ที่ผมมองเห็นความเหมือนกันของเด็กหญิงทั้งสองคือ แววตาที่แปลกเปลี่ยว

ในแววตามีความแปลกเปลี่ยว: บุตรบุญธรรมในกัมพูชา 

เช้าวันอาทิตย์รถจากสำนักงานส่งมารับสายหน่อยเลยได้มีเวลาสังเกตสิ่งรอบตัว ในห้องกินข้าวของโรงแรมเล็กๆกลางกรุงพนมเปญ

ผมเห็นคณะของครอบครัวชาวอิตาลีพร้อมกับลูกบุญธรรมชาวเขมรเป็นคณะค่อนข้างใหญ่ ประมาณ ๗ ถึง ๘ คู่สมรสบ้างก็มีลูกบุญธรรมคนเคียว บ้างก็มีสองคน บ้างก็มีลูกของตัวเองมา(หรืออาจเป็นลูกบุญธรรมชาวฝรั่ง)แล้วมารับลูกบุญธรรมชาวเขมรอีก

เด็กเขมรที่ถูกอุปการะบ้างก็เป็นเด็กชายอายุห้าหกขวบ บ้างก็เป็นหญิงอายุสามสี่ขวบ บ้างก็ยังเป็นทารกวัยประมาณหนึ่งขวบกว่าๆ

ผู้ใหญ่ก็กินข้าวกันไป ดูแลลูกๆไป

ลูกๆที่หน้าตาเป็นยุโรปจับกลุ่มกันเล่นซุกซนอย่างมีความสุขตามประสา

เด็กชายชาวเขมรใส่เสื้อผ้ารองเท้าใหม่มือถือรถยนต์ของเล่นนั่งเงียบๆข้างพ่อแม่ใหม่

ที่สะดุดสายตา และอารมณ์มากคือเด็กหญิงสองคน

เด็กหญิงคนแรก วัยประมาณสามขวบนั่งซุกตังเงียบๆ บางครั้งช้อนตาประสานอย่างเอียงอายกับพนักงานบริกรที่แวะมาทักทายด้วยภาษาถิ่น 

เด็กหญิงคนที่สองอายุขวบกว่าๆ ยังอยู่ในอ้อมกอดของพ่อใหม่ ด้วยท่าทีที่เหงาหงอย เซื่องซึม

ที่ผมมองเห็นความเหมือนกันของเด็กหญิงทั้งสองคือ แววตาที่แปลกเปลี่ยว

แปลกเปลี่ยวเหมือนแววตาของเด็กชาย ซึงต๊ะ แซ่จ๋าว ที่ถูกพ่อแม่ฝากไว้กับหมอที่วอร์ดเด็ก โรงยาสวนดอกที่ผมพบตอนเป็นนักเรียนผู้ช่วยพยาบาล

ได้แต่หวังว่าเด็กทั้งสองได้พบพ่อแม่ใหม่ที่เป็นคนดีได้แต่หวังว่าเด็กทั้งสองจะเติบใหญ่เป็นคนดี

ได้แต่หวังว่าเด็กทั้งสองจะก้าวข้ามผ่านความรู้สึกแปลกต่าง และเปลี่ยวเหงา

ที่สุดของความหวังคือ หวังว่าโลกนี้จะไม่มีเด็กถูกทอดทิ้ง <p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"> </p>