วัยเด็กผมผ่านวิถีชาวนามาเพราะกำพืดผมเป็นชาวนาครับ โชคดีที่ได้เรียนหนังสือและก้าวมาสู่สังคมเมือง ชีวิตในมหาวิทยาลัยช่วงก่อน 14 ตุลา ผมก็ก้าวเข้าไปอยู่ในกระบวนการนักกิจกรรมเสียหมดตัวแล้ว สิ่งแวดล้อมทางความคิดช่วงนั้นได้หล่อหลอมให้ผมหันหลังกลับเข้าสู่ชนบทอีกครั้ง เมื่อจบผมก็เข้าทำงานพัฒนาชนบททันที ขณะที่เพื่อนทุกคนเป็นข้าราชการ บ้างก็ไปเรียนต่อ  

โครงการที่ผมสังกัดส่งไปฝึกงานที่ บูรณชนบทแห่งประเทศไทย(บชท)ที่จังหวัดชัยนาท ทำให้ผมรู้จักนักพัฒนาเอกชนยุคแรก ชุดแรกๆที่นั่น บชท.นั้นท่าน ดร.ป๋วย เป็นผู้ก่อตั้งขึ้น และก็ถือว่าท่านเป็นนักวิชาการหัวก้าวหน้า คนที่มาทำงานที่นั่นล้วน ย่อมมีคุณลักษณะที่แตกต่างไปจากคนร่วมยุคทั่วไป 

พี่เปี๊ยก เป็นคนหนึ่งที่ถือว่าเป็นอาจารย์คนแรกของผมในเรื่องงานพัฒนาชนบท สอนงานผมทุกอย่างที่พี่มีประสบการณ์มาก่อน ขณะที่ผมมีแต่ใจ อุดมการณ์ แต่ไม่มีความรู้เรื่องงานพัฒนาชนบทแม้แต่น้อย ด้วยฐานที่เรามาจากชนบทจึงคิดว่าเราน่าที่จะทำงานได้ แต่ผมเข้าใจผิดถนัดเลย พี่เปี๊ยกได้พาผมตระเวนสู่ครอบครัวชาวบ้านแล้วก็สอนไปด้วยคุยกันไปด้วยทุกเรื่องที่มือได้จับ ทุกครั้งที่ได้คุยกับชาวบ้าน ฯลฯ  

เด็กชนบทตัวเล็กนิดเดียวที่ชื่อ เปี๊ยก ออกจากสุรินทร์เมื่อจบชั้นเตรียมอุดมด้วยคะแนนติดบอร์ด หนึ่งในแปดสิบคนทั้งประเทศ มุ่งสู่เมืองกรุงด้วยต้องการสอบเข้าคณะวิทยาศาสตร์และแพทย์ศาสตร์ แต่วันสอบนั่งรถเมล์ผิดสายจึงเกือบไม่ได้สอบเพราะเขาเริ่มสอบไปแล้ว อาจารย์คุมสอบอนุญาตให้สอบเพราะเห็นว่าเป็นเด็กบ้านนอกตัวเล็กๆ 

ได้ทำข้อสอบตามเวลาที่เหลืออยู่จึงไปติด ปัฐพีวิทยา มก. รุ่นเดียวกันก็มี ท่านปลอดประสพ สุรัสวดี ท่านประจวบ ไชยศานต์ แต่เรียนแพ้พี่เปี๊ยกหมด จบด้วย "เหรียญทอง" พี่เป็นคนแรกที่ "ถูกโยนบก" พี่เป็นคนแรกที่ตั้งชมรมนักศึกษาอีสานใน มก. เป็นคนแรกที่ตั้งชมรมอาสาพัฒนาชนบท เป็นคนแรกที่ตั้งชมรมสภากาแฟ กับท่าน จรัล ดิษฐาอภิชัย พี่เปี๊ยกอีกนั่นแหละที่เป็นเพื่อนสนิทกับท่านไพบูลย์ องค์ประธานธรรมกายปัจจุบัน 

