คนที่สามารถเบิกได้คือ เลขาร่วมกับเหรัญญิกเท่านั้น” นอกจากจะมีระบบการเบิกจ่ายแล้ว คณะทำงานยังสามารถตรวจสอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นได้อย่าง “พร้อมหน้าพร้อมตา” เนื่องจากมีการชี้แจงให้เห็นชัดเจนว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้างในแต่ละเดือน โดยเขียนขึ้นกระดานไว้ให้ทุกคนรับรู้ ไม่เพียงแต่กลุ่มบ้านม่วงห่วงใยจะร่วมกันสร้างกติกาเพื่อแก้ปัญหาเรื่องความไม่โปร่งใส โดยทำให้ทุกอย่างตรวจสอบได้ หากแต่กลยุทธ์สำคัญที่ทำให้การทำงานกลุ่มในรูป “จิตอาสา” ซึ่งให้ค่าตอบแทนไม่พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องยังคงดำเนินต่อไปได้อย่างพร้อมเพรียง คือการ “พูดทุกอย่างในห้องประชุม” ซึ่งเก๋ ในฐานะประธานกลุ่มได้ฝากเป็นข้อคิดไว้ โดยอิงประสบการณ์จากกลุ่มตนเองว่า “การทำงาน ถ้าทำด้วยใจ ทุกอย่างก็จะง่ายหมด และก็ต้องทำด้วยความสุข เพราะงานนี้เป็นงานจิตอาสา ดังนั้น เวลาประชุม มีเรื่องอะไร เราจะระบายใส่กันได้เต็มที่ ผมขอให้พวกเราถกเถียงกันหน้าดำหน้าแดงในห้อง แต่จะไม่นำเรื่องไปคุยกันนอกห้องประชุม” เพราะการนำเรื่องไม่สบายใจไปพูดนอกห้องประชุม ในความเห็นของเก๋ เขาคิดว่านอกจากจะทำลายความสามัคคีของกลุ่มแล้ว ยังอาจทำให้ “ภาพของกลุ่มดูไม่น่าเชื่อถือสำหรับคนที่สนับสนุนเรา และส่งผลต่อการรับงบประมาณในครั้งต่อไปด้วย” เส้นทางของกลุ่มบ้านม่วงห่วงใย นับจากวันนั้น ที่มีสมาชิกเพียงไม่กี่คน และเริ่มต้นการพบกลุ่มแบบ “กันเอง” มาถึงวันนี้ หลายคนในกลุ่มมีความหวังที่จะให้กลุ่มเติบโตกลายเป็นองค์กรที่สามารถเป็นตัวแทนของผู้ติดเชื้อในระดับจังหวัดได้ แต่ก่อนจะถึงฝั่งฝัน แกนนำทุกคนเห็นพ้องกันว่าต้องทำให้สมาชิกกลุ่มมีสุขภาพแข็งแรงก่อน เนื่องจากชาวบ้านม่วงส่วนใหญ่โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวมักอพยพย้ายถิ่นไปทำงานในที่ห่างไกลเมื่อถึงฤดูแล้ง ทำให้แกนนำต้องคอยติดตามข้อมูลของสมาชิกแต่ละคนอย่างใกล้ชิด และทำหน้าที่รับยาต้านเพื่อส่งไปให้สมาชิกที่อยู่ไกล ทางคณะทำงานจึงคิดจะเขียนโครงการเพื่อของบจาก อบต. มาให้สมาชิกได้มีอาชีพเสริม คือเลี้ยงปลา เนื่องจากใช้พื้นที่ไม่มากนัก แต่ด้วยความไม่มั่นใจว่าจะมี “ตลาด” ที่กล้าซื้อปลาจากผู้ติดเชื้อมากน้อยเพียงใด จึงต้องหาข้อมูลเพิ่มก่อนเพื่อสร้างความมั่นใจแก่สมาชิก ซึ่งเรื่องนี้ ชัยเห็นว่าบันไดแรกของกลยุทธ์สร้างอาชีพเสริมแก่สมาชิกนั้น