วันแรกของค่ายปฐมนิเทศภาคกลางผ่านไปแบบสนุกสนานครับ ยังไม่มีเวลาเขียนของตัวเองเลยเอาจม.ที่พี่กริม (ทีมงานของเรา)เขียนเป็นตัวอย่างน้องสำหรับการฝึกบันทึกมาฝากกันไว้ครับ

จดหมายจากเมืองไทย

4 ตุลาคม 2550 

ถึง  พี่มุก               

 ที่เกาหลีเป็นอย่างไรบ้างจ๊ะพี่  ส่วนเมืองไทยตอนนี้หน้าฝนเริ่มโบกมือลา  กลิ่นไอลมหนาวเริ่มมาเยี่ยมเยียนแล้วจ๊ะ  หวังว่าพี่ยังคงแข็งแรงดีไม่เจ็บไม่ไข้นะจ๊ะ  สำหรับกริมตอนนี้ก็ตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อตกับการเคลียร์งานต่าง ๆ อยู่จ๊ะโดยเฉพาะงานเขียน(สะสมไว้จนเป็นดินพอกหางหมูแล้ว  พี่อย่าเลียนแบบนะจ๊ะ) ไอ้งานเขียนที่ต้องเขียนเพราะเป็นหน้าที่หรือถูกบังคับให้เขียนนี่  รู้สึกว่าหัวไม่แล่นเลยพี่ (ไม่มีบรรยากาศชวนให้อยากเขียน) ไม่เหมือนกับงานเขียนที่เราอยากเขียนด้วยใจของเราเอง เราเห็นสถานการณ์หรือข้อเท็จจริงอะไร เรารู้สึก หรือคิดอย่างไรก็เขียนบอกเล่าออกมาอย่างอิสรเสรี ไม่ต้องติดกรอบ   เหมือนเขียนถึงพี่อย่างนี้  อยากเขียนถึงทุกวันเลย สนุกกับการเขียน เพราะรู้ว่า จม.น้อยฉบับนี้ช่วยทำให้พี่คลายเหงาได้ (เห็นคุณค่า)  และเมื่อกริมเขียนบ่อย ๆ ก็ช่วยให้เรียบเรียงความคิดได้เป็นระบบขึ้นจ๊ะ  แล้วก็ทำให้ไม่ลืมเรื่องราวประวัติศาสตร์ของเรา            ครั้งที่แล้วกริมเล่าเรื่องเวทีเด็กที่หมู่บ้านดอนโพให้ฟังแล้ว  คราวนี้ก็ยังเป็นเรื่องเด็กเหมือนเดิมจ๊ะ  แต่โตขึ้นมาอีกนิด  เป็นเรื่องของเด็กเยาวชนไทยไม่ทอดทิ้งสังคม  ที่มาของเรื่องนี้ก็คือว่าพี่ชาติเค้าชวนกริมไปร่วมเข้าค่ายปฐมนิเทศของเด็กเยาวชน1000ทาง  สงสัยล่ะซีว่าคืออะไร  ก็เป็นโครงการที่เกิดจากความร่วมมือของเครือข่ายเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ(27 เครือข่าย) + สท.+ สอ.ดย.+ พม.  ที่ต้องการสร้างโอกาสและจุดประกายความคิดให้แก่เด็กและเยาวชนที่มีอายุระหว่าง 15-22 ปี  คิดสร้างสรรค์ผลงานเพื่อพัฒนาชุมชนขนาดเล็กของตนเอง (ทำอะไรก็ได้ง่าย ๆ เล็ก ๆ ตามกำลังความสามารถที่มีอยู่)  เพราะพวกเค้ามีความเชื่อว่าน้อง ๆ ทุกคนมีศักยภาพซ่อนเร้นอยู่ภายใน รอแค่โอกาสหรือได้รับการกระตุ้นให้เกิดการจุดระเบิดจากพลังภายในเหล่านั้นออกมาค่ายเริ่มเมื่อวานนี้จ๊ะ  จัดที่สวนแสนปาล์มกำแพงแสน (รู้สึกเหมือนได้กลับมาเยี่ยมบ้าน  แต่เสียดายไม่มีพี่มุกอยู่ด้วย)  น้อง ๆ ที่มาร่วมค่ายนี้มาจากหลายจังหวัดที่อยู่ในเขตภาคกลาง