จิตวิทยาการเรียนรู้และการจูงใจสำหรับการฝึกอบรม
รากฐานของการฝึกอบรมคือการเรียนรู้
เพราะวัตถุประสงค์ของการฝึกอบรมคือ
การช่วยให้ผู้รับการฝึกอบรมได้เรียนรู้และเพิ่มพูนความรู้
ทักษะ และความสามารถซึ่งจำเป็นสำหรับการปฏิบัติงาน
การฝึกอบรมจึงถูกจัดขึ้นโดยตั้งอยู่บนความเชื่อที่ว่า
เราสามารถจะออกแบบจัดวางสภาพแวดล้อมที่ทำให้ผู้รับการอบรม
เกิดการเรียนรู้และถ่ายโอนความรู้นั้นไปสู่อีกสภาพแวดล้อมหนึ่ง
นักจัดการฝึกอบรมจำเป็นต้องให้ความสนใจต่อคำถามสามประการ
ดังต่อไปนี้
ประการแรก
ผู้รับการอบรมแต่ละคนมีความพร้อมและความสามารถที่จะรับการฝึกอบรมหรือไม่
ประการที่สอง
โครงการฝึกอบรมควรจะได้รับการออกแบบและจัดการอย่างไร
จึงจะช่วยเอื้ออำนวยการเรียนรู้ของผู้รับการอบรม
ประการที่สาม นักจัดการฝึกอบรมควรจะทำอย่างไร
เพื่อให้ผู้รับการอบรมสามารถรักษาและนำความรู้ทั้งปวงที่ได้รับไปใช้ในการทำงานจริง
ภาวะของผู้รับการอบรมที่ควรคำนึงก่อนการฝึกอบรม
ผู้รับการอบรมแต่ละคนควรจะเป็นบุคคลที่มีความพร้อมและแรงจูงในที่จะเรียนรู้และพัฒนาตนเอง
หรือเรียกว่ามีความสามารถในการรับการฝึกอบรม
ซึ่งหมายถึงความสามารถในการเรียนรู้ ทักษะ
และพฤติกรรมซึ่งจำเป็นสำหรับการฝึกอบรม
อาจกล่าวได้ว่าเป็นผลลัพธ์ซึ่งเกิดจากระดับความสามารถและแรงจูงใจของบุคคล
ความสามารถของผู้รับการอบรม (Trainee
Ability)
หมายถึง
ระดับความถนัดหรือทักษะสำหรับการปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง
ซึ่งผู้รับการอบรมมีอยู่ในตนเอง
ความสามารถของผู้รับการอบรมในที่นี้
ยังรวมถึงระดับวุฒิภาวะและประสบการ์ณบุคคลอีกด้วย
การฝึกอบรมจะประสบความล้มเหลว
หากผู้จัดการอบรมไม่ได้ประเมินความสามารถของผู้รับการอบรมล่วงหน้าว่า
พวกเขามีความรู้หรือทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อการฝึกอบรมหรือไม่
แรงจูงใจของผู้รับการอบรม (Trainee
Motivation)
แรงจูงใจเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทางจิตใจ
ซึ่งทำให้เกิดความตื่นตัว ทิศทาง และความยืนหยัด ในการกระทำต่างๆ
ความตื่นตัวและความยืนหยัด คือการกระทำต่างๆ
ดังนั้นผู้ที่มีแรงจูงใจจะมีพฤติกรรมหรือการแสดงออกที่เต็มไปด้วยความกระตือรือร้นและเป็นไปอย่างมีจุดมุ่งหมาย
นักจิตวิทยาเชื่อว่า แรงจูงใจจะช่วยเพิ่มพลังบุคคล
ซึ่งส่งผลกระทบต่อระดับแรงจูงใจของผู้รับการอบรม
1.
ความเชื่อเกี่ยวกับอำนาจควบคุม
ความเชื่อเกี่ยวกับอำนาจควบคุมสามารถจำแนกได้เป็นสองชนิดด้วยกันคือ
ความเชื่อว่าผลลัพธ์หรือสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากอำนาจควบคุมจากภายนอกตนเอง
หรืออำนาจควบคุมจากภายในตนเอง
ผู้ที่เชื่อในอำนาจจากภายนอกจะถือว่าผลลัพธ์ต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จความล้มเหลว เป็นผลมาจากปัจจัยภายนอก
เช่นความโชคดี หรือการกระทำของผู้อื่น
แต่ผู้ที่เชื่อในอำนาจภายในตนจะสรุปว่าความสำเร็จหรือความล้มเหลว
เป็นผลมากการกระทำของตนเอง
2.
