การจะทำอะไรใหม่ๆ การเปลี่ยนแปลง การปรับปรุงอะไรก็ตาม ต้องมีการเตรียมความพร้อมให้ดี ไม่ว่าจะเป็นขององค์การหรือเรื่องส่วนตัว ถ้าเตรียมตัวไม่พร้อม ก็จะมีปัญหาตามมาให้แก้มาก

              เช้าวันนี้ วันที่4 ตุลาคม ท้องฟ้าแจ่มใส มีแดดออก อากาศไม่หนาวมาก ผมมีเรียน 11 โมงเช้า วิชา First Line Health Service ของอาจารย์บาร์ท ครีเอล บรรยายเรื่องคุณภาพบริการ (Quality of care) ซึ่งมีนิยามมากมาย แต่ในนิยามทางการแพทย์หมายถึง ระดับที่บริการสุขภาพสำหรับรายบุคคลและกลุ่มประชากรให้ผลลัพธ์ที่ตรงต่อความต้องการด้านสุขภาพและสอดคล้องกับความรู้เชิงวิชาชีพ โดยจะเน้นในเรื่องการดูแลที่มีผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง (Patient centred care: PCC) เป็นการสรุปแนวคิดต่อจากการทำกิจกรรมกลุ่มเมื่อวาน

                  PCC หมายถึง การพิจารณาผู้ป่วยทั้งคนไม่ใช่แค่ความเจ็บป่วยทางกายเท่านั้น พิจารณาปัญหาทางคลินิกของผู้ป่วยตามภูมิหลังทางด้านจิตใจ สังคมและสิ่งแวดล้อม เห็นคุณค่าของประสบการณ์ความเจ็บป่วยของผู้ป่วยเป็นแหล่งข้อมูลที่มีประโยชน์ ดูทั้งข้อมูลจากคำบอกเล่าของผู้ป่วยและจากการตรวจพบของแพทย์ในสิ่งที่เกี่ยวกับสุขภาพ โดยมีมุมมองที่สำคัญ 5 ด้านคือด้านร่างกายจิตใจและสังคม (Bio-psycho-social) ด้านการมองคนไข้เป็นคน (patient-as-person) ด้านแบ่งปันการตัดสินใจและความรับผิดชอบ (Sharing power & responsibility) ด้านความร่วมมือกันในการรักษา (The therapeutic alliance) และด้านความเป็นคนของแพทย์ (doctor-as-person) 

                 เคยฟังวิทยากรคุณภาพบางท่านที่ไม่ได้จบทางด้านสุขภาพ ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการใช้คำว่า คนไข้เป็นศูนย์กลาง (patient centered) นั้นไม่ถูกต้องต้องใช้คำว่า มุ่งเน้นคนไข้ (Patient focus) มากกว่า เพราะในแวดวงคุณภาพ เขาจะใช้คำว่า Customer focus กัน คือสนใจและให้ความสำคัญกับความต้องการของลูกค้า (Customer requirement) พอได้มาเรียนเรื่องนี้แล้ว ผมก็คิดว่า การใช้คำว่าคนไข้เป็นศูนย์กลาง นั้นเหมาะสมแล้ว ไม่ได้มองแค่ความต้องการหรือความอยากได้ที่เป็น Demand ของคนไข้เท่านั้น ต้องดูความจำเป็น (Need) ด้วย และคำนี้จะบ่งถึงการดูแลคนไข้เป็นทีมสหสาขาวิชาชีพที่ทุกคนร่วมมือกันโดยมีวัตถุประสงค์ที่ให้คนไข้ได้รับบริการที่มีคุณภาพ ซึ่งมีความละเอียดอ่อนในมิติต่างๆของความเป็นมนุษย์มาก

