แนวโน้มธุรกิจ 10 ธุรกิจ

ขอนำส่งขอมูลแนวโน้มธุรกิจ 10 ธุรกิจ  เผื่อว่าเพื่อนๆ และพี่ๆ  กำลังจะเริ่มทำธุรกิจ  ข้อมูลเหล่านี้น่าจะมีประโยชน์  เพื่อใช้ในการตัดสินใจ 1.)  ธุรกิจขนส่งสินค้าโดยรถบรรทุก  :  แนวโน้มพอใช้ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                ปี 2550  ธุรกิจขนส่งสินค้าโดยรถบรรทุกชะลอตัวจากปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองในประเทศ  กอร์ปกับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงยังทรงตัวในระดับสูง  ผู้ประกอบการจึงผลักภาระค่าใช้จ่ายบางส่วนไปให้กับผู้ว่าจ้างขนส่งสินค้าด้วยการปรับขึ้นค่าขนส่ง</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                ปี 2551  ในช่วงครึ่งแรกของปี  คาดว่าธุรกิจขนส่งสินค้าโดยรถบรรทุกยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง  แต่ในช่วงครึ่งหลังของปี  การลงทุน  การบริโภค  และการใช้จ่ายของภาครัฐบาลและเอกชนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น  ซึ่งจะกระตุ้นให้เศรษฐกิจฟื้นตัว  ขณะเดียวกันผู้ประกอบการจะปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์มาใช้ก๊าซเอ็นจีวีเป็นเชื้อเพลิงทดแทนมากขึ้น  ทำให้สามารถลดต้นทุนการขนส่งได้บางส่วน  และส่งผลให้ธุรกิจทำกำไรได้ดีขึ้น</p> 2.)  ธุรกิจห้างสรรพสินค้า  :  แนวโน้มพอใช้  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                ปี 2549  มูลค่าตลาดโดยรวมเพิ่มขึ้นเป็น 107,749 ล้านบาท  ขยายตัวร้อยละ 9.2 จากร้อยละ 6.2  ในปี 2548  เนื่องจากได้รับผลดีจากการเปิดศูนย์การค้าสยามพารากอน  และจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น  แต่ต้นทุนการดำเนินงานของผู้ประกอบการสูงขึ้น  เพราะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                ปี 2550  คาดว่ามูลค่าของตลาดจะขยายตัวได้เพียงร้อยละ 9.5  ต่ำกว่าเดิมที่คาดไว้ร้อยละ 10.4  เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว  และสถานการณ์ทางการเมืองไม่แน่นอน  ทำให้ผู้บริโภคชะลอการจับจ่ายใช้สอย  ผู้ประกอบการจึงต้องเร่งจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายตามเทศกาลต่างๆ  รวมถึงการขยายช่องทางการขายผ่าน  Internet  เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า</p> 3.)      ธุรกิจรถยนต์มืองสอง  :  แนวโน้มพอใช้  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 9pt; text-indent: 11.25pt" class="MsoNormal">       ปี 2549  การที่เศรษฐกิจโดยรวมชะลอตัวลง  ผู้บริโภคจึงมีรายได้และกำลังซื้อจำกัด  และหันมาใชรถยนต์มือสองกันมากขึ้น  โดยยอดรถยนต์มือสองมีจำนวน 950,000 คัน  ขยายตัวจากปี 2548  ร้อยละ 6.7</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 9pt; text-indent: 11.25pt" class="MsoNormal">       ปี 2550-2551  คาดว่าภาวะธุรกิจรถยนต์มือสองจะเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 5.3 และ 4.0 ตามลำดับ  ทั้งนี้ผู้ประกอบการมีแผนการส่งเสริมการขายตลอดปี  โดยเฉพาะเงื่อนไขการกำหนดเงินดาวน์ต่ำเพียงร้อยละ 10  อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3.75-5.25  มีระยะเวลาผ่อนชำระนาน 24-72 เดือน  ขณะที่สถาบันการเงินยังสนับสนุนให้สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์  สำหรับปี 2551  คาดว่าภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่  ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมจะดีขึ้น  และหากอัตราดอกเบี้ยยังทรงตัวในระดับต่ำต่อไป  อาจทำให้ภาวะธุรกิจโดยรวมชะลอตัวเล็กน้อย</p> 4.)      ธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ต  :  แนวโน้มพอใช้  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 9pt; text-indent: 27pt" class="MsoNormal">ปี 2549  รายได้ของธุรกิจเพิ่มขึ้นร้อยละ 8  เนื่องจากได้รับผลดีจากการที่ผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้าใกล้บ้านและทำอาหารรับประทานเองมากขึ้น   ประกอบกับผู้ประกอบการรายใหญ่มีการขยายสาขาในต่างจังหวัดเพิ่มขึ้น  ขณะที่ผู้ประกอบการรายเล็กก็มีการพัฒนาระบบการบริหารจัดการให้ทันสมัยเพิ่มขึ้น  อย่างไรก็ตามอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น  และราคาน้ำมันที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูง  ส่งผลให้ต้นทุนในการดำเนินงานของผู้ประกอบการเพิ่มสูงขึ้นด้วย</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 9pt; text-indent: 27pt" class="MsoNormal">ปี 2550  พฤติกรรมของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญในเรื่องสุขอนามัยและความปลอดภัยของอาหารมากขึ้น  จึงเกิดกระแสนิยมซื้ออาหารจากซูเปอร์มาร์เก็ตแทนตลาดสด  ทำให้ธุรกิจยังคงมีศักยภาพและขยายตัวต่อเนื่อง  แต่รายได้ของธุรกิจจะชะลอลงเหลือร้อยละ 7  เนื่องจากภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น  ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง</p> 5.)      ธุรกิจก่อสร้าง  :  แนวโน้มพอใช้  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 9pt; text-indent: 27pt" class="MsoNormal">ปี 2550  ธุรกิจก่อสร้างขยายตัวประมาณร้อยละ 7.4  ชะลอตัวลงจากปี 2549  ตามภาวะเศรษฐกิจ  ประกอบกับสถานการณ์ทางการเมืองเกิดปัญหาความวุ่นวาย  อีกทั้งในเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดปัญหาความไม่สงบอีกด้วย</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 9pt; text-indent: 27pt" class="MsoNormal">ปี 2551  คาดว่าธุรกิจก่อสร้างจะกระเตื้องขึ้น  จากการก่อสร้างรถไฟฟ้า 2 สาย  คือ  สายสีแดง  และสายสีม่วง  นอกจากนี้ภาวะการเมืองจะมีความชัดเจน  ทำให้นักลงทุนในประเทศและต่างประเทศมีความเชื่อมั่นมากขึ้น  ขณะเดียวกันการเร่งรัดโครงการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคและระบบขนส่งมวลชนจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง  จะช่วยกระตุ้นการก่อสร้างภาคเอกชนฟื้นตัวตาม</p> 6.)      ธุรกิจจำหน่ายวัสดุก่อสร้างและตกแต่ง  :  แนวโน้มพอใช้  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 9pt; text-indent: 27pt" class="MsoNormal">ปี 2550  ธุรกิจศูนย์จำหน่ายวัสดุก่อสร้างและตกแต่งยังคงชะลอตัวลง  เนื่องจากปัจจัยลบทางเศรษฐกิจ  ปัญหาความไม่สงบทางการเมือง  และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์  โดยเฉพาะโครงการบ้านจัดสรรใหม่เปิดตัวลดลง  ทำให้ความต้องการใช้วัสดุก่อสร้างและตกแต่งมีแนวโน้มลดลง  ธุรกิจมีการแข่งขันสูงขึ้น  ผู้ประกอบการมีการใช้กลยุทธ์เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาด  อาทิ  การให้บริการติดตั้งสินค้าตกแต่งฟรีถึงบ้านโดยช่างผู้เชี่ยวชาญ  การขายสินค้าพ่วงพร้อมลดราคา  การปรับปรุงโชว์รูมศูนย์จำหน่ายฯ  ให้ดูดีทันสมัยมีสินค้าให้บริการพร้อม</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 9pt; text-indent: 27pt" class="MsoNormal">ปี 2551  คาดว่าธุรกิจจะทรงตัวใกล้เคียงกับปี 2550  หากภาคธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ยังไม่ฟื้นตัว  นอกจากนี้การแข็งค่าของเงินบาทและราคาน้ำมันที่ทรงตัวในระดับสูง  จะเป็นปัจจัยที่สร้างความกังวลให้กับผู้บริโภค  ชะลอการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย  ซึ่งทำให้การต้องการสินค้าวัสดุก่อสร้างและตกแต่งยังคงชะลอตัวต่อไปได้อีก  นอกจากนี้ธุรกิจจะมีการแข่งขันสูงขึ้น  มีการใช้กลยุทธ์ทางด้านราคา  และการแจกของแถมเพื่อช่วงชิงลูกค้า  อย่างไรก็ตามที่อยู่อาศัยที่สร้างมาแล้ว 5-10 ปี  ต้องมีการปรับปรุงซ่อมแซมให้มีสภาพดีขึ้น  ก็ยังคงเป็นตลาดที่ใหญ่มากสำหรับผู้ประกอบการที่จะเข้ามาแย่งชิงลูกค้า</p> 7.)      ธุรกิจรับสร้างบ้าน  :  แนวโน้มพอใช้  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 9pt; text-indent: 27pt" class="MsoNormal">ปี 2550  คาดว่าที่อยู่อาศัยสร้างเองและจดทะเบียนเพิ่มในเขต กทม.  และปริมณฑลขยายตัวเพียงร้อยละ 3.6  ขณะที่ผู้ประกอบการรับสร้างบ้านให้ความสำคัญกับลูกค้ากลุ่มบ้านระดับราคา 2-3 ลบ.มากขึ้น  ทำให้มีการแข่งขันสูง  และเกิดการตัดราคาค่าก่อสร้าง  ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อคุรภาพบ้าน  อย่างไรก็ตามอัตราดอกเบี้ยเงินกู้มีแนวโน้มลดลง  และการพัฒนาแบบบ้านใหม่ให้เลือกมาก  ทำให้ผู้บริโภคยังคงใช้บริการรับสร้างบ้าน  และส่งผลให้บริษัทรับสร้างบ้านยังคงรักษาสวนแบ่งตลาดได้ถึงร้อยละ 20</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 9pt; text-indent: 27pt" class="MsoNormal">ปี 2551  คาดว่าธุรกิจรับสร้างบ้านจะขยายตัว  ใกล้เคียงกับปี 2550  เนื่องจากปัญหาทางการเมืองเริ่มคลี่คลาย  ภายหลังการเลือกตั้งและมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่  ทำให้ผู้บริโภคมีควมเชื่อมั่นและจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น  อย่างไรก็ดีธุรกิจยังคงมีการแข่งขันรุนแรง  มีการพัฒนาแบบบ้านใหม่ๆ  ที่จูงใจให้ผู้บริโภคมีความต้องการสร้างบ้านมากขึ้น</p> 8.)      ธุรกิจบ้านจัดสรร  :  แนวโน้มควรระวัง  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 9pt; text-indent: 27pt" class="MsoNormal">ปี 2550  ธุรกิจต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงด้านต้นทุนการก่อสร้างที่สูงขึ้น  ส่งผลให้ผู้ประกอบการจะต้องปรับกลยุทธย์ทางการตลาดเพื่อสร้างโครงการที่เหมาะสม  และสามารถแข่งขันได้  ขณะที่ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อบ้านช้าลง  ทำให้ผู้ประกอบการมียอดขายน้อยอย่างไรก็ดีบ้านจัดสรรระดับราคาไม่เกิน 3.0 ลบ.  ที่มีการคมนาคมสะดวก  อาทิทาวน์เฮ้าส์ในเมืองยังเป็นที่ต้องการของตลาด</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 9pt; text-indent: 27pt" class="MsoNormal">ปี 2551  คาดว่าธุรกิจจะฟื้นตัวเล็กน้อย  เมื่อปัญหาทางการเมืองเริ่มคลี่คลาย  ภายหลังการเลือกตั้งและมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่รวมถึงภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้น  นอกจากนี้อัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มลดลงและการส่งเสริมการขาย  จะช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อบ้านเร็วขึ้น  อย่างไรก็ดีจากการที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่หันมาเปิดโครงการที่อยู่อาศัยระดับกลางมากขึ้น  อาจทำให้ปริมาณบ้านที่เปิดขายมีมากกว่าควมต้องการ  ส่งผลให้ตลาดมีการแข่งขันรุนแรง  ซึ่งผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีเงินทุนสูงสามารถใช้กลยุทธ์ทางการตลาดในการส่งเสริมการขายได้มากกว่า  ขณะที่ผู้ประกอบการรายเล็กมีเงินทุนน้อย  ความสามารถในการแข่งขันต่ำกว่า  ทำให้มียอดขายลดลง  และอาจประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน</p> 9.)      ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ไม้  :  แนวโน้มพอใช้  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 9pt; text-indent: 27pt" class="MsoNormal">ปี 2549  ตลาดในประเทศชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ  อุตสาหกรรมจึงใช้อัตรากำลังการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 68.7  ในเดือนธันวาคม  สูงขึ้นจากร้อยละ 64.5  ในเดือนพฤศจิกายน  อย่างไรก็ดีผู้ประกอบการปรับตัวด้วยการร่วมเป็นพันธมิตร  กับธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในการใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้ตกแต่งอาคารและที่อยู่อาศัยที่สร้างเสร็จแล้ว  พร้อทั้งขยายตลดไปสู่เมืองใหญ่ในภูมิภาคมากขึ้น  สำหรับการส่งออกชะลอตัวลงจากปี 2548  ถึงร้อยละ 11.8  เนื่องจากสหรัฐฯ  ซึ่งเป็นตลาดหลักหดตัว  มีมูลค่าลดลงร้อยละ 15.9  เช่นเดียวกับตลาดญี่ปุ่นและสหภาพยุโรปที่ลดลงร้อยละ 5.4 และ 18.2 ตามลำดับ  แต่ตลาดอื่นๆ ยังขยายตัวบ้างโดยเฉพาะออสเตรเลียที่เติบโตถึงร้อยละ 30.9 มีมูลค่า 249.9 ลบ.</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 9pt; text-indent: 27pt" class="MsoNormal">ปี 2550  คาดว่าตลาดในประเทศจะยังชะลอตัว  การแข่งขันรุนแรงขึ้นทั้งจากสินค้านำเข้าและการทำตลาดของผู้ประกอบการในประเทศเพื่อชดเชยรายได้ที่สูญเสียจากการส่งออก  สำหรับการส่งออกในช่วงครึ่งแรกของปีมีมูลค่า 10,297.9 ลบ.  ลดลงจากระยะเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 13.2  โดยตลาดสงออกหลักได้แก่  สหรัฐฯ  ญี่ปุ่น  และสหภาพยุโรปยังลดลงต่อเนื่อง  ขณะที่ตลาดอาเซียนเพิ่มขึ้นร้อยละ 28.4 แต่มูลค่าต่ำเพียง 284.3 ลบ.  ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 481.3 ลบ.  สูงขึ้นร้อยละ 4.9  โดยการนำเข้าจากจีนยังมีมูลค่าสูงสุด  รองลงมาได้แก่  มาเลเซีย และ พม่า</p> 10.)   ธุรกิจเลี้ยงสุกร  :  แนวโน้ควรระวัง  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 9pt; text-indent: 27pt" class="MsoNormal">ปี 2549  ราคาสุกรที่สูงขึ้นในปี 2548  จูงใจให้เกษตรกรขยายการเลี้ยง  ประกอบกับเกษตรกรที่เคยเลี้ยงสัตว์ปีกและประสบปัญหาโรคไข้หวัดนกบางส่วนหันมาเลี้ยงสุกรแทน  ส่งผลให้ปริมาณการผลิตสุกรเพิ่มขึ้น  แม้ว่าจะมีลูกสุกรตายไปเป็นจำนวนมากจากโรคติดต่อทางระบบสืบพันธ์และทางเดินหายใจก็ตาม  ขณะที่ความต้องการในประเทศชะลอตัวลงจากภาวะน้ำท่วมใหญ่ในหลายพื้นที่  รวมทั้งเกิดปัญหาความไม่สงบทางการเมือง  ประกอบกับราคาเนื้อไก่ซึ่งเป็นสินค้าทดแทนมีราคาต่ำลง  จึงกดดันให้ราคาสุกรที่เกษตรกรจำหน่ายได้อ่อนตัวลงตามลำดับ  สวนทางกับต้นทุนการเลี้ยงที่สูงขึ้น  ด้านตลาดส่งออกลดลงจากปีก่อน  เนื่องจากจีนระบายเนื้อสุกรราคาถูกจำนวนมากเข้าทุ่มตลาดในฮ่องกงซึ่งเป็นตลาดหลักของไทย  (มีสัดส่วนร้อยละ 99)</p>ปี 2550  การผลิตสุกรมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากปัญหาอุปทานล้นตลาดต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา  อีกทั้งเกษตรกรขนาดกลางและขนาดเล็กต่างประสบปัญหาขาดทุนการดำเนินงาน  ในขณะที่ผู้ผลิตรายใหญ่ที่ดำเนินธุรกิจครบวงจรจะได้รับประโยชน์จากการผลิต ผลิตภัณฑ์สุกรแปรรูปในราคาสูง