ควรเริ่มจากสร้างความน่าเชื่อถือของกลุ่มให้เกิดกับชุมชนให้ได้มากที่สุดก่อน “ผมอยากสร้างงานของกลุ่มให้คนทั้งจังหวัดเห็นว่าเรามีศักยภาพ สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ เราทำสำเร็จในเรื่องการลบภาพของคนป่วยเอดส์ที่ทำให้คนอื่นกลัวออกไป มาถึงวันนี้ ก็มีคนยอมรับพวกเรามากขึ้น เพราะเราเน้นการเข้าหาเพื่อนด้วยการเยี่ยมบ้าน คือ ไปเยี่ยมเพื่อนให้ครบทุกคน โดยใช้ความสะดวกของแต่ละคน ไม่ได้กำหนดเป็นตารางเวลาตายตัว และเน้นคนที่ยังไม่ได้ข้อมูล หรือไม่ไปรับยาอย่างสม่ำเสมอ การทำงานเยี่ยมบ้านตอนนี้ ถือเป็นก้าวแรกของการสร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิกเกิดความเชื่อถือในตัวคณะกรรมการ เพราะเมื่อเขาเห็นประโยชน์แล้ว เขาก็จะร่วมมือกับเราได้ง่ายขึ้น” ความมุ่งมั่นในการทำงานอย่างจริงจังของแกนนำทำให้ยุวลี พี่เลี้ยงกลุ่ม มีความเชื่อมั่นต่อกลุ่มบ้านม่วงห่วงใย ที่ก่อนหน้านี้เคยได้ชื่อกลุ่มว่า บ้านม่วงน่าห่วงใย ว่าจากนี้ไปไม่น่าห่วงอีกแล้ว เพราะเธอเห็นความเสียสละของกลุ่ม ความตั้งใจจริงที่จะมาทำงาน ขณะเดียวกัน แกนนำของกลุ่มหลายคนยืนยันอย่างหนักแน่นว่าที่พวกเขาร่วมกันก้าวมาได้ไกลถึงเพียงนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพวกเขามีผู้นำที่ “หนักแน่น” ซึ่งเก๋ ประธานกลุ่มก็ยอมรับถึงความสำคัญของคนที่จะเป็นผู้นำกลุ่มว่ามีความสำคัญมากที่จะทำให้กลุ่มแข็งแรง “ผมว่าบุคลิกมาดมั่นของผมมีส่วนทำให้ทุกคนยอมรับ และน่าจะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับใครก็ตามที่จะเป็นผู้นำ เพราะถ้าคนไหนไม่กล้าคิด กล้าแสดงออก ไม่กล้าตัดสินใจก็ไม่สามารถจะนำผู้อื่นได้” แต่เพียงแค่บุคลิกที่หนักแน่นของผู้นำก็อาจไม่พอเพียงที่จะทำให้กลุ่มเข้มแข็งและยืนได้ด้วยตนเอง ประธานกลุ่มจึงฝากคำมายังเพื่อนสมาชิกกลุ่มอื่นๆ ว่า “ความสามัคคีของกลุ่มเป็นเรื่องจำเป็นมาก เราทำงานร่วมกัน ต้องมีหลักการที่กลมเกลียวกันในแบบที่ทำให้เรายังทำงานเข้ากันได้ดี” —————————— ไฟที่ฉายไปยังกลุ่มบ้านม่วงห่วงใยยังไม่ราแสงลง และดูราวจะสว่างไสวมากขึ้น เมื่อฉายมาถึงเส้นทางที่กลุ่มกำลังร่วมกันก้าวเดิน แม้ไม่อาจเห็นได้ด้วยตา แต่วันนี้ ทุกคนรับรู้ด้วยความรู้สึกแล้วว่า กลุ่มบ้านม่วงห่วงใยใช้ไฟแห่งความรัก ความสามัคคี ฉายเป็นเกราะในการคุ้มกันให้ทั้งกลุ่มก้าวต่อไปได้อย่างยั่งยืนนั่นเอง คำโค้ด ใต้ภาพ ยุวลี สหายแก่นพี่เลี้ยงกลุ่ม “การมีกลุ่ม