ความเชื่อในสมรรถภาพแห่งตน
แรงจูงใจในการเรียนรู้จะเพิ่มมากขึ้น
หากผู้รับการอบรมมีความเชื่อว่าตนเองสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆได้
ความเชื่อดังกล่าวเรียกว่า ความเชื่อในสมรรถภาพแห่งตน
3.
ความคาดหวังเกี่ยวกับผลลัพธ์
ผู้รับการอบรมต้องเชื่อว่าผลที่ได้รับจากการฝึกอบรมมีความเกี่ยวข้องหรือช่วยนำไปสู่การทำงานที่ดีขึ้น
4.
คุณค่าของการทำงาน
กล่าวโดยสรุปนักจัดการฝึกอบรมจำเป็นต้องให้ความสนใจต่อภาวการณ์อบรมก่อนการฝึกอบรม
อันได้แก่ความสามารถและแรงจูงใจของผู้รับการอบรม
การเรียนรู้ = ความสามารถ x แรงจูงใจ
แนวทางในการคัดเลือกผู้เข้ารับฝึกอบรม
จึงควรจะรับผู้ที่มีความสามารถและแรงจูงใจในการเรียนรู้และปฏิบัติสิ่งที่จะสอนในการฝึกอบรมเท่านั้น
นอกนากนั้นผลของการวิจัยก็ได้ยืนยันว่าผู้ที่มีความสามารถและแรงจูงใจ
สามารถเรียนรู้ได้ดีกว่าผู้ไม่มีความสามารถและแรงจูงใจในการเข้ารับฝึกอบรม
การประเมินภาวะของผู้รับการอบรมก่อนการฝึก
สามารถกระทำได้หลายรูปแบบทั้งในรูปของการใช้แบบทดสอบ
และการทำตัวอย่างงาน
การประเมินภาวะของผู้รับการฝึกอบรมก่อนการฝึก
จะช่วยให้ทรายว่าบุคคลใดมีความสามารถและจูงใจที่เหมาะสม
และมีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จในการฝึกอบรม
การประเมินเช่นนี้จะทำให้การฝึกอบรมตรงกับกุ่มเป้าหมาย
มีความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์มากที่สุดแก่องค์กร
การออกแบบและจัดวางสภาพแวดล้อมสำหรับการเรียนรู้
หมายถึงสภาพแวดล้อมภายนอกตัวผู้เรียน
ที่มีอิทธิพลจ่อการออกแบบและจัดวางสภาพแวดล้อมสำหรับการเรียนรู้ให้เหมาะสม
และเอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้มากที่สุด
โดยนักจัดการฝึกอบรมจะต้องคำนึงถึงตัวแปรต่างๆดังต่อไปนี้
1.
ประเภทของผลการเรียนรู้
2.
เงื่อนไขของการเรียนรู้
3.
การให้ข้อมูลย้อนกลับเกี่ยวกับผลการกระทำ
4.
การปรุงแต่งเนื้อหาให้เข้าใจง่าย
5.
ความแตกต่างระหว่างบุคคล
6.
การสร้างและรักษาแรงจูงใจในการเรียนรู้
ประเภทของผลการเรียนรู้
กานเย่ ได้จำแนกประเภทของผลการเรียนรู้ออกเป็น 2
ประเภทด้วยกนคือ
1. ทักษะทางปัญญา
ทักษะเหล่านี้บางครั้งเรียกว่าความรู้เกี่ยวกับกระบวนการ
2. ความรู้ทางภาษา
หมายถึง ความสามารถในการบรรยายสิ่งต่างๆ
3. วิธีการคิด
หมายถึงความคิดความคิดที่ผู้เรียนนำมาประยุกต์ใช้กับงานใหม่
4. ทักษะในการกระทำ
หมายถึงทักษะในการประกอบกิจกรรมต่างๆ
ซึ่งต้องอาศัยอวัยวะภายนอก
5. ทัศนคติ
หมายถึง ความพึงพอใจที่จะเลือกกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
เงื่อนไขของการฝึกฝน
1.
