และถ้าไม่มั่นใจจริงๆว่าหนังสือเล่มไหนดี ก็ลองถามเพื่อนที่เรามั่นใจว่า(มัน)เก่งจริง หรือจะให้ดีลองใช้บริการหรือไปฝากถามตาม Webboard ของที่ต่างๆ เช่น Pantip, ThaiDEV, ThaiTOP, ARMAWEB.COM, SANOOK, เว็บกระกูล SIAM รับรองคุณจะได้ข้อมูลที่ หลากหลายจากหลายคว
และถ้าไม่มั่นใจจริงๆว่าหนังสือเล่มไหนดี ก็ลองถามเพื่อนที่เรามั่นใจว่า(มัน)เก่งจริง หรือจะให้ดีลองใช้บริการหรือไปฝากถามตาม Webboard ของที่ต่างๆ เช่น Pantip, ThaiDEV, ThaiTOP, ARMAWEB.COM, SANOOK, เว็บกระกูล SIAM รับรองคุณจะได้ข้อมูลที่ หลากหลายจากหลายความคิด จากหลายคน (ทั้งมีประสบการณ์และไม่มีประสบการ.?) ไม่แน่คุณอาจได้คำแนะนำหนังสือ จากหลายคนจนเป็นแนวทางในการเลือกซื้อได้ อีกทั้งอาจได้เพื่อนคอยปรึกษาอีกต่างหาก แล้วผมขอแนะนำให้คุณทำใจ ถ้าคุณยังเห็นว่าหนังสือราคา 400-500 บาท มันแพง เพราะโดยมากก็ขายกันในราคาประมาณนี้ครับ หนังสือที่คุณซื้อเป็นคู่มือต้องอยู่กับคุณไปอีกนานนะครับ ไม่ว่าคุณจะเป็น เก่งหรือไม่เก่ง หนังสือที่ดีจะสามารถเป็นแหล่งหาข้อมูลแก้ปัญหาได้ครับ กัดฟันสักหน่อยน่าครับ 400-500 บาท ถ้าอับเงินจริงๆ ก็ห้องสมุดเลยครับผม
อ้อ... และก็เผื่อใจไว้กับภาษาอังกฤษด้วย คือ จะบอกว่าในไทยเราก็แค่หาหนังสือ ดีๆได้ก็ว่ายากแล้ว ยิ่งจะหาหนังสือที่ขยายความรู้ออกไปอีกนี่แทบไม่มีเลย จะไปเรียนพิเศษในยุค IMF ก็ยังต้องคิด 2 จิต 2 ใจ ฉะนั้นหนังสือ หนังสือต่างประเทศ หรือที่เรียกจนติดปากเป็นศัพท์นักศึกษา คือ "TEXTBOOK" พวกนี้ล่ะครับ ดีที่สุดแพงจริง แต่เต็มที่ก็ไม่เกิน 3000 บาท (ยังถูกกว่าเรียน) ถ้าคิดว่าพออ่านมันได้ก็ดีครับ ผมเองก็ไม่เก่งภาษาอังกฤษอะไร แต่ด้วยแรงพยายามอันสูงสุด ก็ยังอุตสาห์ (หากรรม) มานั่งอ่านอยู่ได้ เปิดจน Dictionary พังไปเล่มหนึ่งแล้ว อ่านไปได้ครึ่งเล่มแล้วครับ หนังสือพวกนี้ยากแค่ความที่มันเป็นภาษาอังกฤษ ส่วนเนื้อความก็ไม่ได้ยากไปกว่าของไทยหรอครับ (แต่มันจะยาก อังกฤษ+เนื้อหา) แต่ถ้าทำได้คุณจะเป็นหนึ่งที่เก่งจนหาตัวจับยาก (และก็เก่งภาษาอังกฤษโดยบริยาย) ก็แนะนำว่า ศึกษาจากหนังสือภาษาไทยก่อน ถึงศึกษาไปแล้วเกิดล้มกลางคันก็ยังดี เพราะราคามันไม่แพง… จากนั้นพอเก่งแล้วก็ ไปหา Textbook ดีๆมาอ่านถ้าแพงมากไป ก็ไปหาตามห้องสมุด หรือ ถ่ายเอกสารเอาไปเลย (อย่างน้อยบ่างครั้งถูกกว่า) คุณจะได้เนื้อหาที่ละเอียดขึ้นจาก TextBook ครับ.
