สงสัยอย่างนั้นคงต้องถามคนไข้แล้วล่ะว่า “เขามีเพศสัมพันธ์กันรูไหน”

วันที่ 9 ตุลาคม 2550

วันนี้เป็นวันอังคารของสัปดาห์ที่ 23 และนับถอยหลังไปก็จะเหลือ 36 วันเท่านั้น ซึ่งเป็นวันหนึ่งที่มีเรื่องสุดระทึกใจอยู่หลายเรื่อง ลองติดตามดูนะครับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                เช้านี้ผมนั่งทำงานส่วนตัวอยู่ที่ห้องยูโรพลศาสตร์ (กำลังเขียนโครงการจริยธรรมสัญจรของภาควิชาที่เมืองไทย ซึ่งเราจัดกันทุกปี ปีนี้ผมจะจัดเรื่อง 5 ส.) จนเกือบเที่ยงก็ได้ยินเสียงตังตุ๊บข้างนอกห้อง ตามมาด้วยเสียงวี๊ดว้ายโวยวายอยู่หน้าห้องตรวจ ตอนแรกนึกว่าเป็นเด็กเล่นกันเสียงดัง แต่ฟังไปฟังมาชักแปลกใจ เลยมองหน้า Sister Lilly แล้วเราก็โผล่หน้าออกไปดูด้วยกัน พบว่า คนกำลังตบกัน ที่อยู่ข้างหน้าผมนั่น มีหญิงวัยกลางคนร่างผอมบางนางหนึ่งกำลังขึ้นขี่คร่อมสตรีอินเดียน้ำหนักร่วม 100 กิโลกรัม มือกำลังบีบคอเธออยู่ โดยมีหญิงสาวร่างผอมบางนางหนึ่งและชายคนหนึ่งกำลังช่วยแยกสตรีนักมวยปล้ำทั้ง 2 นางนี้ เมื่อจัดการแยกออกมาได้ หญิงอินเดียก็ลุกขึ้นมาชี้หน้าด่าคู่กรณี แล้วสั่งให้เจ้าหน้าที่เรียกตำรวจมาโดยเร็ว ครูลีโผล่หน้าออกมาแล้วสั่งการให้เรียกหน่วยรักษาความปลอดภัยของโรงพยาบาลมาก่อน ถึงตอนนี้ผู้คนต่างก็มามุงดูการต่อสู้ด้วยน้ำเสียงกันอย่างเมามัน จะว่าไปแล้วคนที่ส่งเสียงตลอดเวลาตอนนี้ก็คือสาวอินเดียครับ  เธอเลือดอาบแก้มด้านขวาเชียว ส่วนคนจีนคู่กรณีนั่งเฉยๆ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                เมื่อเหตุการณ์เริ่มสงบ ผมจึงเริ่มสวมวิญญาณนักสืบทันที แต่จะว่าไปก็ไม่ต้องหาข้อมูลที่ไหนเลย เพียงนั่งในห้องของ Sister Lilly แค่นี้ข้อมูลก็หลั่งไหลมาเพียบ เรื่องมันมีอยู่ว่า ระหว่างที่คนไข้ต่างนั่งรอตรวจอยู่นั้น สาวอินเดียร่างระหงนางหนึ่งนั่งคุยโทรศัพท์ เธอคุยนานมากและเสียงดังฟังชัด ชัดและดังจนน่ารำคาญ ป้าคนจีนท่านนั้นคงหงุดหงิดอยู่นาน จนท้ายที่สุดเธอก็หมดความอดทน เอื้อมมือมาดึงโทรศัพท์ออกจากมือและหูของสาวอินเดียคนนั้น เมื่อมีการยื้อแย่งกันเกิดขึ้น ข้างฝ่ายหญิงจีนจึงลุกขึ้นมาบีบคอคุณสาวอินเดียทันที ทันใดนั้นแม่ของสาวอินเดีย คนที่ร่างท้วมระยะสุดท้ายที่กล่าวถึงตอนแรกก็ถลาเข้ามาช่วยลูกสาวตัวเองทันที แต่อารามร่างกายที่ใหญ่โต