ใครที่ได้ไปเมืองจีนมาแล้ว ชื่อว่าต้องร้องเมื่อยขาเมื่อยคอ กันแทบทุกคน เพราะประเทศจีนนั้นมีขนาดใหญ่มหึมา

          ระยะนี้ผมมีงานประดังเข้ามามากครับ ทั้งเรื่องงานประจำและงานจร

          แถมท้ายด้วยงานที่ไม่พึงปรารถนาบางประการ คือมีเรื่องที่ถูกฟ้องร้องในสายงานที่ต้องมาเสียเวลานั่งเขียนแก้คำฟ้องอีก

          ทำไปทำมา นิติกรของมหาวิทยาลัยชมเปาะ ว่าเขียนภาษากฎหมายดี ท่าจะได้นบ.กิตติมศักดิ์อีกปริญญาหนึ่งเสียกระมัง

          ช่วงนี้เป็นช่วงที่ชีพจรลงเท้าด้วยครับ เพราะมีงานติดต่อทั้งภายในและภายนอกประเทศหลายรายการ เลยทำให้ไม่ค่อยมีเวลามาเปิดอ่าน Gotoknow เรียกว่าหายหน้าไปเป็นอาทิตย์ๆเลยแหละ

          ขณะที่กำลังพิมพ์ข้อความอยู่นี้ ก็กำลังอยู่ที่สนามบินครับ รอขึ้นเครื่องไปกรุงเทพ งานนี้ต้องไปพบกับท่านคณบดีคณะมนุษย์ฯที่ม.บูรพา เจรจากันเรื่องผู้เชี่ยวชาญภาษาเกาหลีที่ขอมาอยู่ที่เชียงใหม่และถือโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องศูนย์เกาหลีและดูงานสาขานิติศาสตร์ไปพร้อมกัน ขากลับต้องขออภัยท่านคณบดีงดรับเลี้ยงข้าวเย็น เพราะนัดไว้กับน้องรองและน้องเล็กที่กรุงเทพฯ ต้องมาล้มทับเสียหน่อยตามธรรมเนียมพี่น้องร่วมสาบาน

         เรื่องกินเดี๋ยวน้องรองหรือน้องเล็กแก้มยุ้ยคงเล่า ส่วนผมขอข้ามไปเล่าเรื่องเก่าที่ติดค้างไว้คราวก่อนก็แล้วกัน

<p>
</p>

   สี่หนุ่มในแภบเมืองเก่าของ เหม็งซี(เอ..ดูถมึงทึงเกินไปไหมนี่?)

</span><p>        ที่ติดไว้จากคราวก่อนว่าจะเล่าเรื่องไปจีนให้ฟังต่อครับ ไปคราวนี้เป็นการไปเยือนจีนเป็นครั้งที่…เอ? รอเดี๋ยว ขอนับนิ้วก่อน

        ไปกรุงปักกิ่ง สองครั้ง อืม..ไปเมืองเซี่ยงไฮ้สองครั้ง ไปมณฑลหนานหนิง หนึ่งครั้ง อ้อ…ครั้งที่หกครับ </p><p>       แต่คราวนี้ไป มณฑลยูนาน ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน มีคุนหมิงเป็นเมืองหลวง เมืองคุนหมิง มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 6 จากทั้งหมด 27 มณฑล มีประชากร 33 ล้านคน! โดยเป็นชนกลุ่มน้อยถึง 24 เผ่า ครอบคลุมพื้นที่ถึง15,561 ตารางกิโลเมตร อยู่สูงเหนือระดับน้ำทะเล 6,200 ฟุต มีสมญานามว่า เมืองแห่งฤดูดอกไม้ผลิตลอดกาล

        ใครที่ได้ไปเมืองจีนมาแล้ว ชื่อว่าต้องร้องเมื่อยขาเมื่อยคอ กันแทบทุกคน เพราะประเทศจีนนั้นมีขนาดใหญ่มหึมาและสิ่งก่อสร้างทั้งหลายแหล่ ก็ล้วนมีสัดส่วนที่สอดรับกับขนาดของพื้นที่

