ผมจะมาเล่าต่อ เรื่องที่มสช จัด แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การทำงานนโยบายสาธารณะ กับเครือข่ายวิชาการซึ่งจำนวนไม่น้อยเป็นนักวิชาการในมหาวิทยาลัย

เราเชิญผู้มีประสบการณ์จากการเคลื่อนงานนโยบายสาธารณะด้านต่างๆ มาเล่าประสบการณ์อย่างหลากหลาย แต่ที่ผมจะเล่าให้ฟังวันนี้เป็นความเห็นจาก อาจารย์ ปราณ๊ ทินกร คณบดีคณะเศรษศาสตร์ ธรรมศาสตร์ที่นั่งฟังอยู่หลายตัวอย่างก่อนจะยกมือสะท้อนจุดอ่อน 3 ประการของนักวิชาการในมหาวิทยาลัยกับการทำงานเคลื่อนนโยบายสาธารณะ โดยใช้ความรู้ข้อมูล

ข้อที่หนึ่งคือขาด passion แปลว่า ความเร่าร้อน (หรือเปล่า) ในการผลักดันนโยบาย ผมคิดว่าข้อนี้ว่าไปแล้วน่าจะเป็นข้ออ่นอันมาจากวัฒนธรรมของวงการที่คนในวงการเขาอาจถือว่าจุดแข็ง เพราะเวลาผมไปเล่าประสบการณ์การเคลื่อนนโยบายสาธารณสุข ผ่านการทำงานวิชาการ ให้พวกฝรั่งฟัง คำถามที่มักจะเจอก็คือ คุณไม่ทำเกินหน้าที่นักวิชาการไปหน่อยหรือ

ถ้าไม่สุภาพเขาอาจจะอยากบอกเราว่า แบบนี้เขาไม่เรียกว่านักวิชาการหรอกครับ เขาเรียกว่านักเคลื่อนไหวต่างหาก

ข้อสอง่ อจ ปราณีบอกว่า คือการขาด connection ไม่ได้แปลว่าขาดเส้นสายที่จะต่อกับผู้มีอำนาจ (ดพราะเอาเข้าจริงๆนักวิชาการมีเส้นสายต่อได้มากมาย) แต่คงหมายถึงการเชื่อมโยงกับคนในสังคมวงกว้าง เพราะมักมุ่งแต่ภาระกิจในสถาบัน 

ข้อสาม อจ บอกว่านักวิชาการขาดความต่อเนื่องในการทำงาน ซึ่งทางหนึ่งที่อาจจะช่วยได้คือมหาวิทยาลัย ตั้งกลไกที่จะวส่งเสริม สนบสนุอาจารย์ให้ทำงานวิชาการในเรื่องต่างๆ พร้อมกับออกไปมีปฏิสัมพันธ์กับสังคม ได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น

ถ้ามีกลไกสนับสนุนที่มีงบประมาณชัดเจน อาจจะช่วยให้ข้ออ่อนสองข้อแรกลดความสำคัญลงก็เป็นได้

ท่านอาจารย์ทั้งหลายลองแลกเปลี่ยนหน่อยสิครับ ว่านักวิชาการจะนำความรู้ ข้อมูลจากการวิจัย ไปสู่การพัฒนานโยบายได้แต่ไหนเพียงไร อย่างไร