การเรียนทั้งหมดหรือการเรียนบางส่วน
การเรียนทั้งหมดเป็นการฝึกหัดทานทั้งแต่ต้นจนจบ
โดยไม่แบ่งบทเรียนออกเป็นส่วนย่อยๆ ส่วนการเรียนบางส่วน
อาจกระทำได้สองรูปแบบ แบบแรกเป็นการแบ่งบทเรียนออกเป็นส่วนย่อยๆ
และฝึกหัดทีละส่วน ๆ จนมีความคล่องแคล่วซึ่งเรียกว่า
การเรียนบางส่วนขนานของแท้ สำหรับแบบที่สองซึ่งเรียกว่า
การเรียนบางส่วนแบบก้าวหน้า
2.
การฝึกรวดเดียวหรือการฝึกเป็นช่วง
ข้อควรคำนึงอีกประการหนึ่งในการออกแบบโครงการฝึกอบรมก็คือ
ประเด็นที่ว่าจะแบ่งการฝึกออกเป็นช่วงๆหรือจะฝึกรวดเดียว
3. การเรียนเกินพอ
หมายถึงการเรียนเนื้อหาหรืองานซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ถึงแม้ว่าจะจดจำหรือกระทำได้อย่างถูกต้องแล้วก็ตาม
การเรียนเกินพอมีความสำคัญสองกรณีคือ
3.1
เมื่อมีโอกาสในการทำงานนั้นในสถานที่จริง
3.2
เมื่อต้องการให้มีการปฏิบัติที่ถูกต้องในช่วงเวลาฉุกเฉินและวิกฤต
การให้ข้อมูลย้อนกลับเกี่ยวกับผลการกระทำ
ข้อมูลย้อนกลับเกี่ยวกับผลการกระทำเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากทั้งสำหรับการเรียนรู้และแรงจูงใจของบุคคล
ผู้รับการอบรมควรจะทรายว่าเขาจะได้รับข้อมูลย้อนกลับเกี่ยวกับผลการกระทำเมื่อไรและอย่างไร
จะมีบทบาทสำคัญสามประการในการส่งเสริมการเรียนรู้และแรงจูงใจของผู้รับการอบรม
ประการแรก จะช่วยบอกให้ผู้รับการอบรมทราบว่า
การปฏิบัติของพวกเขาถูกต้องหรือไม่
ประการที่สอง
จะช่วยให้กระบวนการเรียนรู้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น
ประการที่สาม
จะนำไปสู่การตั้งเป้าหมายเพื่อรักษาหรือปรับปรุงการปฏิบัติงานให้ดีขึ้น
อย่างไรก็ตามควรให้ข้อมูลย้อนกลับเกี่ยวกับผลการกระทำอย่างเหมาะสม
1.
ควรจะกระทำอย่างเร็วที่สุ
2.
ควรจะมีปริมาณและรายละเอียดที่เหมาะสม
3.
การให้ข้อมูลย้อนกลับในทางลบ
3.1
ผู้รับการอบรมส่วนใหญ่จะยอมรับฟังข้อมูลย้อนกลับในทางลบ
3.2
การให้ข้อมูลย้อนกลับในทางลบจะได้ผลดีมากขึ้น
หากผู้ให้มีความสัมพันธ์อันดีและใกล้ชิดกับผู้รับการอบรม
3.3
หากเป็นไปได้
ควรจะให้ข้อมูลย้อนกลับเกี่ยวกับผลการกระทำทั้งในด้านบวกและลบพร้อมกัน
4.
การให้ข้อมูลย้อนกลับเกี่ยวกับผลการกระทำจะเกิดผลดี
ก็ต่อเมื่อการปรับปรุงเป้าหมายการปฏิบัติงานของบุคคล
การปรุงแต่งเนื้อหาให้เข้าใจง่าย
เนื้อหาสาระของความรู้จะง่ายต่อการเรียนรู้และการจดจำมากขึ้น
ถ้าเป็นสิ่งที่มีความหมายต่อผู้รับการอบรม กล่าวคือ
มีความสัมพันธ์เกี่ยวโย่งกันสูง
แนวทางการทำให้เนื้อหาความรู้มีควยามหมายและเข้าใจได้ง่าย
อาจสรุปได้ดังต่อไปนี้
1.