ผมขออีกนิดนะครับ ใครที่สามารถหา TextBook อ่านได้ อ่านแล้วอย่าเก็บเอาไว้คนเดียว อยากให้คุณเขียนสรุปเนื้อหาที่คุณอ่านได้ เอาว่าเผยแผ่ให้คนอื่นๆ ที่มีโอกาสน้อยกว่าได้อ่าน หรือถ้าที่บ้านมี Scanner ก็สเกน แล้วแปลงเป็น เอกสาร Word แล้วเอาไปแจก… คนไทยให้ทั่วเว็บเลย ถ้าทำเองแล้วกลัวโดนจับเมล์มาบอกผม เดียวทำให้เอง… ศึกษาเองจะเก่งได้เหรอ… ครับได้ครับ… ขอเพียงคุณขยัน และมีเวลาให้กับมัน ประมาณสะวันล่ะ 1-2 ชั่วโมง การที่คุณจะเก่งสะภาษาหนึ่งก็ใช้เวลาประมาณ 6 เดือนได้ (ทำใจไว้เลย) ถ้าคุณเก่งสักภาษาหนึ่งแล้วภาษาต่อไป (ถ้าคุณอยากศึกษาเพิ่มอีกก็จะเร็วขึ้น) สละเวลาว่าง มานั่งอ่าน เมื่อคุณได้หนังสือที่คุณถูกใจก็ขอให้คุณอ่านมันไป ไม่ต้องไปรีบร้อนว่าจะอ่านมันให้จนใน 1 สัปดาห์ หรือ 1 เดือน ให้คอย ๆ อ่านมันไป (แบบอ่านนิยาย) ขอให้อ่านแบบละเอียด จับใจความได้
โดยมากหนังสือ พวกนี้ จะมีตัวอย่างให้เราทำตาม ก็นั้นล่ะครับ ถ้ามีคอมอยู่ที่บ้านด้วยก็ดี สบายเลย แต่ถ้าไม่มีคอม อยู่ที่บ้านก็ลำบากหน่อย ถ้ายังเป็นนักศึกษาก็ไป อาศัยคอม ในห้อง Lab ดู คนทำงานก็แอบใช้คอมที่ทำงานนั้นล่ะครับ กับผมเองแนะนำว่า ให้คุณอ่านให้จบบทหนึ่งไปก่อนเลย เวลามีการยกตัวอย่างให้คุณ ดู ก็ขอให้คุณศึกษาจากตัวอย่าง คิดตาม ใช้ความคิดศึกษา Code แต่ล่ะบันทัดว่ามันหมายถึงอะไร ให้ทำงานอย่างไร ถ้าคุณทำอย่างนี้แล้วมีคำถามเกิดตามมาเต็มเลย ก็หมายความว่าคุณได้อ่านถึงเนื้อหาแล้วครับ ลองทบทวนเนื้อหาที่ผ่านมาดู (เป็นการอ่านย้อยซ้ำ โดยบริยาย) ไม่ว่าจะเขาใจทุกบรรทัดหรือเปล่า เมือคุณทบทวนจนรู้สึกว่าน่าจะพอแล้ว ไม่เขาใจบ้างเล็กน้อยก็ช่างมันครับ ลองทำตามตัวอย่างกับคอมพิวเตอร์ของคุณเลยครับ หลายครั้งที่ปัญหานั้นต้องรอให้คุณ ฝึกทำไประยะหนึ่งแล้วคุณจะเขาใจ ยิ่งถ้าคุณ เขียนโปรแกรมเองบ่อยๆ ไม่ว่าจะเขียนเสร็จหรือเปล่า คุณจะได้ประสบการณ์และเทคนิค ที่คุณเองเขาใจ ขยันอ่านและขยันเขียนครับ
จะให้ดีไม่เพียงแค่จากหนังสือที่คุณอ่านอยากเดียวลองหาหนังสือเสริมอีก เช่น นิตยสารคอมพิวเตอร์ที่ขายกัน ตามแผง เช่น ไมโครคอมพิวเตอร์, หนังสือในเครือ AR อย่าง Windows Magazine , Internet Today เป็นต้น หนังสือพวกนี้จะมีคอลัม ที่พูดถึงการเขียนโปรแกรมอยู่เสมอครับ คุณก็สามารหาเทคนิคได้จากพวกนี้ครับ จงเป็นนักคิด รู้จักเขียนโปรแกรมบ่อยๆ พอคุณเริ่มเป็นบ่างแล้ว นึกอยากจะเขียนโปรแกรมอะไร ก็เขียนไปเลย จะเขียนได้ไม่ได้ก็ให้ทำไป เพราะคุณจะได้ฝึกทักษะไปในตัว ได้เจอปัญหา พยายามแก้ปัญหา มีปัญหาแล้วก็พยายามมาสอบถาม เพื่อหาความรู้เขาตัวเองครับ อีกสักนิด ไปต้องไปไหนไกลเลยครับ Web อย่าง Thaidev.COM (ของ อ.