แกะรอย สถูปใต้ดิน ที่เก็บพระบรมสารีริกธาตุ

พระอรรถกถาจารย์กล่าวว่า ที่ตั้งห้องใต้ดินนี้อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงราชคฤห์.

บนเจดีย์แก้วผลึกนั้น โปรดให้สร้างเรือนทำด้วยรัตนะล้วน. บนเรือนรัตนะนั้น  ให้สร้างเรือนทำด้วยทองคำไว้. บนเรือนทองคำนั้น  ให้สร้างเรือนด้วยเงินไว้. บนเรือนเงินนั้น ให้สร้างเรือนทำด้วยทองแดงไว้. บนเรือนทองแดงนั้น โรยเมล็ดทรายทำด้วยรัตนะทั้งหมด  เกลี่ยดอกไม้น้ำ  ดอกไม้บกไว้ ๑,๐๐๐ ดอก  โปรดให้สร้างชาดก  ๕๕๐ ชาดก  พระอสีติมหาเถระ  พระเจ้าสุทโธทนมหาราช  พระนางมหามายาเทวี  สหชาตทั้ง ๗  ทั้งหมดดังกล่าวมานี้ ทำด้วยทองคำทั้งสิ้น.

พระราชาอชาตศัตรูทรงเอาเครื่องประดับทั้งหมดบูชา ทรงปิดประตูแล้วเสด็จออกไปตั้งแต่แรก.  ท้าวเธอครั้นปิดประตูทองแดงแล้ว ทรงคล้องตรากุญแจไว้ที่เชือกผูก ทรงวางแท่งแก้วมณีแท่งใหญ่ไว้ที่ตรงนั้นนั่นเอง  โปรดให้จารึกอักษรไว้ว่า  ในอนาคตกาล  เจ้าแผ่นดินที่ยากจน จงถือเอาแก้วมณีแท่งนี้ กระทำสักการะพระบรมธาตุทั้งหลายเทอญ.
..
......
.......
ผนวกกับตอนที่พระเจ้าอโศกไปเอาพระบรมสารีริกธาตุ

ครั้งนั้น พระราชาอโศก ทรงถือตรากุญแจที่ติดอยู่ที่เชือกผูก ทอดพระเนตรเห็นแท่งแก้วมณีและเห็นอักษรจารึกว่า ในอนาคตกาล เจ้าแผ่นดินที่ยากจนถือเอาแก้วมณีแท่งนี้แล้ว  จงทำสักการะพระบรมธาตุทั้งหลาย. ทรงกริ้วว่า  ไม่ควรพูดหมิ่นพระราชาเช่นเราว่า เจ้าแผ่นดินยากจน ดังนี้ แล้วทรงเคาะซ้ำๆ กันให้เปิดประตู  เสด็จเข้าไปภายในเรือน.

ประทีปที่ตามไว้  เมื่อ๒๑๘ ปี  ก็โพลงอยู่อย่างนั้นนั่นเอง  ดอกบัวขาบก็เหมือนนำมาวางไว้ขณะนั้นเอง  เครื่องลาดดอกไม้ก็เหมือนลาดไว้ขณะนั้นเอง  เครื่องหอมก็เหมือนเขาบดวางไว้เมื่อครู่นี้เอง.  พระราชาทรงถือแผ่นทอง  ทรงอ่านว่า  ต่อไปในอนาคตกาล  ครั้งกุมารพระนามว่า  อโศก  จักเถลิงถวัลยราชสมบัติ  เป็นพระธรรมราชาพระนามว่า  อโศก ท้าวเธอจักทรงกระทำพระบรมธาตุเหล่านี้ให้แพร่หลาย ดังนี้แล้วตรัสว่า  ท่านผู้เจริญ  พระผู้เป็นเจ้ามหากัสสปเถระเห็นตัวเราแล้ว ทรงคู้พระหัตถ์ซ้ายปรบกับพระหัตถ์ขวา.

ท้าวเธอเว้นเพียงพระบรมธาตุที่ปกปิดไว้ในที่นั้น  ทรงนำพระบรมธาตุที่เหลือทั้งหมดมาแล้ว  ปิดเรือนพระบรมธาตุไว้เหมือนอย่างเดิม  ทรงทำที่ทุกแห่งเป็นปกติอย่างเก่าแล้ว  โปรดให้ประดิษฐานปาสาณเจดีย์ไว้ข้างบน.