ในตอนเริ่มต้นการฝึกอบรม
ผู้ฝึกอบรมควรจะอธิบายภาพรวมของความรู้ให้ผู้รับการอบรมได้ทราบก่อนอย่างกว้างๆ
2.
การเสนอเนื้อหาควรจะกระทำโดยใช้ตัวอย่าง
3.
เนื้อหาความรู้จะง่ายมากขึ้น
ถ้านำเสนอเป็นลำดับขั้นตอนที่เหมาะสม
4.
การเรียนรู้ทักษะทางปัญญาชั้นสูง
ควรเริ่มต้นจากการเรียนรู้ทักษะหรืองค์ประกอบพื้นฐานเสียก่อน
ความแตกต่างระหว่างบุคคล
เป็นอีกตัวแปลที่นักจัดการฝึกอบรมควรจะมีความสนใจเนื่องจากผู้รับการอบรมแต่ละคนอาจมีความถนัดไม่เท่ากัน
แนวทางดังกล่าวเรียกว่า
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างความถนัดกับวิธีการสอน
การสร้างและการรักษาจูงใจของผู้รับการอบรม
ในที่นี้จะขอเสนอทฤษฏีการจูงใจที่สำคัญ 4 ทฤษฏีด้วยกันคือ
ทฤษฏีการเรียนรู้ทางสับคม การเสริมแรง การตั้งเป้าหมาย
และความคาดหวัง
ทฤษฏีการเสริมแรง
สาระสำคัญของทฤษฏีนี้คือ ความถี่ในการแสดงพฤติกรรมหนึ่งๆ
จะถูกกำหนดโดยผลลัพธ์ที่ได้รับจากการกระทำนั้น
กล่าวอย่างง่ายๆก็คือ หากการแสดงพฤติกรรมใด
ทำให้ผู้กระทำได้รับผลทางบวก
ก็มีโอกาสที่สูงที่จะมีการแสดงพฤติกรรมนั้นออกมาอีก
สำหรับทฤษฏีการเสริมแรงเพื่อการฝึกอบรมควรคำนึงประเด็นต่างๆ
ดังต่อไปนี้
1.
พฤติกรรมที่ต้องการ
2.
แรงเสริมทางบวกหรือรางวัล
3.
ช่วงเวลาการเสริมแรง
4. กำหนดการเสริมแรง
5. การลงโทษ
ทฤษฏีความรู้ความเข้าใจทางสังคม
แบนดูรา
ได้เสนอว่าการเรียนรู้ส่วนใหญ่ของมนุษย์เป็นการเยนรู้โดยส่วนใหญ่ของมนุษย์
โดยการเรียนรู้โดยการสังเกตการกระทำของผู้อื่น
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าแนวคิดของทฤษฏีการเรียนรู้ทางสังคม
มีความแตกต่างจากทฤษฏีการเสริมแรงที่กล่าวมาได้มาแล้ว
กล่าวคือแทนที่จะเน้นวาพฤติกรรมของบุคคลเป็นผลมาจากการได้รับแรงเสริมทางบวก
แนวคิดนี้กลับเน้นว่า
การคาดคิดถึงผลลัพธ์ทีเกิดขึ้นในอนาคตต่างหากที่เป็นสิ่งจูงใจได้
และจะแสดงพฤติกรรมออกมา
ทฤษฏีการตั้งเป้าหมาย
ทฤษฏีนี้มีสาระสำคัญว่า
เป็นเป้าหมายที่มีความชัดเจนเจาะจง
และความน่าท้าทาย
จะนำไปสู่ผลของการปฏิบัติงานที่ดีกว่าเป้าหมายที่ง่าย
เป้าหมายที่ขาดความชัดเจนและน่าท้าทายมีผลต่อการปฏิบัติงาน
ก็เพราะเป้าหมายนั้นควบคุมทิศทางของพลังงานและความตั้งใจ
และกระตุ้นให้บุคคลมีการพัฒนาการที่เหมาะสมเพื่อให้บรรลุถึงเป้าหายนั้น
ทฤษฏีความคาดหวัง
ทฤษฏีนี้เสนอว่ามนุษย์แต่ละคนเป็นนักตัดสินที่มีเหตุผลแต่จะเลือกกระทำแต่สิ่งที่คิดว่าจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่น่าปรารถนา
องค์ประกอบที่สำคัญของทฤษฏีนี้จึงประกอบด้วย 1. ผลลัพธ์ 2.