ก็มีสิงห์บุรี  อ่างทอง  ลพบุรี  สระบุรี  ชัยนาท  สุพรรณบุรี  อยุธยา  สมุทรสงคราม  และสมุทรสาคร  รวมทั้งหมดก็ 51 ชีวิต  ด้วยความที่น้อง ๆ อาจจะรู้สึกต่างที่แปลกถิ่น  และก็คงยังงงๆกับโครงการนี้  พวกทีมงานเค้าก็เลยออกแบบกิจกรรมเพื่อละลายความรู้สึกการเป็นคนแปลกหน้าออกจากตัวของน้อง ๆ ก่อน  สร้างความคุ้นเคยให้รู้จักกัน  เพราะไม่อย่างนั้นแล้วน้อง ๆ อาจจะรู้สึกเกร็ง  เครียด  กังวล พะวง  ซึ่งเปรียบเสมือนขอนไม้อันใหญ่ปิดกั้นเส้นทางการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้  กิจกรรมที่ใช้ก็เป็นกิจกรรมสันทนาการที่สร้างความตื่นตัวอย่างง่าย ๆ เช่นการปรบมือตามจำนวนที่บอก หรือปรบมือเป็นจังหวะ การออกคำสั่งในเกมส์ 8 คำถามให้น้องได้เคลื่อนที่เคลื่อนไหวไปพบกัน  พูดคุยกัน ถามชื่อ รวมกลุ่มเป็นพวกพ้องหมู่เดียวกัน  สร้างเสียงหัวเราะ ร้องเพลง สร้างความขบขัน ได้สัมผัสกัน พี่ลองนึกภาพน้อง ๆ วิ่งไปเอามือประกบมือ  เท้าประกบเท้า  และต้องแข่งขันกับเวลา ต้องลุ้น ต้องตื่นเต้น  ช่วยสร้างให้เส้นคลื่นความรู้สึกของน้อง ๆ มีสีสันร่วมกันได้หลายกิจกรรมเป็นสิ่งที่เราเคยเล่นกันมาตั้งแต่เด็กก็มีจ๊ะ เช่น รีรีข้าวสาร  ลมเพลมพัด มีแปลกใหม่ขึ้นมาก็มีชิงช้าสวรรค์ ดูน้องเล่นแล้วท่าทางน่าสนุกอยากเล่นบ้างจัง  (แต่วัยและสังขารน่าจะไม่เอื้อเพราะต้องใช้กำลังมากโขอยู่)กิจกรรมที่กริมรู้สึกประทับใจมาก ๆ ก็คือ กิจกรรมเดินเท้าชิด (พี่ยังไม่เคยเล่นล่ะสิ) วิธีการเล่นคือ น้องๆทุกคนต้องเดินข้ามฝั่งจากด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่งระยะทางประมาณ 15 เมตรเท่านั้นเอง กติกามีแค่ 2 ข้อง่าย ๆ คือ หนึ่งขณะเดินเท้าของทุกคนต้องติดกัน  และสองต้องเหยียบเส้นชัยพร้อม ๆ กัน  พี่ลองนึกภาพน้อง ๆ จำนวนเกือบครึ่งร้อย  ความคิดจะหลากหลายมากมายขนาดไหนในการหาวิธีการเดิน  กริมนั่งมอง ๆ น้อง ๆ เล่น  แล้วรู้สึกประทับใจมาก  เพราะเห็นความมุ่งมั่น  ความพยายาม  ของน้อง ๆ ไม่ย่อท้อที่จะไปให้ถึงเส้นชัยให้ได้ ทั้ง ๆ ที่ก็มีอุปสรรคพอสมควร  ทั้งเรื่องจำนวนคนที่มาก  ความแตกต่างทางความคิด และก็อากาศร้อนเนื่องจากไปเล่นกันที่สนามบาสซึ่งยังมีไอร้อนระอุขึ้นมาจากพื้นแล้วยังเป็นเวลาบ่ายแก่จัดซึ่งยังคงมีแสงแดดแยงตาหลงเหลืออยู่บ้าง  ช่วงแรกที่น้อง ๆ ปรึกษาหารือวางแผนการเดินมีน้องหลายคนที่แสดงตนความเป็นผู้นำทางธรรมชาติออกมา  