การประกอบเนืองๆ ซึ่งการพนันอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เป็นทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์ ... นี้จัดเป็นอบายมุขข้อที่สี่ ซึ่งพระผู้มีพระภาคทรงจำแนกโทษไว้ ๖ ประการ กล่าวคือ
- ผู้ชนะย่อมก่อเวร
- ผู้แพ้ย่อมเสียดายทรัพย์ที่เสียไป
- ความเสื่อมทรัพย์ในปัจจุบัน
- ถ้อยคำของคนเล่นการพนัน ซึ่งไปพูดในที่ประชุมฟังไม่ขึ้น
- ถูกมิตรอมาตย์หมิ่นประมาท
- ไม่มีใครประสงค์จะแต่งงานด้วย เพราะเห็นว่าชายนักเลงเล่นการพนันไม่สามารถจะเลี้ยงภรรยา
ในคัมภีร์ท่านก็ขยายความทำนองว่า ผู้ชนะการพนันอาจยึดผ้าโพกศรีษะหรือทรัพย์สินอื่นๆ ของผู้แพ้ในท่ามกลางบ่อนหรือประชุมชน ย่อมสร้างความโศกเศร้าเสียใจให้แก่ผู้แพ้ ทำนองนี้ชื่อว่า ถ้าชนะก็ก่อเวร แต่ถ้าแพ้ก็เสียดายทรัพย์ นั่นก็คือ ความเสื่อมทรัพย์ย่อมเกิดขึ้นทันตาเห็น...
ข้อว่า ไม่มีใครเชื่อถือถ้อยคำ นั้น ท่านขยายความว่า เมื่อไปเป็นพยานในโรงศาลก็ย่อมไม่น่าเชื่อถือ ในเมื่อรู้ว่าผู้นี้เป็นนักการพนัน... ประเด็นนี้ก็ยังคงเป็นจริงอยู่ เพราะแม้ปัจจุบันก็ยังมีคนยอมรับกันว่า คำพูดของนักการพนันเชื่อถือไม่ค่อยได้ หรือ มันเล่นพนัน อย่าให้มันยืม นั่นคือ นักการพนันมักจะไม่ค่อยมีใครให้ยืมเงิน มีเครดิตต่ำ แม้บางคนที่ให้ยืมก็มักจะคิดดอกเบี้ยแพง ทำนองว่า ค่าความเสี่ยงสูง... ประมาณนี้
มิตรอมาตย์ ในที่นี้ น่าจะเป็นเพื่อนๆ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ... ครั้งแรกๆ ก็อาจถูกตักเตือนด้วยความหวังดี ทำนองว่า คุณเป็นลูกคนมีตระกูล อย่าเที่ยวเล่นการพนันให้ฉิบหายเลย... ต่อมาเมื่อว่าไม่ฟัง ก็อาจได้รับการดูหมิ่นหมางเมิน ไม่ค่อยมีใครนิยมคบหาสมาคมด้วย แม้จะวานให้ช่วยเป็นพยานหรือค้ำประกันบางอย่าง ก็อาจถูกพรรคพวกเพื่อนฝูงวางเฉยไม่ยอมช่วยเหลือ... ทำนองนี้ี้
......
ข้อว่า ไม่มีใครประสงค์จะแต่งงานกับนักการพนัน นี้ ผู้เขียนระลึกถึงคำสนทนาหยอกล้อของผู้ใหญ่ตอนผู้เขียนเป็นเด็ก กล่าวคือ...
ตอนไปสุ่ขอว่าที่เจ้าสาวนั้น ฝ่ายว่าที่เจ้าสาวมักจะตรวจสอบประวัติว่าที่เจ้าบ่าวอย่างหนึ่งว่า เล่นการพนันเป็นหรือไม่ ? ... ซึ่งเป็นธรรมดาอยู่เองที่ฝ่ายว่าที่เจ้าบ่าวมักจะแก้ต่างแทนว่า ฝ่ายชายเรียบร้อย เหล้ายาไม่ต้อง การพนันก็เล่นไม่เป็น วันๆ ทำแต่งาน... ทำนองนี้
ต่อมา เมื่ออยู่ร่วมกัน ผ่านระยะข้าวใหม่ปลามันไปแล้ว ฝ่ายชายก็เริ่มเล่นการพนันให้ปรากฎ... และมักจะเล่นแพ้เสมอ บางครั้งก็ขายทรัพย์สินหรือเป็นหนี้ผู้อื่น สร้างความระอาใจให้แก่ภรรยาและพ่อตาแม่ยายอย่างยิ่ง....