        เรียกว่า ไปดูอะไรก็ตาม ต้องแหงนหน้ามองจนเมื่อยคอหรือไม่ก็เดินกันจนขาฉิ่ง เช่น คราวไปชมพระราชวังที่กรุงปักกิ่งยังงี้ เดินจากประตูทางเข้าด้านหนึ่งกว่าจะทะลุไปทางจัตุรัสเทียนอันเหมินได้ ขาแทบฉิ่งดีว่ามีของสวยๆงามๆล่อให้ดูตลอดทางเลยพอทำใจไหว

        หรือคราวไปเยือนกำแพงเมืองจีนยังงี้ ขนาดเล็งก่อนขึ้น เลือกว่าเอาแค่เดินสองป้อมเท่านั้น ยังต้องยืนหอบแฮ่กๆ เอามือกุมหัวใจอยู่ตั้งสองนาน

        ดังนั้น ทุกคนที่ไปจีนจะซาบซึ้งกับสเกลที่สถาปนิกจีนยืดอกเบ่งได้ว่าจีนนั้นมีความยิ่งใหญ่จริงๆเชิงปริมาณโดยเฉพาะความกว้างกับยาว </p><p>       ผมมาจีนคราวนี้ เป็นเพราะว่าท่านอธิการบดีชวนมาร่วมลงนามในสัญญาความร่วมมือ ทางวิชาการกับมหาวิทยาลัยหวงเหอ ซึ่งมีสาระสำคัญในการแลกเปลี่ยนอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญและนักศึกษา ตลอดจนร่วมกิจกรรมทางวิชาการอื่นๆอันพึงมีในอนาคต

       ในปัจจุบัน มหาวิทยาลัยของจีนมีความต้องการที่จะต้องส่งออกนักศึกษาเป็นจำนวนมาก เนื่องจากความยิ่งใหญ่เชิงปริมาณของจีนนี่แหละ ขนาดมีกฎหมายควบคุมจำนวนประชากรให้แต่ละครอบครัวมีลูกได้คนเดียวก็ตาม จำนวนที่นั่งในมหาวิทยาลัยของจีนยังมีไม่พอ

       ดังนั้น ทุกมหาวิทยาลัยของจีนจึงมีความจำเป็นที่จะต้องส่งออกนักศึกษาจีนที่มีความประสงค์จะเรียนในภาษาต่างประเทศออกไปยังประเทศต่างๆ และหนึ่งในประเทศที่นักศึกษานิยมมาเรียนนั้นก็คือ ประเทศไทย

       ผมทราบข้อมูลมาว่า อย่างน้อยที่สุดมหาวิทยาลัยจีนต้องส่งนักศึกษาประมาณร้อยละสิบของจำนวนนักศึกษาที่มีอยู่ อย่างเช่นมหาวิทยาลัยหวงเหอมียอดนักศึกษาอยู่ประมาณเกือบแปดพันคน ก็ต้องส่งนักศึกษาออกแปดร้อยคน

       นักศึกษาแปดร้อยคนนี้ ต้องกระจายไปยังประเทศต่างๆ ตามแต่การแสวงหาความร่วมมือได้และมาประเทศไทยประมาณครึ่งหนึ่งหรืออย่างน้อยที่สุดหนึ่งในสาม ฉะนั้น ทุกมหาวิทยาลัยจำเป็นที่จะต้องดิ้นรนแสวงหาความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศด้วยเหตุผลความจำเป็นดังกล่าว ซึ่งมหาวิทยาลัยหวงเหอนี้ก็เช่นกัน มีสัญญากับมหาวิทยาลัยในไทยอยู่อย่างน้อยสามแห่ง

