ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติ  มีต้นไม้ใหญ่น้อยในป่าเป็นเพื่อนเติบโตมาด้วยกัน  พลันโชคชะตาหันเห   ต้องระเห็จจากบ้านไปเรียนหนังสืออยู่แผ่นดินไกลโพ้น  ตื่นเต้นแค่ตอนแรก  พอตั้งตัวติดก็คิดถึงบรรยากาศเคยๆ
     อาศัยเช่าห้องชุดเป็นที่พำนัก  ท่ามกลางอาคารมหึมาเรียงสลับซับซ้อน นี่ก็ป่าเหมือนกัน แต่เป็นคอนกรีต   คนไกลบ้านจึงโหยหาความเขียวสดฉ่ำชื่นร่มรื่นเต็มประดา
     นึกถึงบริเวณรอบบ้านครึ้มต้นไม้ใบบังและสนามหญ้า  สำหรับเดินเล่นและพักผ่อนยามว่าง โดยไม่ต้องแบ่งแย่งกับคนอีกห้าล้าน 
     เริ่มชีวิตในห้องสี่เหลี่ยม  ใช้ผนังห้องคนละด้านกับเพื่อนบ้าน  ใกล้ชิดขนาดไม่ต้องเปิดวิทยุของตัวเอง   ประหยัดค่าไฟดี   แต่เลือกสถานีไม่ได้
     ใครจะว่าอยู่แบบนี้โก้  เริ่ด  ดี  วิเศษ  ก็ช่างเถอะ  สำหรับฉันขออยู่ฝ่ายตรงกันข้าม

     บ้านที่สองแห่งนี้  มีองค์ประกอบครบถ้วน  ห้องนอน ห้องน้ำ  ห้องเสื้อผ้า  ห้องนั่งเล่น และห้องครัว รวมเนื้อที่แล้วประมาณ 60 ตารางเมตร   ได้ออกกำลังกายทุกวันเพราะอยู่บนชั้นสอง  
คนออกแบบใจดี  มีระเบียงเล็กๆ  ยื่นออกมาให้ทางด้านห้องนั่งเล่น  วันไหนอยากโผล่ออกมาสูดอากาศแบบปรุงแต่งกลิ่นสีและเจือสารสังเคราะห์  ขณะชมป่าอาคาร ท่ามกลางแสงไฟฟ้าให้โรแมนติคก็ทำได้สบาย
     แสงธรรมชาติจากภายนอก  มีทางเข้าแค่สองทางคือ ประตูกระจกเลื่อนด้านระเบียง กับทางหน้าต่างห้องนอนซึ่งก็อยู่ทิศเดียวกัน
     จะว่าไปแล้ว  พื้นที่ขนาดนี้  ไม่คับแคบเลยสำหรับเป็นที่อยู่ของคนๆเดียว   เพียงแต่บรรยากาศมันนิ่งแข็ง  ไร้ชีวิตชะมัด มองห้องและสมบัติพัสถานของตัวเองแล้วใจแป้ว  โหวงเหวงพิกล  รู้สึกว่ามีบางอย่างขาดหายไป  คำนวณวันเวลาอีกยาวนานนับปีที่จะต้องมีชีวิตอยู่แบบนี้แล้ว  เห็นทีจะทนอยู่เฉยๆไม่ได้  ต้องลองย้ายบรรยากาศเดิมๆ มาเติมไว้ที่นี่
     ยุทธการขยับป่าเข้ามาสู่ห้องจึงเกิดขึ้น
     วาดฝันเห็นผนังห้องมีไม้เลื้อยห้อยระย้าเป็นเส้นระเรื่อยลงมา  เหมือนน้ำตกสีเขียว  ที่มุมห้อง โต๊ะ และพื้นห้องมีกระถางต้นไม้วางเต็ม   บนเพดานห้อยกระถางแยะๆ แบบสวนลอยฟ้าเข้าไปอีก
ใครจะว่าแต่งห้องไม่เป็น  ก็ช่างปะไร ฉันชอบของฉันอย่างนี้ จะให้ฝันเป็นจริงก็ต้องลงมือทำ  