รวมเพื่อน ๆ มาตั้งวงแลกเปลี่ยนวิธีการ  บางคู่บางหมู่ก็แยกคิด  ลองเดินลองซ้อมอยู่หลายวิธี  จนคิดว่าได้วิธีที่ดีที่สุดแล้วที่ทุกคนยอมรับร่วมกันจึงเริ่มเล่น  ภาพที่เห็นนะคะพี่เป็นภาพเหมือนการฝึกทหารเลยค่ะ มีน้องกุ้งเป็นเหมือนหัวหน้ากองร้อยคุมหัวขบวน  คอยร้องกำกับบอกสัญญาณการก้าวย่าง ทุกคนพร้อม...พร้อม (เสียงทุกคนตอบรับ) ก้าว  พร้อม...พร้อม...ก้าว   พร้อม...พร้อม..ก้าว ไปตลอดทาง มีน้องโยเป็นเหมือนรองหัวหน้ากองร้อยคุมท้ายขบวนคอยร้องเตือนระวังเป็นระยะ  และมีน้องซังช่วยสร้างสีสัน  หามุกตลกมาพูดให้ขบขัน  ไม่ว่าจะมุกหิวข้าว  มุกบนบานสิ่งศักดิ์สิทธิ์  บนหลวงพ่อ(ขอไปรดน้ำต้นไม้ที่วัดให้ 4 วันถ้าสำเร็จ)  ผ่อนคลายความตึงเครียดไปได้เยอะมาก       สงสารก็แต่น้องผู้หญิงหลาย ๆ คนที่ต้องเดินเท้าเปล่าบนพื้นที่ร้อนแล้วยังต้องเหยียบเท้ากันไว้  เดินไปก็ลำบากต้องคอยลากคอยพยุงเพื่อนข้าง ๆ ไปด้วยกัน ผ่านไปเกือบ ๆ ชั่วโมงใกล้จะลุล่วงภารกิจแล้ว  เหลือแค่เหยียบเส้นชัยพร้อมกันเท่านั้นเอง  เหมือนฟ้ากลั่นแกล้งเสียงระฆังดังเก๊งเป็นสัญญาณให้เริ่มใหม่ เหตุอันเนื่องมาจากการเหยียบเส้นชัยที่เป็นลูกคลื่นไม่พรึบพรับพร้อมกันตามเงื่อนไข (งานนี้ทีมงานต้องพิสูจน์ด้วยภาพจากกล้องวีดีโอ  น้องจึงยอมรับโดยดุษฎี)  น้องหลายคนบ้างหน้าถอดสี  บ้างรู้สึกท้อ  เสียดาย  ใครวะที่พลาด  ถอดใจกันไปหลายคน  แต่ก็ยังมีเสียงร้องให้กำลังใจแก่กันไม่เป็นไร  เริ่มใหม่ได้ตามสโลแกนของเยาวชน1000ทาง คือ เพราะทางเลือกมีมากกว่าหนึ่ง ก่อนจะเริ่มรอบสองน้องโยชวนเพื่อน ๆ พักให้หายเหนื่อยก่อน ขณะที่เพื่อน ๆ พัก  กลุ่มผู้นำธรรมชาติมีน้องกุ้ง  น้องโย น้องมืด  น้องลิต น้องต๋อง  น้องคอส และน้องจอย แยกออกมาจับกลุ่มหาวิธีการเข้าเส้นชัยเพื่อปรับแก้จุดอ่อนในรอบแรก  จนได้ท่าเข้าเส้นชัยแล้วก็มีการลองซ้อมกับเพื่อน ๆ ทั้งหมด  เพื่อให้เข้าใจเห็นวิธีการร่วมกัน  เมื่อซักซ้อมกันดีแล้วจึงขอท้าทายเหล่าทีมงานเพื่อแก้ตัวใหม่ขอเล่นรอบสอง  แต่ครั้งนี้น้องกุ้งได้ปรับตำแหน่งยืนมายู่กลางขบวนเพื่อให้เพื่อน ๆ ได้ยินเสียงสัญญาณชัดทุกคนไม่ต้องบอกพี่ก็คงเดาคำตอบได้ว่าน้อง ๆ ทำสำเร็จหรือไม่  ก็มีประสบการณ์เก่า ปรับแก้  วางแผน  ซ้อมจนเข้าใจทั่วทุกคนขนาดนั้น  รอบสองนี้ไม่ถึง 5 นาทีก็ได้ยินเสียงเฮลั่นก้องทั่วสวนแสนปาล์มด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจในการบรรลุภารกิจการเดินระยะทาง 