       มาทำความรู้จักกับมหาวิทยาลัยนี้สักเล็กน้อยดีกว่า

       มหาวิทยาลัยหวงเหอ ตั้งอยู่ที่เมืองเหม็งซี ตั้งอยู่ทางตอนไต้ของยูนาน มีอาณาเขตติดกับชายแดนประเทศเวียตนาม เรียกได้ว่าเดินไปเพียงไม่กี่กิโลก็เข้าเวียตนามได้แล้ว เขาจึงประกาศตนว่า อยู่ในประตูที่เปิดสู่เซ้าท์อีสเอเชีย

       เหม็งซีเป็นเมืองอุตสาหกรรมทางเกษตรที่ใหญ่มากและรัฐบาลจีนกำลังวางแผนสร้างให้เป็นเมืองเศรษฐกิจและเป็นฐานส่งออกสินค้าทางเกษตรแก่กลุ่มประเทศในเซ้าท์อีสเอเชีย

       ตอนผมไปบ้านเมืองก่อสร้างเสร็จแล้ว สวยงามและใหญ่โตมากแต่ยังไม่ได้ย้ายประชากรมาอาศัยจนครบตามแผน ผมจึงดูแปลกๆตาว่าเหมือนเมืองใหม่ร้างๆชอบกล เหมือนดูภาพเขียน Surrealisms ที่มีแต่ตึกใหญ่ๆ ถนนกว้างๆแต่ไม่มีคนสักคน </p><p>      ดูแล้วเหงาเข้าไปในหัวใจ

       พอถึงมหาวิทยาลัยหวงเหอ ผมเลยแหงะหน้าหันมาถามหนูลิซ่า ว่าขอเล่าข้อมูลทั่วไปของมหาวิทยาลัยให้ฟังหน่อย


       หนูลิซ่า ก็เอียงคอยิ้มหวานน่ารัก อธิบายให้ฟัง

      มหาวิทยาลัยหวงเหอนี้ มีพื้นที่กว้างขวางถึง ๑๑๐ เฮ็กเตอร์และทั่วบริเวณสิ่งก่อสร้างทั้งหมดในพื้นที่ ๒๐๐.๐๐๐ ตารางเมตร เปิดการเรียนการสอนอยู่ ๒๔ สาขาวิชา ได้แก่ สาขาศิลปศาสตร์และวรรณคดี วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ ครุศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ นิติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ บริหารธุรกิจเป็นต้น

       นับว่าเป็นมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่มากและกำลังพัฒนาไปไกล โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็นสองส่วน มีถนนคั่นกลาง ส่วนแรกพัฒนาเรียบร้อยแล้ว เป็นส่วนที่มีอาคารเรียนรวม มีโรงยิมเนเซี่ยมขนาดใหญ่มหึมา มีโรงแรมหรือหอพักคณาจารย์ที่ออกแบบเป็นเรือนแยกย่อยๆอยู่ในบริเวณที่ร่มรื่น สวยงาม</p><p>

      </p><p>       ตรงกลางสุดมุมถนน มีประติมากรรม สไตล์รัสเชียอยู่เป็นแท่งทำด้วยหินใหญ่สองก้อน ด้านบนทำเป็นรูปนกบินเชื่อมหินสองก้อนเข้าด้วยกัน และนกนั้นบินขึ้นไปสู่ท้องฟ้ากว้าง คงมีแนวความคิดเป็นแหล่งบ่มเพาะความรู้เพื่อให้นักศึกษา(นก)สามารถโบยบินไปได้อย่างอิสระในอนาคต

      ท่านอธิการบดี Dr.Bing Peng มาต้อนรับด้วยตนเองอย่างกันเองที่สุด ดูสบายๆ สังเกตดูคนจีนไม่ค่อยสนใจเรื่องแต่งเนื้อแต่งตัวเท่าไรนัก ท่านอธิการบดีและผมแต่งสูทเต็มยศ เพราะมีการลงนามในสัญญาและงานเลี้ยงรับรอง แต่ดูท่านอธิการบดีท่านทำตัวสบายๆ พูดภาษาอังกฤษคล่องบรื้อ เพราะเป็นเคยไปเรียนที่อเมริกา</p><p>