เมื่อญาติฝ่ายภรรยาพบหน้าญาติฝ่ายสามีที่เคยมาสู่ขอ ก็ต่อว่าทำนอง ไหนคุณว่าหลานของคุณ เล่นการพนันไม่เป็น... ตอนนี้มันเล่นทุกอย่าง ทั้งปอ ไพ่ ไฮโล ทั้งวัวชน ปลากัด ตีไก่ เดือนก่อนก็เอาทองไปขาย วันก่อนก็เอาโฉนดไปจำนำ ถ้ารู้แบบนี้ ไม่ยกให้เสียชื่อ... ทำนองนี้
ญาติฝ่ายสามีก็ย้อนถามว่า็ ก็บอกแล้วว่ามันเล่นการพนันไม่เป็น... ถ้าเล่นเป็นชนะบ้างซิ... นี้มันเล่นไม่เป็นมันจึงแพ้ตลอด ก็คุณไม่ได้ถามว่า มันเล่นการพนันหรือไม่ ? คุณถามว่า มันเล่นการพนันเป็นหรือไม่ ? ต่างหาก...ทำนองนั้น
และแล้ว ผู้ใหญ่เค้าก็หัวเราะกัน... ตอนนั้นผู้เขียนก็ไม่เข้าใจนักเพราะยังเด็ก... แต่คำสนทนาสนุกสนานของผู้ใหญ่ในครั้งโน้น สะท้อนได้ดีว่า ความเชื่อในเรื่องนักการพนันไม่อาจนำพาครอบครัวไปโดยราบรื่นได้ ซึ่งตรงกับโทษของการพนันในข้อนี้ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้
ประเด็นนี้ อาจเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า โทษของการพนันทำนองนี้มีมานานแล้วตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้า (หรืออาจก่อนหน้านั้น) จนกระทั้งปัจจุบัน คนทั่วไปก็ยังมีความเชื่อทำนองนี้อยู่....
......
แตกประเด็นออกไปอีกนิด ตามความเชื่อของอินเดียโบราณถือว่า การพนันเป็นกีฬาที่ยุติธรรมที่สุด เพราะต่างฝ่ายก็ใช้อุบายทุกวิถีทางเพื่อให้ชนะ...
ตามที่ผู้เขียนเคยเล่าไว้ที่ เล่าเรื่อง ๗ ว่าข้อนี้และข้อการดื่มสุรา จะมีคำว่า เป็นที่ตั้งแห่งความประมาท กำกับอยู่ด้วย ซึ่งประเด็นนี้อาจวินิจฉัยได้ว่า ถ้าเล่นเป็นการพักผ่อนนานๆ ครั้ง มีความระลึกรู้ในสิ่งที่ตนกำลังทำ ไม่มัวเมาถูกปีศาจการพนันเข้าสิง (ดังเขาว่า) ก็อาจมิใช่ทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์ ทำนองเดียวกับการดื่มสุรา....
เพื่อนผู้เขียนคนหนึ่งให้ความเห็นของการพนันว่า... เมื่อตั้งวงเล่นการพนัน ย่อมสลายศักดิ์ศรีอื่นๆ ไปหมด เช่น ครู ภารโรง นักเรียน หรือพี่และน้อง เมื่อนั่งเล่นการพนันวงเดียวกัน ทุกคนก็มีศักดิ์ศรีเท่ากัน... นั่นคือ ไม่ว่าจะมียศ ตำแหน่ง อายุ หรือความเกี่ยวข้องอย่างไรกันก็ตาม แต่เมื่อเล่นการพนันวงเดียวกัน ทุกคนก็มีศักดิ์ศรีเท่ากัน... ทำนองนี้
อนึ่ง เคยแปลนิทานธรรมบทตอนหนึ่ง (ไม่มีเวลาค้น) มีนักการพนันคนหนึ่งเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าและก็คุยกัน... พระพุทธตรัสถามว่า อาชีพการพนันเป็นอย่างไรบ้าง ? ...นักการพนันคนนี้ก็ทูลตอบว่า ก็แพ้บ้างชนะบ้าง เจ้าข้า ... พระพุทธเจ้าจึงตรัสคาถาบทหนึ่ง แต่ผู้เขียนจำได้แต่เพียงว่า...
- ความชำนะใดที่กลับแพ้ ความชำนะนั้นไม่ประเสริฐ
- ความชำนะใดที่ไม่กลับแพ้ ความชำนะนั้นประเสริฐที่สุด
การพนันเป็นปากทางแห่งความเสื่อม เป็นที่ตั้งของความฉิบหาย
ทำไม่่ถึงคนยังเล่นกันอยู่เป็นจำนวนมาก
แถมทางรัฐก็ยังให้การสนับสนุนบ้างอย่าง ที่จัดอยู่ในการพนันเช่นกัน
ทำไม่ทำไม่ถึงเป็นอย่างนี้.
mongkon
ท่านพุทธทาสชอบพูดว่า
เจริญพร