หากย้อนรอยเรียงภาพการเปลี่ยนแปลงการบริหารการพัฒนาคน ของการศึกษาไทยเป็นลำดับมา การเรียนรู้พื้นฐานชีวิตเกิดจากบ้านคือคนในครอบครัว ในชุมชน ท้องถิ่น จากวัด คือพระสงฆ์ ๒ กลุ่มนี้เป็นภูมิปัญญาอาชีพ ให้คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น อ่านออก เขียนได้ สร้างมโนสำนึกความดีงาม จรรยามารยาท พัฒนาการเป็นไปตามวัย สามารถอยู่ในสังคม และประกอบสัมมาชีพ อย่างเป็นสุขยั่งยืน สืบทอดยาวนาน การศึกษายุคนั้นจึงสอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชน การเปลี่ยนแปลงการศึกษาเป็นไปตามยุคสมัย โลกที่มองว่ากว้างใหญ่ การติดต่อสัมพันธภาพระหว่างเชื้อชาติ ศาสนา ที่ว่าเกิดขึ้นยากระหว่างกันของนานาประเทศ อันเนื่องการสื่อสารด้านภาษา และวัฒนธรรมที่แตกต่าง กลายเป็นฟ้ามิอาจกั้น.. ระบบโรงเรียนจึงเกิดขึ้นตามแนวทฤษฎีการบริหารการศึกษาแบบตะวันตก โรงเรียนกลายเป็นศูนย์กลางในการจัดการศึกษาให้กับชุมชนแทนวัด และบ้าน วัด - บ้านกลายเป็นสถาบันการเรียนรู้ที่ทำหน้าที่แตกต่างจากที่เคยเป็น <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 12pt 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> การแบ่งบทบาทหน้าที่ทางสังคมของ ๓ สถาบันหลัก ดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงนวัตกรรมชีวิตคนไทยเปลี่ยนไป สัมพันธภาพระหว่างบ้าน วัด โรงเรียน กลายเป็นโลกที่กว้างใหญ่ การเกื้อกูล เอื้ออาทรระหว่างกันดูเหมือนจะขาดหาย เกิดวิกฤติชีวิตของคนในสังคม เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่เลวร้าย…นักบริหารการศึกษา และนักวิชาการการศึกษาไทย ต่างรวมตัวกันเพื่อสร้างกรอบคิดใหม่ในการจัดการศึกษา คือ การให้ชุมชน ท้องถิ่น และทุกส่วนของสังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา โดยถือว่า โรงเรียนเป็นหน่วยงานหนึ่งของสังคม สร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคม สร้างวงจรการบริหารการพัฒนาคน ให้เป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมีความเชื่อว่า บ้านและวัด เป็นสถาบันทางสังคมที่สำคัญเช่นเดียวกับโรงเรียนที่มุ่งพัฒนาคน การพัฒนาคนของบ้านกับวัดนั้น เน้นการปฏิบัติในเรื่อง ความเป็นคนไทย คุณธรรมนำความรู้ เสริมจากที่โรงเรียนสร้างพื้นฐานการเรียนรู้ในภาคทฤษฎี แต่ใช่ว่าโรงเรียนจะยกภาระทั้งหลายให้กับบ้านและวัด เสียทั้งหมด โรงเรียนยังคงเป็นหลัก เพราะกระบวนการการพัฒนาคนอย่างมีรูปแบบอยู่ที่โรงเรียนเป็นสำคัญ แนวคิดการเปลี่ยนแปลงการศึกษาที่เน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนดังกล่าวข้างต้น จะปรากฏที่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๐ ( พ.ศ.๒๕๕๐-๒๕๕๔) เป็นต้น</p> การมีส่วนร่วมในการพัฒนา….นักการศึกษา นักวิจัย ทั้งหลาย ค้นพบ แนวคิด ทฤษฎีและหลักการที่เกี่ยวข้องไว้จำนวนมาก เป็นที่เชื่อได้ว่า การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาที่สำคัญของความสำเร็จในการนำองค์การไปสู่การปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ดังเช่น น.พ.