     </p><p>        ท่านพาไปชม คณะศิลปะการแสดง มีกลุ่มนักศึกษากำลังฝึกเล่นแอ็คคอร์เดี้ยนอยู่เป็นกลุ่มๆ ที่เมืองไทยเริ่มหายากแล้ว มีครูสอนบัลเล่ย์มาจากรัสเชีย กำลังฝึกกันอย่างสนุกสนาน มีห้องเรียนเปียโนและห้องอัดเสียง

      หลังจากนั้น ท่านพาไปชมห้องทำงานของท่าน เชิญอธิการบดีของผมนั่งโต๊ะทำงานของท่านและถ่ายรูปร่วมกัน  ห้องทำงานท่านดูทันสมัยเป็นห้องโล่งๆมีกระจกล้อมรอบสามด้าน สามารถมองทะลุไปดูบริเวณของมหาวิทยาลัยได้</p><p>

     </p>
<p>        มหาวิทยาลัยนี้มีสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่และสวยงามมาก ท่านอธิการบดีได้กรุณาพาคณะเราไปเยี่ยมชมสถานที่ด้วยตนเองและอธิบายด้วยความภาคภูมิใจว่าท่านอยู่ในตำแหน่งนี้มาสิบเอ็ดปีแล้ว เคยเป็นรองอธิการบดีมาสามปีและได้รับการแต่งตั้งจากพรรคคอมมิวนิสต์ให้ดำรงตำแหน่งนี้

       ท่านพูดไปพลางยักไหล่ไปพลาง ตามสไตล์อเมริกันเพราะเรียนจบมาจากอเมริกา ดังนั้นจึงอธิบายเป็นภาษาอังกฤษอย่างคล่องแคล่ว เล่นเอาอาจารย์วิราช จากสาขาวิชาภาษาจีนยืนหาวเพราะหมดโอกาสเป็นล่ามแปล

       ท่านนำพวกเราไปชมสถานที่ทั่วแคมปัส มีคณะศิลปะศาสตร์ คณะวิจิตรศิลป์ดูนักศึกษาซ้อมดนตรีและเต้นบัตเล่ห์ โดยมีอาจารย์ผู้สอนจากรัสเชีย แล้วพาไปดูห้องสมุด สโมสรนักศึกษาที่พรั่งพร้อมโรงยิมเนเซี่ยม ห้องฟิตเนส สระว่ายน้ำขนาดโอลิมปิคและห้องกิจกรรมต่างๆ ผมเห็นสระว่ายน้ำแล้วชักฟิต จึงขึ้นไปยืนเต๊ะท่าเป็นนักกีฬาโอลิมปิค ซึ่งทำให้หนูลิซ่าทำตาโตรีบจับภาพมาอวดได้พอดี</p><p>

       </p>
<p>       แล้วพาเราไปลงนามในสัญญาและงานเลี้ยงรับรอง ซึ่งประกอบด้วยอาหารจีนชั้นดีรสเลิศ ยกมาเสริฟ์เป็นทีละจานตามธรรมเนียมฝรั่ง (ต้องขอโทษที่ไม่มีภาพให้ชมเพราะกล้องแบตหมดพอดี) ซึ่งตามธรรมเนียมจีนต้องมีการยกแก้วและร้องคำว่า กันเปยคือการกระดกแก้วดื่มรวดเดียวหมดแก้วและประสานมือชูแก้วให้ดู เป็นเชิงว่า ตูดื่มจนหมดแก้วด้วยความนับถือยิ่งแล้วนะ

       เริ่มต้นด้วยท่านอธิการบดี ลุกขึ้นเดินมาหากล่าวคำอวยพรก่อนแล้วเชิญดื่มเรียงคนเลยนะครับ กลุ่มของเรามีสี่คนก็สี่แก้ว

       หลังจากนั้นก็เป็นรองอธิการบดี ผู้อำนวยวิเทศสัมพันธ์และรองผู้อำนวยการตามลำดับ ผมนับดูหกคน…ก็หกแก้วแล้วซิเรา