     เริ่มจากติดชั้นสำเร็จรูปเป็นแนวยาวบนผนัง  สำหรับเลี้ยงพลูด่างเรียงแถว  เป็นน้ำตกสีเขียวไง แบบนี้จะได้เหมือนที่บ้านซึ่งพลูด่างขึ้นงามจนเป็นวัชชพืช   ใบที่โคนต้นขนาดแค่ฝ่ามือ  แต่ใบแถวปลายยอดใหญ่กว่าจานกินข้าว    ขึ้นตามอำเภอใจจนคลุมรั้วด้านหนึ่งยาวประมาณ 10 เมตร สูง 2 เมตร จนมองไม่เห็นรั้ว 
     ชอบพลูด่างตรงที่เลี้ยงง่าย เพราะฉันเองก็ไม่ใช่พวกมือเขียวมือเย็นที่ปลูกต้นอะไรเป็นเจริญงอกงามดีไปซะหมด  ยิ่งถ้าต้องประคบประหงมมาก  เป็นอันว่าเลิกคบ  ฉะนั้นต้องเลือกเพื่อนร่วมห้องที่มีคุณสมบัติเข้ากันได้สักหน่อย
     พลูด่าง อยู่ในที่ร่มได้สบาย ไม่มีแสงแดดตรงๆ ก็โตได้  เป็นพันธุ์ไม้ที่อึดดี  ฉันรับเป็นเพื่อนร่วมห้องได้   

     ต่อมาติดตะขอบนเพดานตรงมุมห้องใกล้ระเบียง   อันนี้สำหรับแขวนกระถางต้นฟิโลเดนดรอน  เพื่อนให้มา  เพราะเห็นว่าเป็นไม้เลื้อยเลี้ยงง่ายอีกอย่าง  ถูกจริตกันดีกับฉัน
     ต้นนี้เลี้ยงไปเลี้ยงมา เลื้อยเรื่อยเปื่อยไปตามผนังห้องยาวเป็นเมตรๆ  ใครมาเห็นเป็นบอกให้ตัดยอดบ้างจะได้แตกใหม่   แต่จนแล้วจนรอดก็ทำไม่ลง 
     สงสัยจริงว่า เพราะฉันวางออร์แกนที่เล่นประจำไว้ใต้ต้นหรือเปล่า  เจ้านี่ชอบฟังเพลงเลยงามเอางามเอา   ยืดยอดระโยงระยางมาหาออร์แกน
     ต้นไม้ขนาดกลางปลูกในกระถางวางไว้แยะๆ ก็ต้องเป็นสาวน้อยประแป้งกับเขียวหมื่นปี สองอย่างนี้ โตได้ดีไม่ว่าอากาศร้อนหรือหนาว แม้ในที่ที่มีแสงสว่างเพียงเล็กน้อย  แต่แม่สาวน้อยประแป้งค่อนข้างจะอันตรายหน่อย เพราะมียางออกมาเวลาใบฉีกขาด  ถูกผิวแล้วคัน   แถมด้วยต้นไทรขนาดใหญ่สักสองต้นตรงมุมห้องเป็นอันว่าใช้ได้   พวกนี้มีคุณสมบัติตามข้อกำหนด
    ที่เหลือตกแต่งตามโต๊ะ ตามชั้น ในห้องน้ำ  ก็เป็นพลูด่างอีกเหมือนกัน  ใส่น้ำแทนดินจะได้ไม่ต้องดูแลมาก เท่านี้ห้องแห้งๆสีขาวซีดก็เปลี่ยนเป็นเขียวใบไม้ฉ่ำชื่นขึ้นมาทันที
 
