๐๗.๐๐ น. ผมแต่งตัวเสร็จ ตั้งใจจะไปที่ทำงานก่อนฝนตก ยังไม่ทันก้าวออกจากห้อง ฝนก็เทลงมา ประมาณ ๑๐ นาทีฝนหยุดตก ผมรีบใส่รองเท้าเดินออกจากห้องพักมุ่งหน้าสู่ห้องทำงาน ช่วงเดินออกจากอาคาร ลองยื่นมือไปรับเม็ดฝน พร้อมกับมองไปบนท้องฟ้า ไม่พบร่องรอยเม็ดฝนเลย จากนั้นจึงมองลงบนพื้นที่มีน้ำขัง ก็ไม่พบร่องรอยเม็ดฝนที่หล่นลงน้ำเพื่อบ่งบอกว่าฝนยังโปรยปราย ท้องฟ้ายังคงครึ้ม น่าจะตกอีกไม่นาน จึงค่อยๆ ย่างก้าวยาวๆ แต่ไม่รีบก้าว เพราะน้ำบนพื้นที่นองอยู่อาจกระเซ็นจากแรงของรองเท้ามาสู่เสื้อผ้าได้
ระหว่างเดิน ผมมองลงที่ปลายรองเท้าหนังสีดำ เห็นรอยน้ำที่กระเซ็นขึ้นบนรองเท้าจากแรงเหวี่ยงของการเดินบนพื้นแฉะ ความคิดผมจึงเกิดขึ้นมาในทันใด
รองเท้าหนัง ๒ คู่ ที่ผมซื้อมาใช้ คู่ที่ผมใส่อยู่นี้ราคา ๖๐๐ บาท ซื้อมาจากคลองถม ตามคำแนะนำของเพื่อน ผมไม่ชอบรองเท้านี้เอาซะเลย เพราะใส่นานๆ แล้วจะเหม็นอับมากๆ ผมจึงไม่ค่อยจะเอาใจใส่กับมัน อีกคู่หนึ่งซื้อที่ห้างฟิ้วเจอร์รังสิต ช่วงลด ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ราคา ๑,๗๐๐ บาท ถือเป็นรองเท้าที่แพงที่สุดในชีวิตผม ผมจึงพยายามถนอมมันมากๆ จะใส่ก็ใส่ออกงานที่ต้องใส่เสื้อผ้าแบบมือปืนห้องกง
ทำไมต้องใส่รองเท้าแบบนี้ หากผมใส่รองเท้าแตะ ผู้มีเกียรติก็จะมองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า และจะบอกกับผมว่า "คุณไม่เหมาะกับหน้าที่การงานนี้" การที่เขาบอกถือว่าเป็นการดี เพราะเราจะได้รู้ว่าเราควรทำอย่างไรให้เหมาะสมกับสถานที่ ดีกว่าการไม่บอกและคิดเอาเอง แต่ที่ผมคิดคือ รองเท้าแบบนี้ ไม่เหมาะกับการทำเกษตร พื้นที่เกษตร ชื้นแฉะ อับชื้น ถ้าเป็นยุโรปที่มีอากาศแห้งน่าจะเหมาะมากกว่า (ผมไม่เคยไปยุโรป เดาเอาจากคำบอกเล่าของเพื่อนที่ไปเรียนต่างประเทศมา)
ผมพบว่า รองเท้าที่ผมถนอม มันพังก่อน และพังไม่เป็นท่า ใส่สบายแต่ตายเร็ว ส่วนรองเท้าที่ผมใส่บุกตลุย มันกลับอยู่กับผมนาน..เช่นวันนี้ผมตลุยพื้นชื้นแฉะมากับมัน...น่าสงสารลูกที่พ่อแม่ไม่รัก ไม่เอาใจใส่ มันกลับคอยดูแล เอาใจใส่พ่อแม่ของมันมากเลย...
สวัสดีครับ อาจารย์ฯ
เปรียบความได้อย่างน่าฟัง...มากทีเดียว ตอนแรกก็นึก ๆ เหมือนกันว่า จะปิดเรื่อง "รองเท้า" อย่างไร แต่พอตอนจบหักมุมมาเรื่องครอบครัวแล้ว ผมประทับใจมาก
น่าสงสารลูกที่พ่อแม่ไม่รัก ไม่เอาใจใส่ มันกลับคอยดูแล เอาใจใส่พ่อแม่ของมันมากเลย.
ขอบพระคุณครับ
สวัสดีครับ บุญคุณ"แผ่นดิน"
อ่านบันทึกของอาจารย์แล้ว ผมนึกถึงเพลง ปึกแป้นปีก ของไมค์ ภิรมย์พร ขึ้นมาครับ ว่าด้วยความปึกหัวทึบสมัยเรียนโรงเรียนประถมที่บ้านนอกของนายปึกแป้นปีก ซึ่งครูตั้งฉายาให้ แต่หลายปีต่อมา นายปึกกลับพาฉิ่งฉับทัวร์ พาเพื่อนร่วมโรงงานที่ทำงานอยู่ กลับมาทอดผ้าการศึกษา พัฒนาโรงเรียนเดิมให้รุ่นน้องได้มีอุปกรณ์การเรียนที่ดี ส่วนคนเรียนเก่งในรุ่นของนายปึก ทำงานได้ดีเป็นเจ้าเป็นนาย กลับไม่สนใจโรงเรียนเดิม ท่อนฮุคของเพลงนี้ (ไม่ได้ถูกแบน) ความว่า "คนเรียนเก่งคดโกงก็มากมี คนเรียนดีขี้โกงก็มากมาย" (สลา คุณวุฒิ ประพันธ์)