ได้อ่านบันทึกของคุณเอกชัยที่นี่...

ทิศทางประเทศไทยจะไปทางไหน แล้วใครล่ะกำหนดชีวิตประเทศไทย

แล้วได้แสดงความคิดเห็นไว้บ้างแล้ว  แต่ก็ยังติดใจขอนำมาเขียนเพิ่มในบันทึก

          เวลาสอนนักศึกษาเรื่องการค้าระหว่างประเทศ  ก็อดที่จะยกตัวอย่างประเทศเวียดนามไม่ได้

           ขณะนี้ประเทศเวียดนามมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงถึงกว่าร้อยละ 8 ทุกประเทศจึงหันมาจับตามองเวียดนาม รวมทั้งเป็นที่จับตาของประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างไทยด้วย


          อย่างที่คุณเอกชัยบอกว่า...คนไทยหลายคนมองการเติบโตของเวียดนามอย่างวิตกว่าเวียดนามจะกลายเป็นคู่แข่งและจะแซงหน้าประเทศไทยในอนาคต   แต่ในความเป็นจริงแล้ว.....

  

เวียดนามไม่เคยมองเราเป็นคู่แข่งเลย   เขามองไปไกลกว่านั้นแล้ว...

 

มีบางคนมองว่า... การเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนามแสดงถึงการถอยหลังลงคลองของไทย  ดิฉันเคยเขียนเรื่อง

จะมองใกล้...หรือมองไกล : ทุกอย่างอยู่ที่คุณเลือก

          ถ้าเรามองใกล้ก็จะมัววิตกจริตกับประเทศเวียดนาม     แต่เราควรมองไปข้างหน้ามากกว่า   เพียงแต่เราก็ควรเรียนรู้ประเทศเวียดนามบ้าง ว่าทำไมประเทศนี้ถึงได้มีการเติบโตทางเศรษฐกิจได้รวดเร็วขนาดนี้

 

ลองมาดูข้อมูลของประเทศเวียดนามกันดีกว่า


ระหว่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี ระหว่างปี 2001-2005 ตัวเลข จีดีพีเติบโตเฉลี่ย 7.51 ทุกปี

สัดส่วนของภาคการผลิตด้านการเกษตร ป่าไม้ และประมง คิดเป็นร้อยละ 20.9 ของจีดีพี

สัดส่วนภาคอุตสาหกรรมและการก่อสร้างคิดเป็นร้อยละ 41 ของจีดีพี

สัดส่วนของภาคบริการคิดเป็นร้อยละ 38.1 ของจีดีพี

มูลค่าของผลผลิตทั้งหมดได้นำส่งออกคิดเป็นร้อยละ 50 ของจีดีพี

สัดส่วนของคนจนได้ลดลงจากร้อยละ 17.5 เมื่อเริ่มต้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับนี้ เมื่อปี 2001 เหลือเพียงร้อยละ 7

  

โดยที่รัฐบาลได้สร้างงานเพิ่มขึ้น 7.5 ล้านตำแหน่ง และรายได้เฉลี่ยต่อคนเพิ่มขึ้นจาก 5.7 ล้านด่อง เป็น 10 ล้านด่อง

  

ในด้านการรักษาพยาบาลก็มีการขยาย โรงพยาบาลและเครือข่ายศูนย์อนามัยลงไปยังระดับรากหญ้าทุกระดับ     

สำหรับราคายาก็ยังมีราคาถูก   ยาแผนใหม่ส่วนใหญ่นำเข้าจากประเทศอินเดีย ซึ่งมีอุตสาหกรรมยาที่ทันสมัยและมีราคาถูก 

ส่วนประเทศไทยกลับห้ามนำเข้ายาราคาถูกจากอินเดีย ปล่อยให้ประชาชนรับกรรมกับการต้องจ่ายค่ายาราคาแพงของฝรั่งที่มีบริษัทผูกขาดไม่กี่รายผูกขาดอยู่