     พลูด่าง ฟิโลเดนดรอน สาวน้อยประแป้ง เขียวหมื่นปี และไทรถูกเลือกให้มาอยู่ด้วย  แทนที่จะเป็นไม้ประดับหรู ๆ  หรือไม้ดอกสีฉูดฉาด  เพราะฉันชอบสีเขียว  ชอบไม้ใบ และไม่ได้เลี้ยงไว้อวดใคร  ที่สำคัญคือ ฉันเลี้ยงไว้เป็นเพื่อน!
     เพื่อนที่ต้องอึด แกร่ง ไม่ใจเสาะ ไม่สำออย  หากเผลอขาดการดูแลไปบ้าง จะได้ไม่มาตายต่อหน้าต่อตาฉัน    แถมยังมีเพื่อนฟังเวลาฉันบ่นโน่นบ่นนี่อีกต่างหาก
     ขืนเป็นพวกที่ต้องเปิดแอร์ให้อยู่ในหน้าร้อน  เปิดฮีตเตอร์ให้อบอุ่นในหน้าหนาว  ต้องเปิดไฟให้แสงสว่างตลอดวัน  กินปุ๋ยราคาแพง  อยู่กับฉันไม่ได้แน่  เพราะเสพพลังงานเปลืองไปโดยใช่เหตุ  เพื่อนดีต้องช่วยประหยัดไฟฟ้า ประหยัดเงินตราในประเป๋า
               
     นอกจากให้น้ำให้ปุ๋ยตามสมควรแล้ว  เพื่อนทั้งหลายเติบโตไปตามอิสระ กิจกรรมเอาใจเพื่อนก็มีบ้างนานๆ ครั้ง  อาบน้ำกับเช็ดตัวให้ไงล่ะ ?!?
     อย่าเพิ่งหัวเราะเยาะ  เรื่องนี้ถูกหลักวิชาการเชียวแหละ  เพราะต้นไม้ที่ถูกฝุ่นจับ จะหายใจไม่สะดวก  อย่าลืมว่าเพื่อนมีชีวิตเหมือนกัน   ฉะนั้นถ้าสังเกตเห็นใบหมองหม่นมัวซัว   ก็ต้องพาไปอาบน้ำ
    เราอาบกันในห้องน้ำนั่นแหละ  แหม คนอยู่ด้วยกันจะให้ไปอาบที่ไหนล่ะ  เอาวางในอ่างอาบน้ำ  แล้วก็เปิดฝักบัวรดเป็นฝอยเหมือนฝนตก   ก่อนอาบให้หาถุงพลาสติกหุ้มกระถางไว้หน่อย   ไม่งั้นน้ำชะดินไปหมด  ใครคิดจะทำตามก็อย่าลืมตรวจให้แน่ใจก่อนนะว่า  น้ำไม่ร้อนและไม่พุ่งแรง  ขืนเผลอไผล เพื่อนเฉาตายคามือแน่ๆ
     การเช็ดตัวก็ไม่ยาก   ทำกับเพื่อนใบโตหน่อย   ใช้สำลีชุบเบบี้ออย  เช็ดด้านบนของใบ  บรรจงทำอย่างเบามือหน่อยเท่านั้นเอง
 
     วันเวลาผ่านไป   เพื่อนโตวันโตคืน  อพาตเมนต์ของฉันก็เริ่มรกไปด้วยสีเขียว  ยุทธการขยับป่า(ของฉัน)ประสบผลสำเร็จ  ดีใจซะจริง  นึกถึงบ้าน   รกต้นไม้เหมือนกัน 
     คนที่บ้านฉันชอบให้ต้นไม้ทุกต้นขึ้นไปตามอิสระ  ยิ่งรกครึ้มเป็นป่ายิ่งดี  วันไหนใครตัดต้นอะไรไปโดยมิได้ออกแถลงการณ์ นัดประชุมโต๊ะกลม(จริงๆ)  จะต้องมีเรื่องน้อยใจ ต่อว่าต่อขาน บ่นให้รำคาญหูอยู่พักใหญ่   ฉะนั้น  ใครจะทำอะไรกับต้นไม้ในบ้าน  ต้องมีมติค.ร.ม. (คนรักต้นไม้) เสียก่อนทุกครั้งไป
     หลายปีในอพาตเมนต์กับธรรมชาติบางส่วนที่ยกย้ายเข้ามา  ช่วยเรียกชีวิตส่วนที่หายไปให้คืนมาได้บ้าง   ดีกว่าจะปล่อยให้มันโบ๋อยู่เฉย  จริงมั๊ย?