เล่าเรื่องสิงคาลกสูตร ๑๓

การประกอบเนืองๆ ซึ่งความเกียจคร้าน เป็นทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์ ... และนี้จัดเป็นอบายมุขข้อสุดท้าย ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำแนกโทษไว้ ๖ ประการ กล่าวคือ...

  • มักให้อ้างว่าหนาวนัก แล้วไม่ทำการงาน
  • มักให้อ้างว่าร้อนนัก แล้วไม่ทำการงาน
  • มักให้อ้างว่าเวลาเย็นแล้ว แล้วไม่ทำการงาน
  • มักให้อ้างว่ายังเช้าอยู่ แล้วไม่ทำการงาน
  • มักให้อ้างว่าหิวนัก แล้วไม่ทำการงาน
  • มักให้อ้างว่าระหายนัก แล้วไม่ทำการงาน

เฉพาะอบายมุขข้อนี้ พระองค์ได้ตรัสเพิ่มเติมว่า เมื่อเขามากไปด้วยการอ้างเลศ ผลัดเพี้ยนการงานอยู่อย่างนี้ โภคะที่ยังไม่เกิดก็ไม่เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้วก็ถึงความสิ้นไป....

ผู้เขียนคิดว่าหัวข้อเหล่านี้ชัดเจนแล้ว เพราะเราทุกคนคงจะเข้าใจความเกียจคร้าน และน่าจะเคยใช้การอ้างเลศทำนองนี้มาแล้วไม่มากก็น้อย (โดยเฉพาะตอนเด็กๆ )...

อันว่าความเกียจคร้านนี้ คิดไปก็เป็นสิ่งน่าอัศจรรย์ เพราะไม่มีใครสอน เกิดมาก็มีความสามารถนี้ติดตัวมา และทุกคนก็สามารถกระทำได้...  สมดังคำคมของพระเดชพระคุณท่านอาจารย์เจ้าอาวาสวัดฝ่ายหิน มช. เคยกล่าวไว้ในคราวประชุมพระ-เณรภายในวัดครั้งหนึ่งว่า...

  • อย่านึกว่าเราขี้เกียจแล้วคนอื่นจะขยัน เพราะคนอื่นก็ขี้เกียจเหมือนกัน

ส่วนในอรรถกถา ท่านขยายความเป็นตัวอย่างในการอ้างเลสไว้ทำนองว่า คนทั่วไปลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ เมื่อชวนคนเกียจคร้านไปทำงานว่า มาเถิดพ่อมหาจำเริญ ! ไปทำงานกันเถิด.... เขาก็อ้างว่า ยังหนาวเหลือเกิน กระดูกจะแตก พวกท่านไปกันก่อนเถิด เราจะไปทีหลัง แล้วก็นั่งผิงไฟ... เพราะอ้างเลสทำนองนี้ การงานของคนเกียจคร้านย่อมเสื่อม....

............

วันนี้้... กัลยาณมิตรในโกทูโนท่านหนึ่งปรารภว่า เบื่ออ่านบล็อกในโกทูโนแล้ว เพราะแม้ว่าคนเขียนบล็อกในโกทูโนจะมีความรู้หลากหลาย  แต่หลายๆ คนก็มักจะเขียนบ่นว่า จะต้อง...อย่างโน้น หรือ จะต้อง... อย่างนี้ คล้ายๆ เป็นคำสั่งให้ทำ... ทำนองนี้

สาเหตุนี้ ทำให้ผู้เขียนระลึกได้เมื่ออ่านสิงคาลกสูตรมาเล่าถึงตอนนี้ กล่าวคือ เนื้อหาในสิงคาลกสูตรตามที่ปรากฎ พระพุทธเจ้าตรัสบอกแก่นายสิงคาลกะนั้น ไม่ได้บอกว่า จะต้องกระทำอย่างโน้นอย่างนี้... แต่บอกว่า ถ้าเป็นอริยสาวกย่อมละอะไร (คือกรรมกิเลส)... ไม่ทำอย่างไร (เว้นอคติ)... แล้วก็แจกแจงว่าอบายมุขคือทางเสื่อมเป็นอย่างไร...  เท่านั้น

ข้อนี้น่าจะเป็นกุศโลบายในการสอนของสมเด็จพระบรมครู ผู้เขียนจึง บังอาจ นำมาเล่าเชิงเปรียบเปรยไว้ที่นี้ เวลานี้ ....

เมื่อจบเรื่องอบายมุข ๖ แล้ว พระองค์ก็ทรงยกพระคาถาขึ้นมา ซึ่งมีเนื้อหาไพเราะจับใจยิ่งนัก (ตามความเห็นผู้เขียน) ผู้เขียนจึงใคร่จะลอกมาให้อ่านกันในตอนต่อไป.....