                ช่วงบ่ายมีกิจกรรมกลุ่มในการพิจารณาเรื่องการมีส่วนร่วมของชุมชนในการทำงานของสถานีอนามัย กลุ่มผมก็เป็นที่สถานีอนามัยเรวมิเชนยี ของแทนซาเนียเหมือนเดิม กลุ่มได้เตรียมคำถามเพื่อถามคิอูล่า เจ้าของพื้นที่ คิอูล่าให้ข้อมูลว่า สถานีอนามัยแห่งนี้มีคณะกรรมการสุขภาพ (Health Committee) มีกรรมการ 8 คน มาจากผู้ใหญ่บ้านและสมาชิกสภาเทศบาลประจำหมู่บ้านเรมิเชนยี 2 คน ตัวแทนสถานบริการเอกชน 1 คน จากเอ็นจีโอ 1 คน อีก 3 คน คัดเลือกจากตัวแทนหมู่บ้านอื่นๆในเขต 6 หมู่บ้านและเจ้าหน้าที่อนามัย 1 คนเป็นเลขานุการ ประธานคัดจากตัวแทนหมู่บ้าน มีวาระการดำรงตำแหน่ง 3 ปี ทำหน้าที่ให้คำปรึกษา ติดตาม การทำงานของสถานีอนามัย แต่ไม่สามารถเข้าไปกำหนดการทำกิจกรรมโครงการต่างๆของสถานีอนามัยที่กำหนดมาจากกระทรวงสุขภาพได้ จึงเป็นลักษณะคณะกรรมการที่ปรึกษามากกว่า มีการประชุมทุก 3 เดือน ไม่มีเงินเดือนให้ แต่มีเบี้ยประชุมครั้งละ 5-6 ยูโรต่อครั้งต่อคน

                    หลังจากนั้นกลุ่มก็ได้อภิปรายกันในเรื่องการมีส่วนร่วมเพื่อทำข้อเสนอแนะของกลุ่มในการพัฒนาการมีส่วนร่วมของชุมชนต่อสถานีอนามัยนี้ แต่คิอูลาค่อนข้างจะพูดตามคู่มือการทำงานมากกว่า สภาพความเป็นจริงทำให้กลุ่มสรุปได้ยาก ผมสังเกตได้ตั้งแต่ครั้งแรกๆของการทำกลุ่มแล้ว เวลาเสนอแนะอะไรเขาก็บอกว่า มีแล้ว ทำแล้ว ดูในคู่มือได้เลย

                    ผมก็เลยบอกคิอูลาว่า คุณไม่ควรจะปกป้อง (Protect) หน่วยงานของคุณมากเกินไป เพราะทำให้เราไม่ได้ข้อมูลที่เป็นสถานการณ์จริง เวลานำเสนออะไรก็จะนำเสนอได้ยาก เพราะมันดูดีหมด โรติมี่ก็พูดเสริมอีกว่าเห็นด้วย เปรียบเทียบกับของประชันธ์ที่นำเสนอเมื่อวานในเรื่องของอินเดีย เขาสามารถสรุปสิ่งที่เกิดขึ้นจริงว่ามีข้อบกพร่องอะไรบ้าง ทำให้กลุ่มช่วยกันหาวิธีหรือแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกันได้ แพทริซกับเลมม่าก็ช่วยกันสนับสนุนคำพูดผม เขาจึงยอมรับและขอบคุณผมที่กล้าบอกเขาตรงๆ พอโรติมีถามว่า จริงๆแล้วปีที่ผ่านมากรรมการประชุมกันทุก 3 เดือนจริงไหม เขาก็บอกว่าประชุมแค่สองครั้ง เป็นต้น กลุ่มได้ข้อสรุปเรื่องการพัฒนาบทบาทของคณะกรรมการในการมีส่วนร่วมกับสถานีอนามัยได้ เช่นปรับบทบาทให้มีส่วนกำหนดนโยบายและกิจกรรมของสถานีอนามัย การจัดองค์ประกอบของกรรมการให้มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ครบและการประชุมกันอย่างสม่ำเสมอเพื่อติดตามงาน

                   การทำกลุ่มวันนี้ ผมไม่ค่อยได้ซักถามหรืออกความเห็นมากนัก เพราะผมนึกภาพออกแล้วว่า บทบาทของกรรมการจะออกมาอย่างไร ผมจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาโรงพยาบาลบ้านตากขึ้นมาเพื่อให้เป็นผู้ให้คำปรึกษา ให้ข้อเสนอแนะ ติดตามงานหรือการใช้จ่ายเงิน ประเมินผลงาน ตรวจสอบแผนปฏิบัติการของโรงพยาบาล รับทราบปัญหาและข้อเสนอแนะจากชุมชนสู่โรงพยาบาล แต่ผมดูแล้ว ถ้าผู้อำนวยการให้ความสำคัญให้เขาทำตามบทบาท นัดประชุมให้สม่ำเสมอ งานก็ไปได้ดี แต่ถ้าไม่สนใจก็จะกลายเป็นแค่กรรมการที่ปรึกษาที่ไม่มีใครไปปรึกษาและก็ยังไม่สามารถมีส่วนร่วมกำหนดนโยบาย กิจกรรม การทำงานด้านสุขภาพของโรงพยาบาลได้จริง เนื่องจากโครงสร้างการบังคับบัญชาแบบราชการยังแข็งมาก ไม่เอื้อ รวมทั้งบทบาทส่วนใหญ่ อำนาจการตัดสินใจ ความรับผิดชอบก็ยังคงเป็นของผู้อำนวยการคนเดียวอยู่ จะแตกต่างจากโรงพยาบาลบ้านแพร้วที่เป็นบอร์ดที่มีบทบาทอย่างมาก และโรงพยาบาลป่าตอง ภูเก็ตก็กำลังจะก้าวตามไปแบบนี้

                   การจะทำอะไรใหม่ๆ การเปลี่ยนแปลง การปรับปรุงอะไรก็ตาม ต้องมีการเตรียมความพร้อมให้ดี ไม่ว่าจะเป็นขององค์การหรือเรื่องส่วนตัว ถ้าเตรียมตัวไม่พร้อม ก็จะมีปัญหาตามมาให้แก้มาก การวิเคราะห์สถานการณ์ จัดทำแผน การเตรียมความพร้อมที่ดี มีความสำคัญ

                    ตามหลักของการบริหารความเสี่ยง กันดีกว่าแก้ หาความเสี่ยงสำคัญๆ วิเคราะห์สาเหตุ เตรียมแนวทางป้องกันสาเหตุไว้เลย จะได้ไม่เกิดความผิดพลาดขึ้น ภาษานักคุณภาพเขาเรียกว่า Preventive action ถ้าเกิดเหตุการณ์แล้ว หาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำ เรียกว่า Corrective action แต่ถ้าเกิดอะไรขึ้นแล้วก็แก้กันไปนั้น เรียกว่า Correction ในเรื่องนี้ ผมก็คิดถึงช่วงที่ผมเตรียมตัวเพื่อเดินทางมาเรียนที่เบลเยียม

                   ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2550 ผมก็เขียนใบขออนุมัติลาศึกษาต่อยื่นขออนุมัติต่อนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดตาก พอปลายเดือนพฤษภาคมก็ได้รับคำตอบเรื่องทุนและใบลงนามสัญญาศึกษาต่อจากสถาบันเวชศาสตร์เขตร้อนเจ้าชายลีโอโปลด์ (Prince Leopold Institute of Tropical Medicine, Antwerp)

                    ผมนำเอกสารทั้งหมดให้งานพัฒนาบุคลากร สสจ.ตาก เพื่อเสนอขออนุมัติลาศึกษาต่อต่างประเทศต่อผู้ว่าราชการจังหวัดตาก โดยนายแพทย์ สสจ.ตากได้รับมอบอำนาจให้เป็นผู้อนุมัติ แล้วต้องส่งสำเนาเอกสารทั้งหมดส่งไปให้สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (กพ) โดยของ กพ.ต้องมีใบรับรองแพทย์และใบรับรองตรวจสุขภาพจิตแนบไปด้วย และต้องตรวจกับโรงพยาบาลที่ กพ.รับรอง ผมตรวจที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ แต่ผมไม่ทราบและไม่มีใครบอกว่าต้องแนบเอกสารทั้งสองนี้ให้ กพ.ด้วย ได้ส่งตัวจริงเอกสารใบตรวจรับรองสุขภาพจิตไปพร้อมกับขอวีซ่าให้สถานทูต จึงต้องใช้เอกสารฉบับสำเนา

