เช้านี้ได้คุยกับกัลยาณมิตรท่านหนึ่ง ผู้เขียนปรารภว่า เคยฟังว่าการพยากรณ์อากาศของญี่ปุ่นดีมาก กล่าวคือ จำกัดวงพื้นที่ได้แคบ กำหนดช่วงเวลาี่ได้ชัดเจน และมีความแม่นยำสูง... ขณะที่เมืองไทยการพยากรณ์ฯ กำหนดพื้นที่กว้าง ช่วงเวลาก็ไม่แน่นอน ส่วนความแม่นยำก็อย่างที่รับรู้อยู่ทั่วไป..... ประมาณนี้
กัลยาณมิตรท่านนี้ก็บอกว่ว เมืองไทยก็มีคนสามารถทำได้ แต่มิใช่กรมอุตุฯ.... เมื่อสนทนาถึงประเด็นนี้ ผู้เขียนก็รู้สึกว่า กำลังจะเริ่มบ่น อีกแล้ว... ส่วนกัลยาณมิตรท่านนี้ก็บอกว่า มิใช่เป็นการบ่น แต่เป็นเพียงความรู้สึกที่แสดงออกมาว่า มันน่าจะดีกว่านี้ .... ประมาณนั้น
ผู้เขียนก็มาพิเคราะห์ว่า การบ่นเกิดจากอะไร ? ก็ตอบได้ว่า การบ่นเกิดจากสภาพทางจิตที่ไม่พึงพอใจบางสิ่งบางอย่างแล้วแสดงออกมาเป็นถ้อยคำ... โดย การบ่น นั้น อาจจำแนกเนื้อหาแห่งถ้อยคำออกเป็น ๓ ส่วน กล่าวคือ...
- บรรยายสภาพที่ไม่พึงปรารถนา
- ตัดพ้อต่อผู้ที่ทำให้สภาพที่ไม่พึงปรารถนาเกิดขึ้น
- เสนอแนะสภาพที่พึงมีพึงเป็นตามความเห็นส่วนตัว
ตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายก็เช่น ตอนนี้มีการบ่นถึงระบบการเมืองของไทย มีการบรรยายถึงสภาพการเมืองที่ไม่พึงปรารถนา เช่น ทำให้เศรษฐกิจย่ำแย่ ประชาชนเดือดร้อน ประเทศชาติล้าหลัง การศึกษาถอยหลังเข้าคลอง... เหล่านี้เป็นสถาพที่ไม่พึงปรารถนา
ใครกันละ ! ที่ทำให้ระบบการเมืองเป็นแบบนี้ ก็นักการเมืองนั้นเองที่โกงกินขาดอุดมคติที่ควรจะเป็น ข้าราชการก็สนองตอบต่อผู้มีอำนาจเสมอมา ทหารก็รัฐประหารบ่อย ประชาชนก็ขายสิทธิขายเสียง พ่อค้าก็มุ่งแต่แสวงหากำไร.... เหล่านี้คือผู้ที่ทำให้สภาพการเมืองไทยไม่พึงปรารถนา
ผมว่า รัฐบาลต้องเด็ดขาดแบบจอมพลสฤษดิ์ ... อาตมาว่า ต้องใช้ศาสนานำหน้าการเมือง .... ฉันว่า ต้องให้ทหารระดับสูงเป็นวุฒิสมาชิกโดยตำแหน่งเพื่อป้องกันการปฏิวัติ.... รัฐธรรมนูญต้องกำหนดให้ประชาชนมีส่วนร่วม... การเมืองภาคประชาชนจะต้องเข้มแข็ง .... เหล่านี้คือการเสนอแนวทางแก้ไข้
ตามตัวอย่างที่ยกมา จัดเป็นรูปแบบการบ่นในเรื่องการเมือง ... เรื่องอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน กล่าวคือ เรามักจะได้ยินได้อ่าน ผู้ที่บ่นในเรื่องต่างๆ อยู่เสมอ.... และผู้เขียนสังเกตว่า ผู้ที่บ่นเหล่านี้ มักทำไมได้ ไม่มีโอกาสได้ทำ หรือไม่ได้แก้ไขในสิ่งที่บ่นๆ กันอยู่.....
..............
จำกัดวงให้แคบลงเฉพาะเรื่องในวัดหรือเรื่องศาสนา เรามีวัดนับหมื่น และมีพระ-เณรนับแสน ส่วนศาสนิกทั่วไปก็นับล้าน.... แต่ผู้ทำเพื่อมุ่งประโยชน์ต่อวัดหรือพระศาสนาน้อยยิ่งนัก ผู้ที่อาศัยวัดหรือพระศาสนากลับมีมากเหลือเกิน...
อันที่จริง ผู้ที่รักวัดรักพระศาสนานั้นก็มีมาก ซึ่งผู้บ่นด้วยความรักนั้นมีมาก แต่ผู้ทำประโยชน์ต่อวัดและพระศาสนาด้วยความรักนั้นมีน้อย... สาเหตุเพราะติดขัดในประเด็นต่างๆ นั้นเอง...