กวาง), PAIWEB (ของผมเอง) เว็บพวกนี้และที่อื่นๆ อีกมากสามารถเป็นแหล่งความรู้ให้คุณได้ พวกเว็บมาสเตอร์ และคนอื่นๆ ที่มีความรู้เขามาชมเว็บ ถ้าได้ปัญหาของคุณก็ยินดีตอบอยู่แล้วครับ เป็นโปรแกรมเมอร์แล้วสิ่งจะได้ กว่าคุณจะเก่งได้ ความรู้ที่คุณศึกษาไม่เพียงแค่ เขียนโปรแกรมเป็นเท่านั้นนะครับ คุณจะมีความรู้เกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์ของคุณ เพิ่มขึ้นอีกมาก คุณจะรู้อะไร ที่ว่าด้วยคอมพิวเตอร์อีกมากมายครับ แล้วต่อไปคุณก็จะเขาใจว่าคอมพิวเตอร์ไม่ได้ยากอย่างที่คุณคิด คุณจะเป็นคนหนึ่งที่เก่งคอมพิวเตอร์ อีกทั้งเป็นการฝึกการวางแผน ฝึกเป็นนักคิดอย่างมีระบบ…
ต้องเริ่มศึกษาจากพื้นฐาน ปัจจุบัน คอมพิวเตอร์ ก้าวหน้าไปมากครับ พัฒนาขึ้นทุกวัน ปีต่อปี พักหลังนี้ เปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือเลยครับ เมื่อความก้าวหน้ามันเพิ่มขึ้นพื้นฐานมันก็ก้าวตามครับ เช่น สมัยก่อน OS พื้นฐานก็เป็น DOS เวลาที่จะพิมพ์เอกสาร ก็ต้อง CW แต่ในวันนี้ พื้นฐานก็ Windows 95 พิมพ์เอกสารก็ WinWord วันนี้คุณไม่จำเป็นต้องไปนั่ง (บ้า) ศึกษาย้อนหลังจากสมัย DOS แล้วครับ คุณก็มาศึกษา Windows ไปเลย ต่อให้คุณไม่รู้เลยกับ DOS ก็ไม่ได้ทำให้คุณไม่สามารถใช้ Windows ได้ เพียงแต่ถ้าคุณรู้พื้นฐาน Dos บ่างคุณจะใช่ Windows ได้ดีขึ้น แต่ผมให้คุณเริ่มศึกษาจากพื้นฐานตอนนี้ไปเลย แล้วคอยไปหาเศษหาเลยกันที่หลัง ไม่งัน อีก 10 ปี ไม่มานั่งเรียน DOS กันตายหรือครับ…
การเขียนโปรแกรมก็เหมือนกัน ถ้าคุณจะเขียน โปรแกรมบน Windows คุณก็ศึกษา พวก Visual Basic, Visual C++, Delphi กันไปเลย ไม่ต้องมาให้ความสำคัญกับการเขียนโปรแกรมบน Dos ให้มากมาย มันก็ขึ้นกับการศึกษาของคุณด้วยครับ เช่น ถ้าคุณ ศึกษา Visual C++ ความรู้โดยบริยายก็จะทำให้คุณรู้เนื้อหาที่เกียวกับการเขียนโปรแกรมบน Dos บ่างเล็กน้อยที่จำเป็น แล้วเมือคุณศึกษาไป คุณก็จะได้เก็บเนื้อหาไปเองทีล่ะนิด แต่ถ้าคุณรู้พื้นฐานการเขียนโปรแกรมบน Dos มาก่อนมันก็เป็นพื้นฐานให้คุณได้ ถ้ามีเงินเหลือผม