                   การเตรียมเอกสารเดินทาง ไปขอออกวีซ่าก็ไปที่สถานทูตเบลเยียมที่อาคารสาธรเทาว์เวอร์ ถนนสาธร ตรงข้ามโรงพยาบาลบางกอกเนิสซิ่งโฮม ขึ้นไปชั้นที่ 17 ต้องแลกบัตรและจับใบคิว เอกสารที่ต้องเตรียมไปคือพาสปอร์ต สำเนาบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน ใบรับรองแพทย์ตามแบบฟอร์มของสถานทูตตรวจที่โรงพยาบาลที่กำหนดไว้ สำเนาการผ่านการเกณฑ์ทหาร (สด. 9) สำเนาทะเบียนสมรส เอกสารจากสถาบันที่อนุมัติและให้ทุนเรียน ถ้าเป็นพาสปอร์ตราชการจะไม่ต้องเสียเงินทำวีซ่า ขอทำเป็นแบบแช็งเกน เข้าออกหลายครั้ง และเป็นแบบระยะยาว (เกินหกเดือน) ใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ก็ได้แล้ว แต่วีซ่าที่เขียนในพาสปอร์ตจะเป็นแบบ 3 เดือน เข้าออกครั้งเดียว ทางศูนย์บริการนักศึกษาบอกว่าไม่ต้องตกใจ ทางสถาบันจะไปยื่นเป็นบัตรประจำตัวชั่วคราว (Resident card) ใช้แทนวีซ่าได้

                   ถ้ามีเวลาก็แวะไปขอทำใบขับขี่สากล ที่กรมการขนส่งทางบก นำใบขับขี่ สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้านไปด้วย เสียค่าใช้จ่ายประมาณ 500 บาทและรอรับได้เลย เร็วมาก เรื่องการทำพาสปอร์ตราชการจะต้องมีหนังสือจากหน่วยงานต้นสังกัดแจ้งไป ถ้าเป็นพาสปอร์ตทั่วไป ทำได้เลยมีสำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน ถ้าผู้หญิงแต่งงานแล้วก็มีสำเนาทะเบียนสมรสด้วย ทำที่กรุงเทพฯหรือจังหัดใหญ่ๆที่กรมกงสุลไปเปิดบริการได้ เช่นที่เชียงใหม่

                    ส่วนการยื่นขอวีซ่าของคนในครอบครัวที่จะติดตามไป ถ้าไม่เกินหกเดือน ถือเป็นระยะสั้นจะไม่ยุ่งยากนักเป็นแบบไปท่องเที่ยว แต่ถ้าเป็นการติดตามคู่สมรสที่เกิน 6 เดือนจะมีเอกสารและใช้เวลามาก ต้องมีเอกสารเกี่ยวกับการเรียนหรือการทำงานของสามี ทะเบียนสมรส สูติบัตรของภรรยาและลูกๆที่ได้รับรองจากกรมกงสุลหลังจากนั้นก็ไปแปลเป็นภาษาอังกฤษหรือฝรั่งเศสจากสถานที่แปลที่มีรายชื่อที่สถานทูตรับรอง ค่ารับรองลงตราแผ่นละ 400 บาท ค่าแปลประมาณแผ่นละ 600 บาท ซึ่งของครอบครัวผมก็ยังขอไม่ได้ต้องมีเอกสารเพิ่มเติมคือหนังสือรับรองรายได้รายเดือนต้องไม่น้อยกว่า 1400 ยูโรต่อเดือน สำเนาบัตรอยู่อาศัยหรือบัตรประชาชนชั่วคราวของสามีและหนังสือรับรองที่อยู่อาศัยที่เบลเยียมที่มีรายละเอียดจำนานห้อง ขนาดพื้นที่ห้อง ทั้งสองรายการหลังจะออกโดยเจ้าหน้าที่และตำรวจของเมือง (District House) ที่ไปอยู่

