ปี 1874 นักเคมีชาวอังกฤษคนหนึ่ง สังเคราะห์สารเคมีตัวหนึ่งขึ้น ผลการวิจัยหลังทดสอบฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาขั้นต้น ไม่มีอะไรน่าสนใจ ก็กลายเป็นงานวิจัยขึ้นหิ้่งไป

ผ่านไป 23 ปี นักเคมีชาวเยอรมันอีกคน ก็ค้นพบสารตัวนี้ซ้ำอีก และพบว่า มีฤทธิ์ระงับการไอได้ดี

ในช่วงปี 1898 - 1910 มีการใช้ยาตัวนี้เป็นยาแก้ไอสำหรับเด็กและตอนนั้น ยังมีผู้พบอีกว่า ยาตัวนี้ ใช้รักษาอาการเสพติดจากมอร์ฟีนได้ด้วย

สารเคมีตัวนั้น ชื่อ เฮโรอีน

ดูรูปฉลากยาแก้ไอตัวที่ว่าในยุคนั้นได้ ที่นี่

แต่หลังจากหลังจากมีข้อร้องเรียนว่าสารนี้มีฤทธิ์เสพติด สารเคมีตัวนี้ กลายเป็นสารนรกไปเลย

เอาอีกสักกรณีหนึ่งเป็นไร

ตอนที่คู่สามีภรรยาตระกูลคูรีค้นพบเรเดียม โลกทึ่งในความมหัศจรรย์ของสารกัมมันตภาพรังสี มีผู้หัวไว หยิบเรเดียมไปใช้เพื่อเสริมสุขภาพ เช่น เอาไปแขวนไว้ "แถวนั้น" เพื่อให้สร้างความกระชุ่มกระชวย เพราะเป็น "สารจากธรรมชาติ" ที่ "มีพลังแบบไม่รู้จบ"

แต่ยุคนั้น คนยังไม่รู้จักถึงผลของสารกัมมันตภาพรังสีตัวนี้ต่อร่างกาย จวบจนผ่านไปหลายปีให้หลัง...

 

กรณีเหล่านี้ เป็นตัวอย่างที่สอนใจคนในแวดวงสาธารณสุขว่า เห็นอะไรใหม่ ๆ ที่คุยฟุ้งว่าดี หรือโม้ว่าดีมาก อย่าเพิ่งรีบเชื่อ จนกว่าจะมีข้อมูลยืนยันมากพอสมควร ประมาณว่า ทดลองในเซลล์ได้ผลดี ทดลองในหนูได้ผลดี ทดลองในสุนัขได้ผลดี ไม่ต้องมาโม้ว่าดี ถ้ายังไม่ได้ทดลองในคนมากพอ

 

"ยาใหม่  อาจดีเพราะความใหม่ ไม่ใช่เป็นเพราะยาดีเสมอไป"

กรณีข้างต้นที่ยกมา ใช้เวลาถึง 12 ปีเต็ม กว่าคนจะเรียนรู้

..ไม่ว่ายาใหม่ ๆ

..ไม่ว่าสารอาหารใหม่ ๆ

กว่าจะพิสูจน์ตัวเองได้ มักใช้เวลาที่ยาวนานพอสมควร

แม้ว่าท้ายสุด อาจจะดีจริงก็ได้

แต่ถ้าไม่ดีจริงล่ะ ?

กรณีตัวอย่างอีกเรื่อง คือกรณีของเตตราไซคลีน

ยาตัวนี้ สมัยออกมาเป็นยาใหม่ ก็เป็นยารักษาโรคติดเชื้อที่ดีมากตัวหนึ่ง

สมัยที่ยังเป็นยาใหม่ คนที่จะใช้ยาใหม่แบบนี้ได้ ต้อง "รวย" พอสมควร

ผลคือ ลูกคนรวย (รวมถึงลูกหมอ ที่มีโอกาสการเข้าถึงยาดีกว่าลูกคนทั่วไป) ที่เกิดในยุคนั้น หลาย ๆ คน "มีบุญ" ได้ใช้ยาตัวนี้

ไป ๆ มา ๆ เด็กที่โตมารุ่นนั้น ถ้ารวยจริง มักมีฟัน "สีตกกระ" กันเป็นแถว เป็นตัวการันตีความรวย เพราะยานี้ ตอนแรก ๆ ไม่มีใครรู้ว่า จะจับกับกระดูกและฟันที่กำลังอยู่ในระยะกำลังเปลี่ยนแปลงได้ดี โดยเฉพาะในเด็กเล็ก จับแล้ว ทำให้ ฟันดำ

ก็เป็นบทเรียนเล็ก ๆ ว่า การ อิน-เทรนด์  อาจมีราคาแพงกว่ามูลค่าที่ควรเป็น เพราะมี "ใบเสร็จ"รอบพิเศษมาเรียกเก็บเพิ่ม นอกเหนือราคาที่จ่ายไปตอนซื้อ

เป็นจริงกับยา เป็นจริงกับอาหาร และอาจเป็นจริงกับเทคโนโลยี

ไม่ใช่ชวนให้ปฎิเสธของใหม่

 

แต่เป็นการกระตุกให้เตรียมใจ ก่อนจะกระโดดไป "ลอง" ของใหม่ ที่ยังขาดจำนวน"หนูทดลอง" (ที่เป็นคน) ....

  


ตำนานปิดท้าย ... ไม่รู้เกี่ยวรึเปล่ากับเรื่องข้างบน (คิดว่าไม่เกี่ยวนะ แต่อยากเล่าซะอย่าง...)

สมัยหลังสงครามอินโดจีน หลายประเทศมีปัญหาเรื่องทุ่นระเบิด ทำให้ชาวนาไม่สามารถบุกเบิกพื้นที่ใหม่ ๆ สำหรับการทำนาได้ เพราะเสี่ยงที่จะต้องสลัดอวัยวะบางส่วนทิ้ง

การแก้ปัญหาคือ เขาต้อนฝูงวัวควายให้วิ่งลุยเข้าไปในแดนต้องสงสัยก่อน เพื่อเคลียร์พื้นที่...