ปรัชญาชีวิตที่ควรปลูกฝังเพื่อลูกเติบโตเป็นคนดี เริ่มต้นจาก
การตั้งเป้าหมายความสำเร็จในชีวิตของลูก
สอนลูกด้วยแบบอย่างชีวิต คำสอน การให้ความรักความเข้าใจ การสื่อสาร การเอาใจใส่ ด้วยมุ่งหมายให้ลูกประสพความสำเร็จในการดำเนินชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่พ่อแม่ทุกคนปรารถนา แต่น่าเสียดาย ที่พ่อแม่จำนวนไม่น้อยตั้งเป้าหมายความสำเร็จของลูกต่ำเกินไป เทียบไม่ได้กับคุณค่าชีวิตของลูกที่เราได้ให้ดำเนินมา พ่อแม่บางคนต้องการให้ลูกตั้งเป้าหมายชีวิตเพื่อสร้างความมั่งคั่งร่ำรวย เพื่อจะได้มีความสุขเพราะพวกเขาคิดว่าความสุขของคนเราคือการมีเงินมากๆ อันเป็นเหตุให้ลูกไหลไปตามกลไกตลาดไม่ได้พัฒนาศักยภาพที่อยู่ในตัวออกมาอย่างเต็มที่
เป้าหมายความสำเร็จที่พ่อแม่ควรให้ลูกแสวงหา ไม่ควรมุ่งหวังเพียงการมีตำแหน่งงานที่ใหญ่โตเป็นเจ้าของธุรกิจพันล้าน มีเกียรติยศชื่อเสียง เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงเปลือกกระพี้ที่ไร้คุณค่า ไร้ราคาในตัวมันเอง แม้ตลอดชีวิตวิ่งหาจนประสพความสำเร็จ ในที่สุดจะพบกับความว่างเปล่าปราศจากความอิ่มเอมใจในวาระสุดท้ายของชีวิต
ปรัชญาความสำเร็จที่ปลูกฝังให้กับเด็กคือ ให้ดำเนินชีวิตในโลกนี้อย่างคุ้มค่าที่เกิดมาเป็นคน สอนให้เขาเรียนรู้ที่จะนำเอาสิ่งดีที่มีอยู่ในตัวออกมาใช้อย่างสุดกำลังความสามารถ เพื่อทำในสิ่งที่มีคุณค่า ก่อประโยชน์สูงสุด ไม่ใช่เพียงเพื่อตัวเอง ครอบครัว หรือเพื่อนฝูงเท่านั้น แต่เพื่อสังคมส่วนรวมด้วย จนกระทั่งถึงวันสุดท้ายของชีวิต เพื่อวันที่เขาจากโลกนี้ไปจะเหลือไว้เพียงสิ่งที่ดีและมีคุณค่าต่อส่วนรวม
ชี้แนะเด็กๆ ให้เขาเห็นคุณค่าของตนเองและทำหน้าที่ของเขาอย่างเต็มศักยภาพ และเรียนรู้ที่จะนำสิ่งดีที่มีอยู่ในตัว ไม่ว่าจะเป็นความรู้ ความสามารถ สติปัญญา ทักษะและศักยภาพในด้านต่างๆ ออกมาใช้อย่างสุดกำลังความสามารถ ตามบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบต่อตนเองและต่อส่วนรวม สอนให้เห็นว่าความสำเร็จที่แท้จริงไม่ได้วัดที่จำนวนเงินทอง ตำแหน่งหน้าที่ ชื่อเสียง เกียรติยศ แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะมีประโยชน์ เราควรใช้สิ่งเหล่านี้เพื่อช่วยให้สังคมส่วนรวมดีขึ้น แต่ไม่ควรที่เราจะตกเป็นทาสมัน
ปลูกฝังให้เห็นคุณค่าคน เพื่อลูกจะทำดีเพื่อผู้อื่นได้