                   รายการที่สองใช้เวลาประมาณสองถึงสามเดือน รายการที่สามใช้เวลาสองถึงหกเดือน เนื่องจากเป็นเอกสารใหม่ที่ทางสถานทูตเพิ่มเติมขึ้น ตอนนี้ผมก็ยังไม่ได้เอกสารเลย ใบนัดมาสำรวจบ้านพักจากตำรวจก็ยังไม่ได้ ผ่านไปหนึ่งเดือนแล้ว ส่วนเรื่องหนังสือรับรองเงินเดือนก็ขอจากเมืองไทยได้ ถ้าเงินเดือนถึงตามที่สถานทูตกำหนด แต่ถ้าได้ทุนเรียนก็ขอใบรับรองของทุนมาประกอบด้วยได้ การออกวีซ่าโดยใช้พาสปอร์ตทั่วไป ต้องเสียค่าใช้จ่าย ระยะสั้นประมาณ 2300 บาท ระยะยาวประมาณ 4500 บาท ถ้าเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี จะลดลงไป เอกสารเพิ่มเติมจากทางตำรวจเบลเยียม เราไม่สามารถไปเร่งรัดอะไรได้เลย ทำได้อย่างเดียวคือรอ แล้วก็รอ ทางศูนย์บริการนักเรียนแนะนำว่า ถ้าช้ามากอาจเปลี่ยนไปทำวีซ่าระยะสั้น จะง่ายกว่า แต่ก็อยู่อย่างมากได้แค่ 6 เดือน ถ้าเกินกว่านั้นต้องบินกลับเมืองไทยไปขอออกวีซ่าใหม่

                   เรื่องทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ ผมคิดว่าผมไม่ได้เตรียมตัวให้พร้อมก่อนมาเรียน ทำให้มีปัญหาในการฟังพอสมควร ช่วงก่อนเดินทางมาเบลเยียม ผมทำงานมากจนไม่มีเวลาเตรียมเรื่องนี้ แต่ก็ได้อาศัยการเรียนจากเทปฝึกฟังภาษาอังกฤษในช่วงเดินทาง ฟังบ้างหลับบ้าง และต้นเดือนสิงหาคมมีสอบวิชาภาษาอังกฤษสำหรับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ของ มสธ. ก็ได้อ่านหนังสือบ้าง ไม่มากนัก แต่ก็คิดว่า จากการฟังเทปภาษาอังกฤษทำให้ผมสามารถฟังได้มากขึ้นเมื่อมานั่งเรียนหนังสือในชั้นจะฟังได้มากกว่าตอนทำงานที่เมืองไทย

                  ทักษะทางคอมพิวเตอร์ก็มีความสำคัญมากโดยเฉพาะโปรแกรมเวิร์ด เอ๊กเซลและเพาเวอร์พอยท์ ที่จะใช้ในการเรียน การทำรายงานและวิทยานิพนธ์ ผมไม่ค่อยได้ใส่ใจรายละเอียดของโปรแกรมไหร่ ใช้เท่าที่เคยใช้ ทำให้ลืมไปเยอะเลย ยิ่งมาเจอโปรแกรมเวอร์ชั่นใหม่เป็นไมโครซอฟท์ 2007 ยิ่งทำได้ยาก ก็ต้องพยายามมาเรียนรู้ใหม่ ส่วนโปรแกรมอื่นๆที่ใช้ในการติดต่อสื่อสาร หรือใช้ค้นคว้าหาข้อมูล ถ้าเตรียมมาด้วยจะดีมาก

                  เรื่องระบบการเงินก็ต้องเตรียมจัดการไว้ก่อน ประมาณการใช้จ่ายเงินเพื่อจะคำนวณเงินติดตัวมาด้วย การหักค้าใช้จ่ายต่างๆจากบัญชีธนาคาร รวมทั้งการใช้บัตรเครดิตที่สามารถใช้ในต่างประเทศได้ และควรใช้ระบบธนาคารออนไลน์ได้ ทำให้เราตรวจสอบเงินเดือนได้ เช็คยอดเงินในบัญชี โอนเงินได้ทางอินเตอร์เน็ต ผมใช้ของธนาคารกรุงไทยเพราะเงินเดือนเข้าที่นั่น ก็สะดวกดีมาก ถ้าเป็นการโอนเงินในสาขาเดียวกันฟรี ถ้าต่างจังหวัดเสียครั้งละ 7 บาท สามารถเข้าไปได้ที่ www.ktb.co.th