       ผมเป็นคนธรรมชาติลงโทษให้แพ้สุรา กินนิดเดียวหน้าแดงก่ำ ตอนเรียนอยู่ศิลปากรท่ามกลางคอสุราทั้งหลายผมจึงเลี่ยงไปใช้ปากร้องเพลงลูกเดียว

      แต่มาคราวนี้…เลี่ยงไม่ได้  เพื่อศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของคนบางระจัน(เกี่ยวไหมนี่?) พอถึงรอบคนไทยท่านอธิการบดีนำไปดื่มอวยพรแล้ว ผมจึงตามไปเป็นลำดับสอง อีกหกแก้วแล้วเราผมนับอยู่ในใจ

      ดีว่าเป็นไวน์แดง ไม่แรงเหมือนเหมาไถ เหมือนตอนไปหนานหนิงแต่ก็เล่นเอาผมกลับมานั่งฟังเสียงหัวใจตนเองเต้นจังหวะสามช่านิดๆ

      กินอาหารไปได้อีกสามสี่คำ ก็เอาอีกแล้วรองอธิการบดีของหวงเหอก็ลุกขึ้นมาขอดื่มอวยพรให้แล้วตามติดมาเป็นพรวนตามลำดับอาวุโส ผมนับในใจอีกห้าแก้วแล้วตู

      หลังจากนั้นท่านอธิการบดีก็สะกิดว่าเป็นตาของผมที่ต้องนำขบวนไปดื่มอวยพรตอบ ผมจึงลุกขึ้นยืน ยืดอกยิ้มหน้าแดงก่ำนำหน้าออกไปอย่างกล้าหาญชนแก้วมันดะทุกคนอย่างไม่ยั่น แต่จำไม่ได้ว่าอวยพรว่าอย่างไรบ้าง

      จำได้เพียงแรกๆว่า “for your healthy” บ้าง  “for our friendship ” บ้าง“for our future ” บ้าง </p><p>      พอรอบหลังๆกว่าจะหมดทุกคนคนละสองรอบ ผมคงกล่าวเพียง for…(นึกไม่ออกแล้วช่างหัวมัน) แล้วกระดกพรึ่บกระดกพรึ่บ แล้วกลับมานั่งอย่างสง่างามให้ได้ก็ดีถมไปแล้ว

      กว่าจะหมดรอบทุกคนก็จำได้ยากว่าเวียนกี่รอบและกี่แก้ว แต่เห็นขวดไวน์แดงหมดไปมากกว่าหนึ่งโหลและหัวใจผมเปลี่ยนไปเต้นเป็นจังหวะกัวราช่า แมมโบ้ ควิกวอลซ์และแทงโก ตามลำดับ

     ตอนประมาณสามทุ่มกว่าๆ กลายเป็นจังหวะร็อคแอนด์โลว์ แล้วสโลว์ดาวน์มาเป็นจังหวะบีกิน พอดีท่านอธิการบดีจีนลุกขึ้นยืนคำนับปิดฉากงานเลี้ยง

     เฮ้อ
! นึกว่าจะออกท่า ช่า ช่า ช่า อีกรอบแล้ว

     ดังนั้น หากใครจะไปเชื่อมสัมพันธภาพกับจีน ก็ขอให้เตรียมตัว เอ้ย! เตรียมคอให้ดีนะครับ ส่วนผมขอกลับไปคายรางจืดทิ้งก่อน
 
</p><p>     แฮ่ะ แฮ่ะ ดีว่ามีเคล็ดวิชาอยู่สองสามกระบวนท่า :)

     ดูงานมหาวิทยาลัยหวงเหอแล้ว มีข้อคิดที่ได้มาหลายๆอย่างครับ

     อย่างแรก ประเทศไทยเป็นแหล่งเป้าหมายที่จีนต้องส่งนักศึกษามาเรียนอย่างแน่นอน ทำอย่างไรจึงจะจับตรงนี้ให้เป็นประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศไทย เพราะผมเห็น สกอ.ทำโรดโชว์พามหาวิทยาลัยของไทยไปขายในจีน บางแห่งอยากได้ชื่อว่ามีนักศึกษาต่างประเทศมาเรียน จึงเสนอราคา ลด แลก แจก แถม ทำให้เสียเปรียบมหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัยของจีนบางแห่งที่ฉวยโอกาสใช้เราเป็นแหล่งผลิตนักศึกษาเขา โดยกินหัวคิวเอาเงินก้อนโตไปสบายใจเฉิบ