ก็จะแนะนำให้คุณ หาหนังสือ (หรือเข้าห้องสมุด) แล้วก็อ่านหนังสือที่สอนให้เขียนโปรแกรมบน Dos ตามภาษานั้นๆ อ่านให้พอรู้พอไม่ต้องไปเอาเป็นเอาตายอะไรกับมัน ถ้าต่อไปไม่รู้ก็คอยกลับไปอ่านใหม่ครับ… จำแนกภาษาไว้ให้เลือก เอาเพื่อความง่ายในการเลือกภาษาที่ถูกใจกับคุณ… ผมจะพูดถึงทุกๆ ภาษาที่คนไทยเรานิยมให้ฟัง พอเป็นแนวทาง ผมแบ่งหมวดพวกมันเป็นดังนี้ ครับ
ภาษาที่ใช้พื้นฐาน Code จาก ภาษา Basic เช่น Turbo Basic, Visual Basic พวกนี้โดยมากะสินค้า (ผมใช้คำว่าสินค้า) ของ Microsoft ครับ
ภาษาที่ใช้พื้นฐาน Code จาก ภาษา Pascal เช่น Turbo Pascal, Delphi พวกนี้โดยมากเป็นผลผลิต ของ Borland ครับ
ภาษาที่ใช้พื้นฐาน Code จาก ภาษา C และ C++ เช่น (หลายอันมาก) Turbo C++, Broland C++, MS Visual C++, Symantec Visual C++ เป็นที่นิยมกันอย่างแผ่หลายครับ ที่สำคัญได้แก่ Microsoft, Broland
ภาษาที่พัฒนามาเพื่องานฐานข้อมูล เช่น MS Visual FoxPro, Broland Visual Dbase เป็นต้น พวกนี้ตัวลักษณะ Code จะเป็นเอกลักษณ์ของตน แต่ก็มีความง่ายไม่แพ้กัน
ภาษาที่พัฒนามาเพื่องานเครือข่าย เช่น Java, Perl เป็นต้น (รวมถึง กระกูล Script อย่าง JavaScript, VBScript,)
ลองสังเกตดูนะครับ เท่าที่เป็นทุกวันนี้มีคู่แข่งในวงการผลิตเครื่องมือเขียนโปรแกรม(ผมเรียกง่ายๆ) ก็จะมีอยู่ 2 ขั้วด้วยกัน คือ (1.)Microsoft, (2) Borland โดยทั่งสองเจ้าจะมีเครื่องมือเป็นตัวชูโรงอยู่คนล่ะอัน Microsoft จะมี Visual Basic เป็นหัวหอกหลัก (ปัจจุบันถึงรุ่น 6.0) แค่ชื่อก็บอกแล้วครับว่ามีพื้นฐานมาจาก ภาษา Basic โดย Microsoft ได้แทรกคุณสมบัติอันน่าใช้ของ Visual Basic ลงในสินค้าของตนไม่ว่าจะเป็น ชุดโปรแกรม Office ซึ่งใช้การโปรแกรม Visual Basic ผนวกเขาไปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ให้สูงขึ้น… อีกทั้ง การทำงานของ ASP ยังต้องพึ่งพา VB Script ซึ่งก็เป็นเชื้อสายของ Visual Basic จึงจะเห็นได้ง่า Visual Basic เป็นพระเอกตัวทำคะแนน ของ Microsoft ส่วนทาง Borland ก็จะมี Delphi เป็นขุนพลทัพหน้าสำหรับทำศึกแบบประชิดตัวกับ Visual Basic (โดยปัจจุบัน Delphi ถึงรุ่นที่ 4.0) โดยเจ้า Delphi นี้จะอาศัยพื้นฐาน Code จากภาษา Pascal (อาจจะเรียกว่า Pascal ภาค Windows ก็น่าจะได้) ทางด้านประสิทธิภาพและความง่าย ก็ไม่เป็นรอง Visual Basic จะฝัง Microsoft เลย…