ไม่ถือเป็นภาระนะ แต่เป็นการช่วยเหลือกันมากกว่า เพราะทำให้แต่ละคนเพิ่มการมีคุณค่าในตัวเองมากขึ้น และมีผลดีกับผู้ให้บริการ เพราะเจ้าหน้าที่มีภาระงานมาก การมีกลุ่มทำให้ผู้รับบริการกลายเป็นจุดศูนย์กลาง มากกว่าการให้บริการจากเรา ซึ่งเหมือนเป็นการไปสั่งเขา” มีชัย เทพศรีหารองประธานกลุ่ม “เราต้องทำให้แต่ละคนเข้าใจและรักตัวเองให้ได้ก่อน คนที่รักตัวเองแล้ว จะมีใจอยากทำงานกับคนอื่น โดยไม่ต้องสนใจเรื่องเงินทุน คนสองสามคนที่ทำงานอย่างจริงจัง จะเป็นแรงบันดาลใจให้เพื่อนคนอื่นเห็นและเริ่มอยากเข้ามาช่วย เรื่องนี้อาจจะต้องใช้เวลาเป็นปี แต่ก็ต้องอดทนทำเพื่อให้เป็นตัวอย่าง” ณัฐวุฒิ ไชยรบประธานกลุ่ม “ผมไม่เห็นความสำคัญของสถานที่ทำงานเท่าไหร่ ผมคิดว่าเราทำงานได้โดยไม่ต้องพึ่งที่ทำงานที่เป็นสัดส่วน เพราะเราเน้นการทำงานเยี่ยมบ้านมากกว่า ทำงานที่ไหนก็ได้ เรายึดเรื่องความสบายใจเป็นหลัก” รจนา บุตรละครเหรัญญิก “จุดเด่นของกลุ่มคือ เราทำงานกันแบบพี่น้อง มีปัญหาอะไรก็โทรปรึกษากันได้ตลอดเวลา เพราะเราอยู่ไกลกันมาก คนละตำบล ก็ต้องโทรหากันบ่อยๆ” <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">บุญเพ็ง เพียรภูเขา</p>เลขานุการ “เราต้องเริ่มจากที่ตัวเราก่อน ทำให้เขาเห็นความตั้งใจดีของเรา แต่ก่อน ก็ไม่ค่อยมีใครฟังเราเท่าไหร่ มาระยะหลังๆ ที่มีคนฟังเพิ่มขึ้น เหมือนที่เราเน้นเรื่องความสำคัญของการกินยากับสมาชิกมากที่สุด เพราะเวลาอยู่กับหมอ เขาก็บอกหมอว่ากินยาตรงเวลา แต่พอมาคุยกับเรา ก็จะถามว่า เขากินช้าไปห้านาทีเป็นอะไรไหม
บ้านม่วง สว่างไสว ด้วยไฟห่วงใย
ประสพการณ์กลุมฯเพื่อนผู้ติดเชื้อฯ
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
Prof. Vicharn Panich · 16 ต.ค. 2550
ดอกแก้ว · 16 ต.ค. 2550
บรรจง ผอ.ไอซีที · 16 ต.ค. 2550
JJ · 16 ต.ค. 2550
ธเนศ ขำเกิด · 16 ต.ค. 2550
หมอก็ พบบ่อยเลยค่ะ
ว่าเด็ก ๆ และผู้มีเชื้อมักจะไม่บอกปัญหาหมอหรือพยาบาล แต่บอกเครือข่าย และสิ่งที่บอกนั้นเป็นประโยชน์ ต่อการติดตาม การรักษามากจริงๆ(อาจด้วยกลัวทำให้ทีมผู้รักษาผิดหวัง หรือกลัวโดนดุโดนต่อว่า )
เครือข่ายช่วยเหลือ ทั้งผู้ป่วยและทั้งหมอเลย เป็นการเสียสละที่มีจิตอาสา มีจิตใจเสียสละสูงอย่างแท้จริง
เครือข่ายในประเทศไทยเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่ประเทศต่างๆในระดับนานาชาติด้วยนะคะ
ฝากคำแนะนำการกินยา ทุก 12 ชั่วโมงให้อ่านด้วยนะคะ ที่นี่