ฉันเป็นครูแก้ปัญหาเด็กมาหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะอยู่ในระดับเล็กน้อย ปานกลาง จนถึงโคม่า ได้ใช้วิทยายุทธที่ฝึกปรือมาแก้ปัญหา ซับน้ำตาผู้ปกครองไปแล้วนับไม่ถ้วน ตลอดเวลา๓๐ กว่าปีในอาชีพครู
ถึงคราวผงเข้าตาตัวเอง เมื่อฉันสวมหมวกความเป็นแม่ ลูกชายผู้แสนจะมีปัญหาเรื้อรัง ซ้ำซ้อน ปัญหารายวัน รายชั่วโมง ฉันก็ต้องตาม "แก้ไข" "ให้อภัย" "เริ่มต้นกันใหม่" และ "ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย" คำเหล่านี้เราจะพูดกันบ่อยมาก จนไม่ศักดิ์สิทธิ์ เคยท้อใจ ก็หลายคน แต่ในความเป็นsingle mom เราท้อไม่ได้ หลังจากการใช้วิทยายุทธขั้นสูงบวกความรักความตั้งใจ หลังจากมองดูเขาเดินเข้าๆออกๆอยู่หลายคณะ หลายมหาวิทยาลัย ในประเทศ ตลอดจนถึงบางครั้งก็มีการพิพากษาขั้นร้ายแรง(จากคุณตาและผู้เกี่ยวข้อง)คือเนรเทศไปอเมริกา ประมาณ "ตัดหางปล่อยวัด" ในที่สุดฉันก็ "สอบผ่าน"ความเป็นแม่ได้ วันที่ฉันรู้สึกภูมิใจ ดีใจ (อันที่จริงโล่งใจ) คือวันที่เขาเดินมาบอกว่า "ลูกเรียนจบปริญญาตรีแล้วนะ แม่ดีใจไหม"
แม้งานประติมากรรมชิ้นนี้ ไม่ใช่ชิ้นเอก ในแง่ที่ว่า มันไม่ใช่ชิ้นงานที่สวยงามนัก ถ้าเทียบกับเพื่อนๆเขาที่เป็นหมอ วิศวะ นักธุรกิจฯลฯ แต่แรงกายแรงใจที่ทุ่มเท ทำให้ฉันรู้สึกภูมิใจที่เราได้ให้โอกาสลูก นับหนึ่งใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่าในชีวิต ทำให้เขาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่ควรค่าแก่ความภูมิใจ(ของแม่)
อ่านแล้วยัง?
สวัสดีค่ะครูต๋อย ...
นี่แหละอานิสงส์ของความเป็นครูของเราที่ช่วยให้เรารู้วิธีปั้น ปลอบ ปลุก ลูกของเราให้ผ่านพ้นวิกฤตได้ ขอเอาใจช่วยนะคะ
ขอบคุณครับขอให้เขียนบันทึกกันเยอะๆน่ะครับ