พี่เปี๊ยกเป็นคนเข้าใกล้ท่านระพี สาคริก สนิทกับรุ่นพี่ ดีพร้อม ไชยวงศ์เกรียติ เมื่อจบ มก. ด้วย "เกียรตินิยม" เข้าทำงานกับราชการพักเดียวก็ออกมาอยู่กับ บชท.ที่มี ดร.ป๋วยเป็นผู้ก่อตั้ง ทำงานได้สองปีก็สอบทุนบริติช เคาน์ซิล ไปเรียนเรื่องการพัฒนาสังคมชนบทที่มหาวิทยาลัย Leading แล้วกลับมาอยู่ บชท.เหมือนเดิม  

เมื่อ 6 ตุลา 19 พี่เปี๊ยกหลบภัยการเมืองไปทำนากับเพื่อนรุ่นน้องที่ฉะเชิงเทราหลายปี  แล้วก็ก้าวมาสู่สังคมพัฒนาชนบทอีกครั้ง ครั้งนี้เป็นหน่วยงานของ UN ชื่อ ACFOD ประจำในประเทศไทย ที่ทำงานของพี่เปี๊ยกเป็นที่รวมของเหล่าบรรดา NGO ทั่วประเทศต้องแวะไปกินนอนที่นั่น รวมทั้งผู้บันทึกด้วย  

เมื่อครบเทอม หน่วยงาน ACFOD เสนองานใหญ่ใน UN แต่พี่ปฏิเสธชีวิตเช่นนั้น หันหน้ากลับสู่ชนบทอีกครั้งหนึ่ง และตระเวนไปทุกย่านที่เป็นชนบท ที่มีน้องๆทำงานอยู่ในหมู่บ้าน 

เพียงย่ามเก่าๆ รองเท้าแตะคร่ำคร่า หนวดที่รกรุงรัง แต่พลังล้นหัวใจ พร้อมวาดสังคมที่พี่น้องร่วมยุคทุกข์ร้อนให้ผ่อนคลาย พี่เปี๊ยกตระเวนไปให้กำลังใจน้องๆทุกคนในหมู่บ้านรับรู้ทุกข์สุข ปัญหา พี่เปี๊ยกได้อุทิศชีวิตนี้เพื่อชาวบ้าน ยากที่ใครจะทำได้ ทุกคนที่ผ่านเส้นทางนี้ต่างก็หลุดเลยไปสู่ความมั่นคงของชีวิตและครอบครัว แต่พี่เปี๊ยกก็ให้ศีลให้พรทุกคนที่ผ่านไป  

แนวคิดวัฒนธรรมชุมชนเป็นหนังสือที่น้องๆรวบรวมบทความ ความคิดเห็นจากเวทีต่างๆของพี่เปี๊ยก 

ใครก็ตามที่ก้าวเข้ามาสู่เวทีเช่นนี้ โปรดทราบเถอะว่ามีพี่ พี่ ของเราเดินไปก่อนหน้าเรานานแล้ว และพร้อมจะยื่นมือมาให้น้องๆที่ก้าวเข้ามาได้เดินเคียงคู่กันไป ขอแค่มารู้จักกัน เพราะพี่เปี๊ยกคือผู้หนึ่งที่ประกาศว่าการพัฒนาสังคมชนบทต้องย้อนมองแนวคิดวัฒนธรรมชุมชนที่มีการแบ่งปัน มีระบบคุณธรรม ไม่เอารัดเอาเปรียบ เห็นอกเห็นใจกัน แนวคิดวัฒนธรรมชุมชนเป็นหลักหนึ่งในการทำงานพัฒนาชนบทในปัจจุบัน  

ท่านที่รักครับ เฮฮาศาสตร์เรามีท่านครูบาเป็นหลักนำ ท่านกำลังสร้างวิญญาณแห่งศาสตร์นี้ให้แก่ยุคสมัย ท่านไม่ได้โดดเดี่ยว และเฮฮาศาสตร์ก็ไม่ได้โดดเดี่ยว ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดนายบำรุง บุญปัญญา หรือเด็กชายเปี๊ยกเมื่อ 60 ปีเศษที่แล้วมา จะไปร่วมงานเฮฮาศาสตร์ 3 ดงหลวง