15 เมตร  ด้วยเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง (ซึ่งถือว่าเร็วมากเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นที่เคยผ่านกิจกรรมนี้เช่นเดียวกัน)สิ่งสำคัญที่ได้จากกิจกรรมนี้  คือ  การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นด้วยตัวของน้องเองจากการลงมือปฏิบัติ  ด้วยวิธีการสร้างโอกาสกระตุ้นให้น้องคิด ๆ โดยน้องอาร์ตซึ่งเป็นหนึ่งในทีมงานมาเป็นผู้ดำเนินการชวนน้อง ๆ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ถอดบทเรียนที่ได้หลังจากการเล่นกิจกรรมเดินเท้าชิด (ภาษาทางการจัดการความรู้ เรียกว่า คุณอำนวย) ดึงความรู้ที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในของตัวน้อง ๆ เอง น้องอาร์ตไม่ได้มาเป็นผู้หยิบยื่นความรู้ให้  แต่เป็นความรู้ที่น้องทุกคนเป็นเจ้าของช่วยกันสร้างขึ้นมา  สิ่งที่น้อง ๆ ค้นพบมีหลายเรื่อง   คือ  การเรียนรู้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่ก่อนทำ   ขณะทำ และหลังทำกิจกรรม  ความรู้สึกของทีมเป็นสิ่งสำคัญที่มีผลกระทบต่อวิธีการทำงาน  การเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี งานสำเร็จได้ด้วยการมีความเชื่อมั่น ทั้งเชื่อมั่นในตนเอง  เชื่อมั่นในผู้นำ  และเชื่อมั่นในวิธีการ  วิธีที่ดีที่สุดอาจจะไม่ใช่วิธีที่เร็วที่สุด  แต่ต้องเป็นวิธีที่ทุกคนยอมรับ  ทุกคนสามารถทำได้ เพราะคนทุกคนมีความแตกต่างกันทั้งทางด้านกายภาพและฐานคิดเราต้องยอมรับในความแตกต่างเหล่านั้น ความสำเร็จบางครั้งไม่ได้อยู่ที่ผลลัพธ์สุดท้าย  แต่เราสามารถพบความสำเร็จเล็ก ๆ อย่างหลากหลายได้ตลอดเส้นทางการทำงาน (สำนวนของพวกเราเรียกว่า ต้องรู้จักเก็บดอกไม้รายทางให้เป็น) ค่ายนี้ยังไม่จบแค่นี้นะคะ  ยังเหลืออีก 2 วัน แล้วจะเขียนมาใหม่ค่ะ แต่ตอนนี้กริมต้องขอจบก่อนนะคะ....เพราะแบต...เตอออออ..รี่....ในตัววววว.....ใกล้จะดับบบบบบบ.....เลยเวลา......เคอร์ฟิววววววววส์.....ของตัวเองงงงงงงงงง........มาหลายยยยยชั่วโมง..แว้วววววววววว                                                                                                                                   คิดถึงงงงงงงงง........มากกกก....ค่ะ                                                กริมมมมม............ตื๊ด...ตื๊ดดดดดด