ทั้ง Visual Basic กับ Delphi เป็น 2 โปรแกรมพัฒนา ("โปรแกรม"ที่ใช้เขียน "โปรแกรม") ที่ได้รับความนิยมอย่าง (บ้าคลั่ง) สูงในไทย ก็นับว่าเป็น 2 ภาษาที่น่าศึกษา เพราะมีหนังสือดีๆ ให้เลือกตามแผงหนังสืออย่างมากมาย คุณสามารถเขียนโปรแกรมบน Windows โดยที่ไม่ต้องไปเรียนเขียนโปรแกรมบน DOS (ไม่ต้องย้อนไปเรียน Basic หรือ Pascal ก่อน) อีกทั้งความง่ายของ มันทำให้คุณสามารถสนุกกับการศึกษาด้วยตัวเองเป็นอย่างมาก สำหรับท่านที่ต้องการเป็น Programmer ได้ในระยะเวลาอันสั้น 2 ภาษานี้ไม่ควรมองข้ามครับ เพราะทรัพยากรการเรียนรู้ อำนวยอยู่มากมาย นั่นคือ หนังสือ กับ เพื่อนคนไทยที่ใช้
เราหันกลับมามองที่ภาษาที่ยิ่งใหญ่ ภาษา C/C++ หลายคนจะสับสนว่า เรียก C (อ่านว่า ซี) หรือ C++ (อ่านว่า ซี-พลัส-พลัส) กันแน่ อันที่จริง C และ C++ มันเป็นภาษาคนละระดับครับ พัฒนามาคนละสมัยกัน โดยที่ C++ ได้พัฒนาต่อจาก ภาษา C (หรือ C เป็นรากฐานของ C++) โดย C++ ได้เติมส่วนขยาย(คุณสมบัติอื่นๆ) ที่ C ไม่มีลงไป ที่เห็นเป็นหลัก เช่น การเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ หรือ OOP (Object-Oriented Programming) เราเรียกได้เลยว่า C++ เป็นภาษาแรกที่บุกเบิก OOP ก็ว่าได้ และในอีกต่อมา OOP ก็เป็นมาตรฐานที่(แทบ)ทุกภาษามีกัน OOP เป็นการพัฒนาการเขียน(Code ของ)โปรแกรม ด้วยความสามารถอันนี้ สามารถลดความสับซ้อนในการเขียน Code ลงไปได้ (แต่อาจเพิ่มความสับสน กว่าจะเขาใจ OOP) OOP สามารถช่วยให้คุณจัดการกับ Code ที่มีความยาวมากๆ (หลายๆพัน บรรทัด ถึงหลักหมื่นบันทัด) ให้เป็นระเบียบและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โปรแกรมเมอร์จะมีขอจำกัดในการใช้ Code ลดลง เรียกได้เลยไม่ถูกบีบโดย Code อีกต่อไป (สำหรับคนที่เข้าใจ OOP แล้วนะครับ) อีกทั้งคุณจะหนี OOP ไม่ได้เลยกับการเขียนโปรแกรมบน Windows เพราะ OOP สามารถ Code ที่คุณจะเขียนจาก พันๆบันทัดให้เหลือ ไม่ถึง 10 บรรทัด
OOP จะช่วยในการทำงานเป็นทีมการพัฒนาโปรแกรมในระยะยาว คุณสามารถปรับแต่ง ต่อเติม Code ได้อย่างเดียวกับการต่อของเล่น (ตัวต่อ Lego) แต่เมื่อมามองในเมืองไทย C/C++ (ขอเรียกสองอันนี้คู่กันไปนะครับ) C/C++ เพิ่งจะได้รับการเหลียวมองมาไม่นานนี้เอง ผมเป็นคนหนึ่งก็ว่าได้ที่เกิดทันยุกต์ที่คนไทย (ทั่วไป) ยังกลัว C/C++ หนังสือที่มีคุณภาพพอที่จะให้คุณศึกษา C/C++ ด้วยตัวเองบนท้องตลาด จนถึงวันนี้ ฉบับภาษาไทย มีไม่เกิน 10 เล่มครับ (จริงๆผมว่าไม่ถึง 5 ด้วย) และก็เป็นครั้งแรกในรอบ 2-3 ปีก็ว่าได้ที่มีหนังสือ สอนการใช้ Visual C++ ออกมาในท้องตลาด (คิดดู 2 ปีมาเลย เพิ่งมีคนทำ Visual C++ 6.0) มาให้อ่าน และ ณ.