                   อีกเรื่องก็เป็นระบบติดต่อสื่อสาร ถ้ามีโทรศัพท์มือถือติดตัวไปด้วย เพื่อให้ทางบ้านติดต่อได้สะดวก แต่ค่าใช้จ่ายค่อนข้างแพง ใช้โทรศัพท์ที่ศูนย์บริการโทรศัพท์ในเมืองแอนท์เวิปได้ โทรกลับเมืองไทยเข้ามือถือเสียนาทีละ 30 เซนต์ ถ้าเข้าเบอร์บ้านเสีย 10 เซนต์ แต่ผมไม่ได้นำโทรศัพท์ติดตัวมาด้วยเพราะคิดว่าคงไม่ใช้ แต่ถ้านำมาด้วย สามารถไปซื้อซิมใหม่ได้ราคาประมาณ 30-40 ยูโร เอาไว้ติดต่อกับเพื่อนๆในเบลเยียมได้ ที่ผมไม่ได้นำโทรศัพท์มาด้วยก็คิดว่าคงไม่ได้ติดต่อใคร ติดต่อกับครอบครัวผ่านทางโปรแกรมสไกป์ เป็นหลัก โดยนำเครื่องคอมพิวเตอร์พกพาติดมาด้วย เป็นรุ่นที่มีกล้องในตัว เวลาคุยกันก็จะเห็นหน้าเห็นตากันด้วย โดยไม่ต้องเสียเงิน เครื่องคอมพิวเตอร์ที่นำมาด้วยมีประโยชน์มากเป็นทั้งเครื่องมือสื่อสาร ดูหนัง ฟังเพลง อ่านข่าว อ่านจดหมาย เป็นต้น

                  การมาเรียนในครั้งนี้ ผมเตรียมความพร้อมภาษาอังกฤษไม่ดีนัก รวมทั้งทักษะทางคอมพิวเตอร์ด้วย ทำให้มีปัญหาในการฟังค่อนข้างมาก ต้องใช้ความพยายามและความอดทนอย่างสูง และมีความเครียดมากพอสมควรจากการพยายามฟังอาจารย์และอภิปรายกับเพื่อนๆ

                  คืนนี้ฟังเพลงTake me to your heart หลายรอบ ก็เหงาๆขึ้นมาอีก นึกไปถึงสมัยก่อนที่การเดินทางต้องใช้เวลานาน ทำให้เกิดบทประพันธ์ร้อยกรองขึ้นมาในลักษณะนิราศ ค่อนข้างมาก แต่เดี๋ยวนี้ เดินทางเร็ว เวลาหมุนเร็ว ทำให้บทกลอนนิราศมีน้อยลง ผมขอจบบันทึกนี้ด้วยบทกลอนสุภาพที่แต่งเองให้กับภรรยา ครับ

"แม้ตัวไกล ใจแนบชิด อยู่กับเจ้า           ทุกค่ำเช้า คิดถึง คนึงหา

เฝ้าครุ่นคิด จิตประหวัด ถึงแก้วตา         เมื่อไหร่หนา กลับมาอยู่ เคียงคู่กัน

เมื่อยามเช้า เคยทานข้าว พร้อมกับเจ้า     ยามเย็นเล่า ได้ร่วมเตียง เคียงชิดใกล้

พอยามนี้ จำต้องพราก จากเจ้าไกล        ให้เหงาใจ เปลี่ยวจิต คิดถึงเธอ

ได้พูดคุย ออนไลน์ ได้เห็นหน้า              จำนรรจา ถ้อยคำ สม่ำเสมอ

ก็ไม่คลาย หายคิดถึง เหมือนได้เจอ         ไม่พลั้งเผลอ รักแต่เจ้า เท่าดวงใจ

ครั้นยามหลับ หลับก็ฝัน ถึงแต่เจ้า           ยามตื่นเล่า ใจคิดถึง อยู่เสมอ

ฝากความนัย ใส่บทกลอน ส่งให้เธอ        รักเสมอ ห่วงหวงกัน นิรันดร์ไป” <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNoSpacing"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNoSpacing"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNoSpacing">พิเชฐ  บัญญัติ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNoSpacing">Verbond straat 52</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNoSpacing">2000 Antwerp, Belgium</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNoSpacing">4 ตุลาคม 2550</p>18.47 น. ( 23.47 น.เมืองไทย )