ตามที่สังเกตมา ผู้ที่ทำคุณต่อวัดหรือพระศาสนา มักจะไม่อาศัยระบบตามรูปแบบ แต่สร้างอาณาจักรของตนเองขึ้นมาแล้วก็ดำเนินการไปตามความเหมาะสม เช่น ท่านพุทธทาสกลับจากเรียนบาลีกรุงเทพฯ ไปอยู่บ้านเดิม สร้างอาณาจักรสวนโมกข์ของท่านขึ้นมา... หรือท่านอาจารย์มหาสมปอง มุทิโต แปลคัมภีร์สำคัญๆ แล้วก็พิมพ์แจกด้วยทุนทรัพย์ที่ท่านจัดหามาเอง... เป็นต้น
.............
จากกรณีในวัด อาจขยายความออกไปเป็นคำถามว่าเพระเหตุไร ? ผู้ที่มุ่งหวังประโยชน์ต่อส่วนรวมจึงต้องดำเนินการนอกระบบที่เป็นอยู่ ขณะที่ผู้อยู่ในระบบได้แต่บ่น .... ตอบได้ว่า เพราะคนทั่วไปเห็นแก่ตัวและพวกพ้อง มากกว่าเห็นแก่สาธารณชนหรืออุดมคติอันพึงปรารถนา
ตามที่เจอมาทั้งในวัดและนอกวัด ผู้ที่บ่นๆ ส่วนใหญ่มักจะคล้อยตามระบบที่ไม่พึงปรารถนานั่นเอง... และมีอีกมากที่เป็นไปทำนองว่า เมื่อไม่สามารถคัดค้านและชี้นำระบบได้ ก็เข้าไปอยู่ในระบบนั้นซะเลย ... ประมาณนี้
ผู้เขียนก็ บ่น มาได้อีกหนึ่งบันทึก จึงยุติการบ่นไว้เพียงแค่นี้ เพื่อรอรับความเห็นหรือการบ่นจากผู้สนใจต่อไป....
ทนัน ภิวงศ์งาม
ตามที่อาตมาว่าไปนั้น ว่าด้วย สาเหตุแห่งการบ่น... ส่วนที่คุณโยมว่ามานั้น ว่าด้วย ระดับการบ่น ...
การบ่นด้วยภาษาเขียนนี้ ก็เป็นอีกนัย ซึ่งอาจจัดอยู่ในกลุ่ม วิธีการบ่น โดยจัดประเภทเป็น การบ่นด้วยภาษาพูด ภาษาเขียน ภาษากาย .... เป็นต้น
ใน GotoknoW นี้ได้มีการบัญญัติวิชา...
และตอนนี้เพิ่งค้นพบอีกวิชาคือ...
4+1. 6 -1. 10/2
เจริญพร
ผมว่าคนเราบ่นเพราะไม่ได้ดังใจ เรื่องราวไม่เป็นไปอย่างที่ใจคิดครับ เกิดจากโมหะซึ่งเป็นเรื่องที่อยู่ในใจทั้งนั้น ไม่มีใครช่วยอะไรได้ และไม่สามารถแก้ไขความคับข้องใจ/ไม่พอใจได้หากไม่เปลี่ยนความคิดเป็นการกระทำ
มัวแต่หมกมุ่นกับความคิด จึงไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร แล้วสิ่งที่หงุดหงิดซึ่งเป็นสิ่งภายนอกที่มากระทบใจของเรา ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรไป ดังนั้น จึงเกิดเหตุแบบที่พระอาจารย์เขียนไว้ว่า "ผู้ที่บ่นๆ ส่วนใหญ่มักจะคล้อยตามระบบที่ไม่พึงปรารถนานั่นเอง" เพราะเขาเหล่านั้นไม่ได้ทำอะไรให้ดีขึ้นเลยครับ
ผมไม่รู้จะบ่นไปทำไม ;-)
ทนัน ภิวงศ์งาม
อนุโมทนา สำหรับการอำนวยพรของท่าน ผ.อ. ...
เพิ่งนึกได้อีกอย่าง การบ่น นี้ อาจจำแนกนัยอื่นได้อีก เช่น...
หรือแบ่ง การบ่น ไปตามเวลาและสถานที่ได้อีก.... การบ่นศาสตร์ คงต้องแบ่งเป็นสาขาย่อยแล้ว ท่าน ผ.อ ....
..........
</ul><p>……….</p><p>เจริญพร </p>
การบ่นนั้นผมว่ามักจะมีในแง่ลบมากกว่าแง่บวก
และน่าจะเป็นการระบายอารมณ์ที่อัดอั้นในใจ เพื่อให้อารมณ์เคลียดระบายออกบ้าง
สุคล ศรีอ่อน
อามันตา
สังเกตุได้ว่า การบ่นนั้นมักเกิดขึ้นเมื่อเกิดอะไรบางอย่างที่ไม่เป็นอย่างที่คาดหวังหรือตั้งใจไว้
และมักจะมีปฎิกิริยาอาการบ่างอย่างที่คนบ่นนั้นแสดงออกมาควบคู่กันไปโดยอัตโนมัต