ประเวศ วะสี ชี้ให้เห็นว่าการมีส่วนร่วมในการพัฒนาที่ให้คุณค่าแก่ชีวิตจะต้องนำเสาหลัก ๕ ประการของสังคมไว้ทั้งหมด ได้แก่ ๑) จิตใจที่มีธรรมะ ๒) แบบแผนทางความคิด ๓) ความสมดุลของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ๔) การพึ่งตนเองทางเศรษฐกิจ และ ๕) ชีวิตชุมชน(ความเป็นชุมชน) ทั้ง ๕ ประการนี้จะต้องพัฒนาไปพร้อมๆกัน ต้องเชื่อมโยงและมีความสัมพันธ์กันอย่างเป็นระบบโดยไม่ให้เกิดผลเสียกับด้านใดด้านหนึ่ง เป็นการพัฒนาแบบองค์รวม ที่เน้น๑) พัฒนาคนเพื่อให้คนสามารถกำหนด การดำเนินการพัฒนาตนเอง ครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติ ๒) พัฒนาในทุกเรื่องพร้อมกันไปทั้งคน สังคมและสิ่งแวดล้อม ๓) มีกระบวนการเรียนรู้ที่ต่อเนื่องร่วมกันทั้งในชุมชนและระหว่างชุมชน ๔) ภาคีการพัฒนาต่างๆ ทุกระดับมีส่วนร่วมสนับสนุนการดำเนินการพัฒนาชุมชน และ ๕) มีวิธีคิดและสำนึกว่าการพัฒนาของชุมชนมีความหลากหลาย มีพลวัตและมีความเชื่อมโยงสัมพันธ์เป็นสมดุลพอดีกับธรรมชาติ การมีส่วนร่วมในการพัฒนาคน ของ ๓ สถาบันหลัก คือ บ้าน วัด โรงเรียน นั้น ในที่นี้จะใช้คำว่า ชุมชน แทนบ้าน และวัด การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนเป็นฐานของการพัฒนาแบบมีส่วนร่วม จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับโรงเรียนและชุมชนที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน เพราะ ๑) โรงเรียนเป็นแหล่งคัดเลือกคนให้ชุมชน ๒) โรงเรียนเป็นแหล่งพัฒนาคนให้ชุมชน ๓) โรงเรียนเป็นแหล่งรวมวิชาสาขาต่างๆ ๔) โรงเรียนเป็นแหล่งถ่ายทอดวัฒนธรรม ๕) โรงเรียนเป็นศูนย์รวมของชุมชน ๖) โรงเรียนชุมชนมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน จึงเห็นได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนและชุมชนเป็นพลวัตสังคมที่ไม่มีวันเสื่อมสลาย <div style="border-right: medium none; padding-right: 0cm; border-top: medium none; padding-left: 0cm; padding-bottom: 1pt; border-left: medium none; padding-top: 0cm; border-bottom: windowtext 1pt solid"> การพัฒนาแบบมีส่วนร่วมเป็นองค์ความรู้ที่มีอยู่ในสังคม เพียงแต่เราหยิบใช้เมื่อไหร่ก็ได้ ความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยอาจทำให้เราละที่จะนำมาปฏิบัติ แม้ว่าเวลาจะผ่านไปยาวนานเท่าใด ทฤษฎีนี้ก็ยังมีคุณค่าสำหรับผู้นำมาใช้ … บ้าน วัด โรงเรียน ๓ สถาบันหลักในสังคมจะยังคงมีส่วนร่วมสูงสุด (Maximum Participation) ในการพัฒนาคนต่อไป ไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดที่จะทำให้ ๓ สถาบันหลักนี้ต้องล่มสลายเช่นกองทรายบนชายหาด หากแต่เป็นประดุจดังสำนึกรักแผ่นดินเกิดของคนไทย. </div><p style="text-justify: inter-cluster; margin: 12pt 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>
บ้าน วัด โรงเรียน:ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม..วงจรการพัฒนาคนที่ยั่งยืน
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
นาย ศราวุธ จ้อน อยู่เกษม · 25 ก.ย. 2550
นาย ตระการ ก๊อต คุณทรัพย์ · 25 ก.ย. 2550
นายกรเพชร · 25 ก.ย. 2550
น.ส. อุมาพร คำพรหม · 25 ก.ย. 2550
สกาย · 25 ก.ย. 2550
ตันติราพันธ์ · 25 ก.ย. 2550
หาก บ้าน วัด โรงเรียน ร่วมมือกันอย่างเข้มแข็ง ข่าวไม่ดีต่างๆของเยาวชน คงไม่เกิดและเลวร้ายขึ้นทุกวัน
บทความข้างต้น
ดีมากเลยครับ
ไม่ทราบว่า
มีแหล่งที่มาไหมครับ
บ้านวักโรงเรียนมีส่วนสำคัญมากค่ะต้องพัฒนาที่เยาวชนคนรุ่นใหม่โดยการปลูกฝั่งเรื่องนี้ลงไป