คุณค่าผลลัพธ์ 3. ความคาดหวังเกี่ยวกับความพยายามและการปฏิบัติงาน และ
4. วามคาดหวังเกี่ยวกับการปฏิบัติงานและผลลัพธ์
การถ่ายโอนความรู้
คือระดับของการนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในการทำงานจริง
การช่วยให้ผู้รับการอบรมมีประสิทธิภาพในการทำงานสูงขึ้น
ประเภทของการถ่ายโอนความรู้
1.
การถ่ายโอนทางบวก หมายถึงการเรียนรู้ในงานแรกหรือในการฝึกอบรม
มีผลทำให้การเรียนรู้ในงานต่อมา
หรือการทำงานจริงมีประสิทธิภาพมากขึ้น
2. การถ่ายโอนทางลบ
หมายถึงการเรียนรู้ในงานแรกหรือในการฝึกอบรมที่มีผลให้การเรียนรู้ในง่ายต่อมา
หรือในการทำงานจริงมีประสิทธิภาพลดลง
3. ไม่มีการถ่ายโอนเกิดขึ้น
หมายถึง การเรียนรู้ไม่เกิดผลใดๆ
ผลที่ได้จากการฝึกอบรม
ผลที่ได้จากการฝึกอบรมเป็นสิ่งที่ได้รับอิทธิพลจากปัจจัยนำเข้าสามประการ
ได้แก่ 1. การออกแบบโครงการฝึกอบรม 2. ลักษณะของผู้รับการอบรม 3.
สภาพแวดล้อมในการทำงาน
ปัจจัยนำเข้าสู่การฝึกอบรม
1.
ความคล้ายคลึงกันของงาน ทฤษฏีความคล้ายคลึงกันของงานกล่าวว่า
การถ่ายโอนทางบวกจะเกิดขึ้น
เมื่องานสองอย่างนี้มีองค์ประกอบของงานที่คล้ายคลึงกัน
2.
การถ่ายโอนโดนอาศัยหลักการทั่วไป
โดยในการฝึกอบรมนั้นผู้ฝึกควรอบรมเน้นไปในการสอนหลักการทั่วไป
ซึ่งจะเป็นสำหรับการทำงาน
3.
ความหลากหลายของสิ่งเร้า หลักการนี้กล่าวว่า
การถ่ายโอนทางบวกจะเกิดขึ้นสูงสุดเมื่อผู้เรียนได้ทดลองทำงานซึ่งสิ่งเร้ามีความหลากหลาย
4. เงื่อนไชของการฝึกฝน
โครงการฝึกอบรมที่ดีจะต้องเลือกประเภทของการฝึกฝนให้เหมาสมกับวัตถุประสงค์
สรุป
หลักการและทฤษฏีเกี่ยวกับจิตวิทยาการเรียนรู้มีความสำคัญสำหรับการพัฒนาโครงการฝึกอบรม
เพราะรากฐานของการฝึกอบรมคือการเรียนรู้ ประการที่หนึ่งคือ
ภาวะของผู้รับการอบรมก่อนเข้าการฝึกอบรม
ประการที่สองการออกแบบโครงการฝึกอบรมซึ่งต้องคำนึงถึง
ประเภทของการเรียนรู้ เงื่อนไขของการฝึกฝน
การทำให้ข้อมูลย้อนกลับเกี่ยวกับผลการกระทำ
การปรุงแต่งเนื้อหาให้เข้าใจง่ายและประการที่สาม
การถ่ายโอนความรู้เป็นสิ่งที่เป็นผลมาจากการออกแบบโครงการฝึกอบรมที่ดี
ซึ่งทำให้เกิดการเรียนรู้และการจดจำ
และเม่อไปทำงานสนับสนุนให้ผู้รับอบรมนำความรู้มาประยุกต์ในการทำงาน
-----------------------------
บรรณานุกรม
การฝึกอบรมบุคลากรในองค์การ สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์