เรื่อง การศึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระบุว่าเป็นนโยบายที่มีความสำคัญและเป็นเรื่องเร่งด่วนสูงสุดของชาติ

  

รัฐสวัสดิการภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่เท่าเทียมและเป็นธรรมต่อคนทุกกลุ่มในสังคม เวียดนามจึงสามารถระดมทรัพยากรมนุษย์ ที่มีถึง 54 ชนเผ่าซึ่งได้รับสิทธิและการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน มาเข้าร่วมในการพัฒนาประเทศ

  

นโยบายการให้การศึกษาอย่างเท่าเทียมกันอย่างเช่น เมืองเดียนเบียนฟู ที่อยู่บนยอดดอยสูง ก็ยังมีโรงเรียนประชาบาล ของชาวเขาเผ่าไทยดำเป็นตึกใหญ่โตทันสมัย เหมือนกับโรงเรียนเอกชนในบ้านเรา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอันเป็นรากฐานของการแก้ไขปัญหาความยากจน และล้าหลังที่ตรงจุดที่สุด แม้แต่ชาวเขาก็ไม่ถูกทอดทิ้ง

  

ในเรื่องการศึกษาเขาส่งเสริมอย่างครบวงจร เช่น ตำราเรียน และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา มีราคาถูกมาก

  

มีการสร้างอุดมการณ์เพื่อร่วมกันพัฒนาชาติอย่างมีทิศทางโดยพลังของเยาวชนนี้ มีภาพให้เห็นทั่วไป 

 

ในกรุงฮานอย ซึ่งมีบึงขนาดใหญ่มากมายในใจกลางเมืองเต็มไปหมด ตามริมบึงจะเห็นมีกระชอนด้ามยาววางอยู่ตามริมบึง จะเห็นมีคนหยิบมาตักเศษขยะ หรือใบไม้แห้ง ออกจากบึงมาวางไว้ริมบึงเพื่อไม่ให้บึงสกปรกหรือเกิดน้ำเน่า

  

นี่คือ การสร้างคนให้มีคุณภาพและมีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อผลประโยชน์ของสาธารณะอย่างได้ผล

  

มีความใส่ใจทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ในเมืองฮานอยซึ่งเป็นเมืองหลวงที่มีต้นไม้ยักษ์ที่ต้องใช้หลายคนโอบรอบนับเป็นพันต้นๆ ทั่วไปหมดทั้งเมือง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า....

การสร้างชาติโดยการสร้างคนให้มีอุดมการณ์ อุดมการณ์ชาติของเวียดนามเน้นที่เอกราช สังคมประชาธิปไตย

 

การสร้างชาติให้มั่งคั่ง เข้มแข็งทางการทหาร สร้างสังคมที่เป็นธรรม สร้างความภูมิใจในความเป็นชาติ และสร้างสังคมที่มีความศิวิไลซ์ เน้นในเรื่องคุณธรรม และการดำรงชีวิตอย่างสร้างสรรค์ มีรสนิยม และถูกสุขอนามัย

  

ไม่ส่งเสริมการใช้ชีวิตอย่างเหลวแหลก เละเทะ ไร้สาระ ฟุ่มเฟือย และ ไร้รสนิยม   เท่าที่ทราบมาคนเวียดนามไม่ค่อยนิยมใชับัตรเครดิต  นิยมใช้เงินสดในการจับจ่ายใช้สอย  กล่าวคือ  ถ้าไม่มีเงินสดก็จะไม่ซื้อของ

 

          ที่นำมาเล่าเป็นเพียงบางมุมมองของประเทศเวียดนามเท่านั้น แล้วลองมองย้อนดูประเทศเราบ้าง   ไม่อยากมาเขียนวิจารณ์ประเทศไทย   แต่อยากให้ทุกคนหยุดคิด   เพราะก่อนที่เราจะไปแข่งขันกับต่างประเทศได้    โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ   สังคม ของประเทศไทยเราเข้มแข็งแล้วหรือยัง

 

อ้างอิงจาก : http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2007q1/2007march26p2.htm