คงเคลื่อนไหวไม่สะดวก เธอจึงล้มลงดังตุ๊บใหญ่ นั่นคือต้นเสียงที่ผมได้ยินไปเมื่อครู่นี่เอง การสู้รบชุลมุน ซึ่งดูเหมือนคนจีนท่านนั้นจะได้เปรียบ เธอข่วนหน้า บีบคอ เรียกลูกไม้มวยจีนออกมาเพียบ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ท้ายที่สุด คนที่ชนะคือคนดูอย่างพวกผมครับ เพราะไม่เจ็บ เลือดไม่ออก ไม่นานนักหน่วยรักษาความปลอดภัยก็มาถึง ตามมาด้วยตำรวจ เรื่องนี้คงจะจบลงที่ศาลครับ แต่ตอนนี้ทั้งคู่ต้องแยกจากกันชั่วคราว เพราะคนหนึ่งต้องเข้าตรวจกับอาร์ลีน อีกคนหนึ่งเข้าตรวจกับหว่องฟุก เพื่อนผม เรื่องจึงสงบลงไปได้ด้วยประการฉะนี้ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                กว่าจะเสร็จเรื่องได้กินข้าวเที่ยงกันก็ปาเข้าไปบ่ายโมงครึ่ง ผมฝากให้ไอชิงไปซื้อมาให้กินที่คลินิกเลย ราวๆเกือบบ่าย 2 โมง ก็มีคนไข้โผล่หน้าเข้ามา ป้าแก่ของผมน่ะเอง เธอเป็นคนไข้ประจำของผมไปซะแล้ว คนที่ไม่ยอมตรวจกับครูหาญ เรียกร้องจะขอตรวจกับผมเท่านั้น มาแต่ละครั้งก็มีของฝากติดมือมาให้เสมอ รอบนี้เธอหิ้วสตรอเบอร์รี่มาถุงบะเริ่ม ให้เราได้แบ่งกันกิน ครูหาญเคยล้อผมเล่นบ่อยๆในเรื่องนี้ ท่านบอกว่าผมน่าจะทำงานที่สิงคโปร์ได้แล้ว เพราะว่ามีคนไข้ติดใจอยู่หลายคน “I want to see doctor Thanapan ha ha ha.” <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                บ่ายวันนี้ครูหาญหายไป <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                เมื่อวานท่านสั่งให้ปิดคลินิกในส่วนของคนไข้พิเศษในวันนี้ เปิดรับเฉพาะคนไข้ s class ให้พวกผมตรวจกันไป แล้วส่งอาร์เธอให้มาเป็น little boss ของผมและหว่องฟุก ซึ่งเขาก็มาเป็น little boss จริงๆ เพราะว่าเดินไปเดินมา คอยลงนามลงในบันทึกการตรวจของผมเกือบทุกราย ตลกจริงๆ เราสามารถจัดการคนไข้ได้ทั้งหมดราว 5 โมงครึ่ง ระหว่างนี้อาจารย์เต็มศักดิ์ก็โทรเข้ามาหา ผมเลยนัดไปทานข้าวเย็นด้วยกัน โดยผมจะไปหาอาจารย์ที่โรงแรมราว 6 โมง <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                เมื่อเสร็จงานก็นั่งคุยกันในคลินิกพักหนึ่ง ผมได้ยินเสียงหว่องฟุกคุยกับอาร์เธอเรื่องคนไข้คนหนึ่งว่าเป็น gonadal dysgenesis เลยต้องวิ่งเข้าไปฟัง เขาบอกว่าผลการตรวจอัลตราซาวนด์พบว่ารังไข่เป็นแบบ gonadal streak