วิเคราะห์

จากเนื้อเรื่องที่ยกมานี้ จะเห็นว่า พระเจ้าอโศก นำพระบรมสารีริกธาตุที่อยู่ในเรือนทองแดงไป. แต่ในตอนจัดเก็บนั้น ท่านบรรยายไว้ว่า เก็บพระบรมสารีริกธาตุไว้ในผอบซ้อนสถูปซ้อนๆกัน จนนอกสุดเป็นสถูปผลึก. และตอนท้าย ในบันทึกเรื่องราวนั้นกล่าวว่า พระเจ้าอโศกนำพระบรมธาตุที่เหลือไป ยกเว้นส่วนที่ถูกปกปิดไว้.

แสดงว่า ในครั้งนั้น พระมหากัสสปะให้แบ่งพระบรมสารีริกธาตุออกเป็นสองส่วน คือ ส่วนหนึ่งเอาไว้ในสถูป อีกส่วนหนึ่งเอาไว้ในเรือนทองแดง ซึ่งอยู่ชั้นที่๔ บนเรือนรัตนะ.

ในเนื้อเรื่องกล่าวว่า เรือน๔ชั้นนั้น อยู่บนสถูปผลึก.
แต่ เมื่อพิจารณาเหตุผลแล้ว แสดงว่า ตอนพระเจ้าอโศกไปเอาพระบรมสารีริกธาตุนี้ หากต้องขึ้นเรือนจากด้านล่าง ท่านต้องได้เหยียบสถูปผลึกขึ้นไปยังเรือนทองแดง. ทั้งๆที่ในสถูปมีพระบรมสารีริกธาตุบรรจุอยู่ นี่เป็นการไม่สมควร. เชื่อว่า พระมหากัสสปะและพระเจ้าอชาตศัตรู คงไม่สะเพร่าขนาดนั้น.

หากว่ายังจะยืนกรานว่า เรือน๔ชั้น คือ รัตนะ ทองคำ เงินและทองแดงนั้น ตั้งอยู่บนสถูป ก็แสดงว่า เวลาที่พระเจ้าอโศกลงจากผิวดินไป ก็เหยียบอยู่ที่ชั้นเรือนทองแดงเลย คือ ไม่ได้ปีนสถูปขึ้นไป. ซึ่ง ยังไงๆ ก็ต้องอยู่บนสถูปผลึกอยู่เช่นเดิม นั่นเป็นการไม่สมควรแก่พระบรมสารีริกธาตุส่วนที่อยู่ในสถูปแน่ๆ.

อีกประการหนึ่ง ขนาดของเรือนทองแดงนั้น น่าจะกว้างขวางพอสมควร พอที่คนจำนวนเป็นสิบคนจะยืนอยู่รวมกันได้ ต้องมีห้องเป็นโถง ไม่ใช่ห้องเล็กๆ. เมื่อเป็นอย่างนั้น เรือนที่ใหญ่ขนาดนั้น จะตั้งอยู่บนสถูปผลึก สถูปผลึกก็จะต้องใหญ่มากอยู่. แต่ในจินตนาการของข้าพเจ้านี้ คิดว่า สถูปที่ว่านั้น คงไม่ใหญ่มาก จนขนาดที่ว่า มีพื้นที่ด้านบนสถูปกว้างใหญ่ขนาดนั้น.

จากข้อสังเกตนี้ ข้าพเจ้าจึงคิดว่า คำว่า "บน" นี้ สมมติเสียว่าเป็นคำว่า "อุตตระ" ซึ่งแปลว่าเหนือ. ก็ถือใหม่เสียว่า  เรือนพระบรมธาตุ๔ชั้นนั้น ตั้งอยู่ทางเหนือของสถูป. เมื่อเป็นอย่างนี้ ก็จะพอเขียนผังสถูปใต้ดินได้. และจะเห็นสถูปกับเรือน อยู่คนละส่วนกัน.

ข้อสำคัญ ตอนท้ายของเรื่องราว กล่าวว่า พระเจ้าอโศกนำพระบรมธาตุไป ยกเว้นส่วนที่ปกปิดไว้. นี่ล่ะคือปัญหา คือร่องรอยที่จะแกะต่อไปว่า รอยทางของพระพุทธศาสนา จะดำเนินไปอย่างไร? เรื่องราวต่างๆในพระพุทธศาสนาจะเป็นไปอย่างไรได้บ้าง