ที่นี้ก็ขอขอบคุณ อ.กวาง (อ.นิรุธ อำนวยศิลป์) ด้วยที่ให้โอกาสกับคนไทยได้รับรู้กับความก้าวหน้า ของ ภาษา C/C++ , C/C++ เป็นอีกหนึ่งภาษาที่ น่าสนใจไม่น้อย
ในปัจจุบัน โปรแกรมเมอร์และนักพัฒนาจากทั่วโลก ยกให้ภาษา C/C++ เป็นภาษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด และ C/C++ เองยังเป็นต้นแบบให้กับอีกหลายภาษาเช่น Java, Perl เป็นต้น C/C++ เป็นภาษาที่ได้รับมาตรฐานจากทั่วโลก และเรียกได้เลยว่า C++ เป็นภาษาในงานอุตสาหกรรม อีกทั้งถ้าคุณเคยศึกษากับ อุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ C/C++ จะมีส่วนในงานพวกนี้อย่างมากเลยครับ C/C++ ยังรองรับกับงานทาง วิศวกรรม งานคำนวณ และงานทั่วไป C/C++ ก็ยังเป็นต่อภาษาอื่นอยู่เล็กน้อยเสมอ แต่เนื่องด้วยตัว Code ของ C++ ที่ หลวม ไม่เคร่งคัด C/C++ จะให้อิสระการการเขียน Code อย่างมาก จึงทำให้ C/C++ เป็นภาษาที่คนเขียนต้องหารูปแบบการเขียนของตัวเองให้เจอ ก็เลยทำให้ คนที่จะศึกษา C/C++ ต้องใช้เวลามากกว่า คนอื่นเล็กน้อย แต่ถ้าศึกษาได้แล้ว คนที่เขาใจกับ C/C++ แล้วอาจจะไม่อยากมองภาษาอื่นเลยก็ได้ สำหรับคนไทย ผมจะไม่ขัดขวางเลยถ้าจะศึกษา C/C++ กันให้มากขึ้น ดี ครับ ถ้าในใจ ชอบ คำว่า "ซี" อยู่แล้ว เรียนเลยครับ คุณสามารถใช้ C/C++ ได้แทบทุกงาน ตั้งแต่ งานเล็กๆ งาน Network ถึงงานบน Super Computer…
ส่วนภาษาจำพวก งานฐานข้อมูล พวกนี้เหมาะสำหรับงานเฉพาะงานครับ เพราะคุณสามารถพัฒนาโปรแกรมเฉพาะกิจได้ในเวลาอันสั้น แต่ก็นั่นล่ะครับ ความสามารถของมันอยู่แค่เฉพาะงาน ทางเลือกที่ดีที่สุดคือใช้มันคู่กับภาษาอื่นที่เป็นหลัก เช่น ใช้ Visual FoxPro คู่กับ Visual Basic เป็นต้น ส่วนภาษา Script ก็จะอยู่เฉพาะงานอีกนั้นแหล่ะ แต่กระซิแบบดังๆ เลยนะครับ ภาษาพวกนี้ทั่ง Script (JavaScript, VBScript) เป็นภาษาที่มีความง่ายแบบสุด คุณสามารถใช่ภาษา Script เป็นในเวลาไม่นานนัก และสามารถเก็บไปเป็นพื้นฐานในการมอง การเขียนโปรแกรมได้เป็นอย่างดี สรุปกันหน่อย.