    บางแห่งเขี้ยวขนาด กดค่าเล่าเรียนถูกๆแล้วยังเรียกร้องให้สอนถึง ๒๐ สัปดาห์ต่อเทอมอีกด้วย (มหาวิทยาลัยไทยสอนประมาณ ๑๖ สัปดาห์/เทอม)

    อย่างที่สอง คือเรื่องในอนาคตนักศึกษาจีนจะหลั่งไหลมาทำงานในไทย โดยเกิดจากผลพวงที่มาเรียนภาษาไทยในไทยประมาณหนึ่งเทอมหรือหนึ่งปี แล้วถือโอกาสมาเป็นครูสอนภาษาจีนในโรงเรียนไทย ซึ่งโรงเรียนส่วนใหญ่กำลังอยากได้ เพราะในขณะนี้โรงเรียนมัธยมทุกแห่งบรรจุวิชาภาษาจีนอยู่หลักสูตรระดับมัธยมศึกษาและมหาวิทยาลัยไทยยังผลิตนักศึกษาสาขาวิชาภาษาจีนไม่เพียงพอกับความต้องการ
         
     แต่ในอนาคตอันใกล้นักศึกษาไทยตกงานแน่ เพราะใครๆก็คงอยากได้ครูจีนที่พูดภาษาไทยได้ มากกว่าครูไทยที่เรียนภาษาจีนมาเพียงสี่ปี

     อย่างที่สาม ประเทศจีนเป็นตัวอย่างที่ดีในแง่การบริหารจัดการด้านการศึกษา เนื่องจากประเทศเขายากจนมาก่อน จึงเห็นความสำคัญของการศึกษาที่สามารถยกระดับชีวิตและสร้างอนาคตได้ อีกทั้งมีประชากรมากดังกล่าวจึงทำให้เกิดการแข่งขันสูงมาก นักศึกษาจีนจึงขยันมากและสนใจในเรื่องการเรียนมาก พอๆกับครูอาจารย์ที่เข้มงวดในการสอน 

     ผมเคยไปตั้งคำถามว่า มหาวิทยาลัยของเขามีปัญหาเรื่องเด็กไม่ตั้งใจเรียนหรือ
drop out สูงไหม? ปรากฏว่าอาจารย์เขาเงียบไปนาน และบอกว่าไม่มี มีแต่แย่งกันเรียน อาจารย์ก็ต้องถูกประเมินอย่างเข้มงวด ไม่งั้นก็ต้องถูกประเมินออกไปและถูกเสียบโดยคนที่รอคิวอยู่เพียบ!

     อย่างที่สี่ ผมมองจีนแล้ว ห่วงหาอาลัยภาพเดิมๆของสังคมไทย ที่เราเคยมีวัฒนธรรมและประเพณีที่ดีงามเหมือนจีน ในแง่นับถือครูและยกย่องคนที่มีอาชีพครู นักศึกษาจีนจะเคารพและเชื่อฟังครูมาก โดยเฉพาะอาจารย์ที่ปรึกษาที่นักศึกษาจีนกลัวหงอทีเดียวเพราะชี้เป็นชี้ตายต่ออนาคตการเป็นบัณฑิตได้

    แต่…เดี๋ยวนี้ในสังคมไทย นักศึกษาแทบไม่เห็นหัวครู และพอๆกับจรรยาบรรณวิชาชีพครูก็ลดระดับลงต่ำอย่างน่าใจหาย

     เอ? ว่าแต่ผมบ่นมากจนเป็นคนแก่ขึ้บ่น รึปล่าวครับ?

</p>