ซึ่งหมายความว่า รังไข่มีลักษณะเป็นแผ่นบางๆไม่ทำงาน มดลูกก็มีลักษณะเดียวกัน ได้ฟังดังนั้นเลยแย้งว่า เป็นไปไม่ได้ รังไข่แบบนี้มองด้วยอัลตราซาวนด์ไม่เห็นหรอก เขาแย้งว่ามองเห็น ผมก็ดันไปอีกว่า เรามองเห็นแผ่นขนาดไม้เขี่ยหูด้วยอัลตราซาวนด์เหรอ เขาก็เงียบไป ผมก็มาว่าเรื่องการวินิจฉัยต่อ หว่องฟุกบอกว่า เต้านมคนไข้เขาตูมเต่ง ผมก็เลยบอกว่า ถ้าอย่างนั้นเป็น gonadal dysgenesis ไม่ได้ เพราะภาวะนั้นรังไข่ไม่ทำงาน แล้วนมมันจะโตขึ้นมาได้อย่างไร เพราะนมคนเราโตได้ต้องมีฮอร์โมนเอสโตรเจน เขาบอกว่าไขมันเปลี่ยนมาเป็นฮอร์โมนได้ ผมก็แย้งว่า ไขมันเปลี่ยนได้แค่ไหน นมก็เป็นแบบไข่ดาว ไม่ใช่ภูเขา เขาก็คิดพักหนึ่ง แล้วบอกว่า คนไข้ที่เป็น TF ก็มีนม (TF มีชื่อเต็มว่า testicular feminization ซึ่งเป็นภาวะที่คนคนนั้นเป็นชายด้วยโครโมโซม 46,XY เขามีอัณฑะ สร้างฮอร์โมนเพศชายเต็มที่ แต่ร่างกายไม่ตอบสนองต่อฮอร์โมน ดังนั้นเขาจึงมีพัฒนาการของร่างกายมาเป็นผู้หญิงเต็มตัว แต่ไม่มีช่องคลอด ไม่มีมดลูก มีเต้านม แต่นมเล็ก) ผมก็แย้งไปว่า นมต้องเล็ก ระวังอย่าไปเหมาว่าไขมันของคนอ้วนเป็นนมไปล่ะ เขาก็บอกว่า ร่างสวย ผมเลยบอกว่าเป็นไปได้ยากเข้าไปใหญ่ เขาบอกว่ามีช่องคลอดลึกเหมือนผู้หญิง แต่หาปากมดลูกไม่พบ ผมก็แย้งออกไปอีกว่า นั่นเป็นไปไม่ได้อีกเช่นกันที่จะเป็น TF เพราะคนเหล่านี้มีช่องคลอดเหมือนหลุมตื้นๆเท่านั้น เขาก็แย้งกลับมาว่า การมีเพศสัมพันธ์สม่ำเสมอจะทำให้เขามีช่องคลอดลึกเข้าไปได้ ผมก็เถียงหัวชนฝาว่า เป็นไปไม่ได้ อย่างนั้นต้องเลือดตกยางออกกันบ้างล่ะ ถึงจะมีช่องคลอดลึกเข้าไปได้ถึงขนาดนั้น เขาบอกผมว่า ข้อสอบของ Royal College of Obstetrics and Gynaecology (RCOG) ของสหราชอาณาจักรออกมาเรื่อง TF บอกว่าคนไข้มีเพศสัมพันธ์ ผมก็เถียงไปว่า การมีเพศสัมพันธ์ไม่ได้บอกซักหน่อยว่าเขามีช่องคลอดเป็นยังไง (เพราะผมก็มีคนไข้ที่มีช่องคลอดเป็นแอ่งตื้นๆ เขาก็มีความสุขกับหลุมแค่นั้นได้) จนขี้เกียจเถียง จึงบอกไปว่า สงสัยอย่างนั้นคงต้องถามคนไข้แล้วล่ะว่า เขามีเพศสัมพันธ์กันรูไหน เท่านี้ก็วงแตกกระเจิงครับ อาร์เธอหน้าแดงเพราะความอาย ส่วนหว่องฟุกนั้นฮาลั่น แล้วเราก็เลิกงานพร้อมกัน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                อ่านไปอาจจะงงกับเรื่องโรค อย่าไปสนใจมันมากนะครับ เวลาหมอเขาเถียงกันในเรื่องวิชาการก็เป็นซะแบบนี้แหละ แต่เรื่องนี้ผมยอมให้ผ่านเลยไปไม่ได้ เพราะเราต้องช่วยกันเรียน ช่วยกันสอน ผมอาจจะผิดหรือถูกไม่ทุกอย่าง แต่ถ้าได้มานั่งขบคิด อ่านหนังสือ ก็คงจะดีต่อตัวเองไม่น้อย <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ก่อนออกจากคลินิก หว่องฟุก ได้พูดเรื่องการติดเชื้อซิฟิลิสในคนท้องด้วย ผมจึงหยอดไปว่า ทายซิว่า การติดเชื้อในช่วงไหนของการตั้งครรภ์ทำให้เด็กเสี่ยงต่อการเป็นซิฟิลิสแต่กำเนิด (congenital syphilis) ง่ายที่สุด เขาตอบว่าก่อน 20 สัปดาห์ ผมบอกว่าผิด คำตอบน่าจะเป็นหลัง 20 สัปดาห์ไปแล้วต่างหาก เขาถามว่าทำไม ผมตอบว่า จำไม่ได้ (ฮา) เพราะอ่านผ่านมานานแล้ว คุ้นๆว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน เขาจึงหัวเราะผมบอกว่า ผมนี่ funny จริงๆ เออ ปล่อยไปก่อน เดี๋ยวคืนนี้จะอ่านแล้วแก้ต่างไปใหม่ งานนี้มีความสุขจริงๆ สุขที่การเถียงกันแบบนี้ ไม่ลงเอยแบบนักมวยปล้ำเมื่อตอนเที่ยง ฮา <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                เลิกงานก็จับรถเมล์เบอร์ 851 เพื่อไป Chinatown ได้เจอเจ๊ลินดาบนรถ จึงนั่งข้างกัน แล้วเราก็คุยกันไปหลายเรื่อง มาลงเอยที่เรื่องความไม่ลงรอยกันของอาร์เธอกับอาร์ลีน ซึ่งทั้งคู่ (ตอนนี้ round ด้วยกัน 2 คน) ต่างสร้างสงครามเย็นใส่กันตลอดเวลา สงครามเย็นคืออะไรเหรอครับ ก็ต่างคนต่างจับผิดกันและกัน แล้วนำไปฟ้องครูหาญของผมน่ะสิ ผมกับลินดาเห็นพ้องต้องกันว่า การกระทำแบบนี้เป็นเหมือนเด็กๆ เด็กช่างฟ้อง ครูผมยุ่งจะตายอยู่แล้วยังต้องมาปวดหัวกับเรื่องแบบนี้อีก น่าเห็นใจท่านจริงๆ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                ผมมาพบอาจารย์พี่หลวงเต็มสายไปครึ่งชั่วโมง เพราะมัวแต่เถียงกับเพื่อนอยู่ จากนั้นก็พาท่านไปกินข้าวในตลาดสด Outram Park ที่เคยไปกินมาแล้ว 3 ครั้ง (พร้อมพี่การ์ตูน พี่โต้ง และไปคนเดียว) เจ้าของร้านเห็นเราก็ดีใจใหญ่ บอกว่า My friend comes. น้าน ผมเป็นเพื่อนอาเจ๊แกไปแล้ว เลยแนะนำอาจารย์ให้เขารู้จัก และก็สั่งอาหาร Sotong (อีกแล้ว) ผัดผักคะน้า และเต้าหู้ทรงเครื่อง งานนี้อิ่มอร่อยในราคา 2 เหรียญครับ ข้าวฟรีเช่นเคย เฮ้อ หมดไปอีกวัน </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>สิงคโปร์