ถ้าอยากให้พวกเขาเติบโตขึ้นเป็นปัญญาชนที่ทำประโยชน์ต่อส่วนรวม มีนิสัยที่คำนึงถึงคนอื่นบ้าง จึงควรปลูกฝังปรัชญาการมองโลกให้ลูกๆ ตระหนักว่า คนทุกคนมีคุณค่า ไม่ขึ้นอยู่กับว่าเขาเป็นใคร ทุกคนควรได้รับเกียรติในฐานะคน ไม่ควรสอนลูกให้วัดคุณค่าคนที่ความเก่งกาจ ความงาม ความมีฐานะ รูปร่างหน้าตา เครื่องแต่งกายภายนอกหรือวัตถุอื่นๆ การสอนให้ลูกเห็นคุณค่าของคนเป็นรากปรัชญาของการสร้างสันติให้เกิดขึ้น ลูกของเราจะมีค่านิยมของการไม่ทำร้าย ไม่เอาเปรียบผู้อื่น รู้จักให้เกียรติ ไม่ดูถูกเหยียดหยามคนที่อ่อนแอ ยากจนกว่า ทำให้ลูกไม่ไหลไปตามกระแสโลกที่มักให้คุณค่าแก่เงินทอง ชื่อเสียงเกียรติยศ ความงดงามและความสมบูรณ์ของร่างกาย แต่ลูกจะเห็นคนมีความเป็นคนเท่าเทียมกันไม่ว่าเขาจะเป็นใคร จะมีใจรัก ให้อภัย ไม่เป็นคนที่ชอบก่อเรื่องทะเลาะวิวาท เกลียดชัง ดูถูก หรือเอาเปรียบผู้อื่น
ปลูกฝังให้เห็นคุณค่าของการให้อภัย
โลกนี้มีการให้อภัยกันน้อยเกินไป สิ่งที่เกิดขึ้น ความเกลียดชังและการทำร้ายกันและกันมากยิ่งขึ้น เด็กผู้ชายจำนวนไม่น้อยในสังคมไทยได้รับการปลูกฝังความคิดที่ว่า " ลูกผู้ชายฆ่าได้หยามไม่ได้ " เด็กผู้ชายจึงเห็นเป็นเรื่องของศักดิ์ศรี เกียรติเป็นเรื่องใหญ่ ไม่สามารถให้ใครมาดูถูกดูแคลนได้ ผลที่เกิดขึ้นคือ การทะเลาะวิวาท อาจถึงขั้นใช้กำลังหรือประหัดประหารกันเพียงเพราะไม่พอใจที่อีกฝ่ายมาดูถูกเหยียดหยามแม้ตนเองจะทำผิดต้องได้รับโทษก็ยินยอม หรือหากยึดค่านิยม " แค้นนี้ต้องชำระ " " ตาต่อตาฟันต่อฟัน " โลกคงหาความสงบไม่ได้ จะมีแต่คนจะเป็นศัตรู รบราฆ่าฟันกันอย่างง่ายดาย ในทางตรงกันข้ามเราควรสอนลูกให้รู้จักให้อภัยผู้อื่นด้วยการมองส่วนที่ดีและพยายามทำความเข้าใจผู้อื่นด้วยใจเป็นธรรม
ปลูกฝังคุณค่าของการเสียสละ ไม่เห็นแก่ตัว
ในโลกแห่งการแข่งขัน " ความเห็นแก่ตัว " ได้เข้าครอบครองจิตใจของคน อันเป็นเหตุให้ผู้คนต่างดิ้นรนแสวงหา ตักตวงและเก็บกักความมั่งคั่ง ความสุขสบาย ความรู้ ความรัก และสิ่งเติมเต็มต่างๆ ที่เขาคิดว่าจะนำมาซึ่งความสุขและความสบายแก่ชีวิตของตน โดยหลีกเลี่ยงความยากลำบากให้ได้มากที่สุด ซึ่งหากทุกคนคิดและทำเช่นนี้ทั้งหมด โลกนี้จะมีคนจำนวนมากที่บาดเจ็บและถูกปล่อยให้ทนทุกข์ยากลำบาก เพียงเพราะเขาไม่แข็งแรงพอที่จะต่อสู้เพื่อตักตวงและเก็บกักสิ่งเหล่านี้ได้ เช่น คนพิการ คนด้อยโอกาส คนยากจน คนไร้การศึกษา คนมีปัญหาต่างๆ คนเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือจากความเมตตาของคนในสังคม
พ่อแม่ต้องตระหนักว่า สังคมทุกวันนี้มีคนที่เห็นแก่ตัวมากเกินไป และมีคนที่เห็นแก่ผู้อื่นน้อยเกินไป จึงเป็นเหตุให้ปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย พ่อแม่ที่เห็นแก่ตัวจะเลี้ยงดูลูกอย่างปราศจากความรักและความเอาใจใส่ คนในสังคมที่เห็นแก่ตัวจะเอาเปรียบผู้ที่อ่อนแอกว่า คนต่างมุ่งสร้างฐานะให้ตนเองไม่สนใจกันและกัน ยินดีทำทุกอย่างแม้กระทั่งสิ่งผิดเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนเองปรารถนา ความเสื่อมโทรมต่างๆ จึงเกิดมากขึ้น คนที่หมดโอกาสในการดำรงชีวิตที่ดีย่อมจะคิดสั้นทำร้ายผู้อื่น ก่ออาชญากรรม ทำร้ายผู้ที่อ่อนแอและไม่มีทางสู้ ฯลฯ
ดังนั้น จะเป็นการดีกว่าหรือไม่ที่เราจะสร้างลูกของเราคนหนึ่งให้เขาสามารถเป็นผู้หนึ่งที่มีชีวิตอยู่เพื่อกระทำการดีแก่ผู้อื่น โดยสอนลูกให้รู้ว่า คนในโลกจะอยู่อย่างมีความสุขได้ หากมีคนรู้คอยช่วยเหลือและมีน้ำใจให้แก่กัน ให้ทุกคนมีที่พักพิงยามที่เขาประสพความทุกข์ยาก ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ให้ลูกรู้ว่าชีวิตจะมีค่าถ้าเราแบ่งปันสิ่งที่มีอยู่ออกไปเพื่อผู้อื่นไม่เพียงแต่รับจากผู้อื่นเข้ามาเท่านั้น เขาจำเป็นต้องอยู่เพื่อผู้อื่นด้วย ไม่ใช่อยู่เพื่อตนเองเพียงฝ่ายเดียว
พ่อแม่ควรสอนลูกว่า หากชีวิตของเราอยู่เพื่อหาเลี้ยงชีพ เราคงไม่ต่างกับสิงสาราสัตว์ที่และเล็มหญ้าเพื่อเอาตัวรอดไปวันๆ ชีวิตเราเกิดมาควรทำสิ่งที่ดีมีค่ามากกว่านี้ คือไม่อยู่โดยมีตัวเองเป็นศูนย์กลางแต่อยู่เพื่อรังสรรค์สิ่งดีให้แก่ผู้อื่นและสังคม
หากเราผู้ซึ่งเป็นพ่อแม่มีโอกาสที่จะเลี้ยงดูลูกของเรา เราควรเลี้ยงดูเขาอย่าง ดีเลิศ ให้ลูกได้เติบโตขึ้นเป็นคนดีเป็นคนๆ หนึ่งที่ช่วยยกระดับความสุขของคนในสังคมให้เกิดขึ้น โดยให้เขาได้มีโอกาสใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าและเป็นประโยชน์แก่มนุษยชาติ ไม่ได้เป็นผู้หนึ่งที่คอยเบียดเบียนหรือไม่ใส่ผู้อื่น และปล่อยให้ปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นโดยเห็นว่ามิใช่ธุระของตน และในที่สุด ลูก จะเป็นความภาคภูมิใจสูงสุดในบั้นปลายชีวิตของเรา เป็นศักดิ์ศรียิ่งใหญ่ที่เราได้มีโอกาสเลี้ยงดูเขาให้เติบใหญ่เป็น " คนดี "