หากคุณต้องทำงานในด้านสำนักงาน ต้องเจอ Office อยู่ทุกวัน ผมขอแนะนำให้คุณ ศึกษา Visual Basic ครับ ก็หาหนังสือ Visual Basic มาอ่านได้เลย ให้มองหาหนังสือที่พูดถึง Visual Basic 5.0 หรือ 6.0 นะครับ เมื่อคุณศึกษาจนรู้เรื่องแล้ว คุณจะสามารถนำมาพัฒนางานของคุณได้อย่างดี
หากคุณเป็น นักศึกษา (และเรียนถึง ท่านอาจารย์ ที่จะศึกษาการเขียนโปรแกรมด้วยครับ) ผมแนะนำให้เลือก Pascal, Delphi, C/C++, Visual C++ กันไปเลยครับ จริงๆ ผมอยากวาง C/C++ ไว้เป็นที่หนึ่งแต่ด้วยเมืองไทยยังหาหนังสืออ่านได้น้อยกว่า แต่ถ้าใครที่เป็นนักศึกษา (และท่านอาจารย์ที่จะหัดเขียนโปรแกรม) ถ้าเลือกภาษา C/C++ ผมสนับสนุนเต็มที่ครับ
คุณต้องทำใจกับเวลา สัก 6 เดือนกว่าคุณจะเก่งนะครับ ไม่ว่าคุณจะ อ่านหนังสือเอง หรือไปอบรมก็ตาม เวลาประมาณ 6 เดือน นี่กับกำลังดีครับ หากคุณ หัดเขียนโปรแกรมอยู่สม่ำเสมอ และศึกษา ตลอด 6 เดือนล่ะก็ คุณสามารถเป็น โปรแกรมเมอร์ชันดีได้เลยที่เดียวครับ
หากมีปัญหาอะไร เช่น เลือกหนังสือไม่ถูก (ยอมสักหน่อยนะ) งงกับปัญหาเวลาหัดเขียนโปรแกรม ก็เมล์ หรือใช้บริการ Webboard มาปรึกษาได้เลย ทั้งที่ ThaiDEV.COM เอง, PAIWEB ของผม, และอีกหลายๆ แห่งที่พร้อมบริการด้านนี้ครับ สุดท้ายนี้ก็ขอให้ทุกท่านได้เป็น โปรแกรมเมอร์กันสมใจนะครับ
ผมและโปรแกรมเมอร์อีกหลายๆท่านพร้อมเป็นกำลังใจอยู่เสมอครับ มีปัญหา ข้อสงสัยอะไรก็ติดต่อมาสอบถามกันได้ ครับ จะเมล์ หรือ Webboard ก็ได้ ขยันถามกันด้วยนะครับ อย่าเก็บเอาไว้คนเดียว บทความชิ้นนี้ยาวมาก เกือบ 10 หน้าเอกสาร หากท่านใดต้องการในรูปเอกสาร Word (Word97) ก็ไปหาโหลดกันได้ที่ PAIWEB นะครับ… ผมหวังว่าบทความฉบับนี้จะสามารถก่อให้เกิดประโยชน์แก่ทุกๆ ท่านได้นะครับ…
"ขอเพียงคุณตั้งใจ ไม่ทอดทิ้งความตั้งใจอันนั้น ไม่หวังว่าได้ได้รับคำสรรเสริญจากใคร เป็นตัวขอตัวเอง ปลายทางที่สดใสอยู่ไม่ไกลจากคุณครับ…"
นายติน (นายไพบูลย์ ดอกไม้)
PAIWEB: Public Anchor Information
E-mail: [email protected]
ICQ UIN: 30230036
ขอบคุณครับ ไว้ติดปัญหาคงต้องขอคำชี้นำแน่ๆ ครับ