เมื่อวาน 21 กย. 50 เป็นวันศุกร์ ผมมีสอนเช้า บ่าย ค่ำ รวม 9 คาบ และมีการนัดประชุมซ้อนกันสองที่เวลาเดียวกันคือบ่ายสองโมง
ช่วงเช้าสอนปี 1 เอกเทคโนโลยีและนวัตกรรมการศึกษา วิชาการใช้และบำรุงรักษาอุปกรณ์เทคโนโลยีฯ ผิดหวังมากที่การนัดหมายเรื่องนำเสนองานไม่เป็นไปตามที่ตกลงกัน ถ้าเป็นนักศึกษารุ่นเก่าๆ จะไม่มีทางเป็นเช่นนั้น รายละเอียดขอข้ามไปก่อน แต่สรุปได้ว่า 20-30 ปีที่ผ่านมา ผมเห็นได้ชัดว่า ตัว Input คือนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่เราสัมผัสนั้นเปลี่ยนไปมาก และอยู่ในอาการน่าเป็นห่วง ไม่ว่าเราจะใช้สติปัญญา ใช้กลยุทธ์อะไรก็ตามที่คิดว่าใช่ ว่าเหมาะมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน ก็มิอาจทำให้เขา สนใจใฝ่รู้ หรือ รับผิดชอบ งานที่มอบหมายได้อย่างที่เคยเป็น ผมเคยคิดว่าน่าจะมีทางจัดการได้ แต่นับวันดูจะต้องยอมแพ้มากขึ้นเรื่อยๆ .. คงต้องใช้อุเบกขาธรรมให้มากขึ้น ก็ระบบครอบครัว สังคม และการศึกษาในระดับอนุบาล ประถม มัธยม เขาบ่มเพาะจนมีลักษณะอันไม่พึงปรารถนาเข้ากระดูกเสียแล้ว .. ผมคงไม่สามารถสร้างปาฏิหาริย์ เปลี่ยนแปลงอะไรได้มากนัก ยิ่งมาเจอนโยบายการรับไม่อั้น เพราะการแข่งขันสูงจนแบบแทบไม่ต้อง Screen กัน แถมต้องพยายามรักษาปริมาณให้คงอยู่ด้วยแล้วล่ะก็ ยิ่งทำให้เห็นว่า การสร้างคนคุณภาพน่าจะทำได้แค่ฝันเสียมากกว่า
ที่ผ่านมา นักศึกษา 1 ห้อง 30-50 คน บางทีเราได้คนที่ ใช่ เพียงไม่เกิน 3 - 5 คนก็มี เห็นสภาพเช่นนี้แล้ว ที่ว่าเหนื่อยกายนั้นดูจะเบาไปเลย เพราะความหนักใจ เหนื่อยใจ แทนประเทศไทยในอนาคตนั้น เข้มข้นเหลือเกิน ยิ่งเพิ่งกลับมาจากเวียดนาม ได้เห็นความมีวินัย ความความขยันหมั่นเพียร ความใฝ่รู้ สู้งานในเยาวชนของเขาแล้ว ยิ่งทำให้แทบหมดแรงครับ .. เห็นอนาคตชาติเราค่อนข้างชัด ว่าจะอยู่กันอย่าง ทุกข์มาก สุขน้อย ไปเรื่อยๆเป็นแน่แท้
ช่วงบ่ายค่อยคลายเหนื่อย เพราะสอนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับครู มีนักศึกษาหลายเอกเรียนร่วมกัน ได้เห็นนักศึกษา บางส่วน ตั้งใจทำงานที่มอบหมาย เห็นความก้าวหน้าที่เกิดขึ้น ก็ดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้ไปได้ มีการนัดหมายว่า ขอให้เลื่อนการประชุมนำเสนอผลงานของทั้ง 3 หมู่เรียน จาก 27-28 กย.50 ไปเป็นอาทิตย์ที่ 30 กย.50 แทน ก็ผมมีนัดสำคัญกับงาน KM ที่มน.นี่ครับ ต้องไปสอนวันอาทิตย์ก็ยอม เห็นหรือยังว่าพลังของ KM และ G2K มีมากแค่ไหน จนกระทั่งบ่ายสองโมงจึงลงไปประชุม 2 เรื่อง 2 วง ในเวลาเดียวกัน
วงแรกเป็นการประชุมซักซ้อมความเข้าใจและเตรียมความพร้อมเรื่องการอบรมครูต่างชาติตามหลักสูตร 20 ชั่วโมงของคุรุสภาโดยมีท่านคณบดี ผศ.จำรัส มีกุศลเป็นประธาน วงสองคือการประชุมอาจารย์เทคโนโลยีการศึกษาเรื่องการจัดผู้สอนในรายวิชาที่มีเปิดมากมายในเทอมหน้า .. ก็ให้วงสองเขาว่าไปก่อน พอใกล้จบจากวงแรกผมก็เข้าไปแจมและก็ไม่ได้มีอะไรเป็นปัญหา ได้ภาระงานออกมาว่าเทอมหน้างานสอนก็ยังก็หนักพอสมควร ภาคปกติ 2 วิชา 15 คาบ / สัปดาห์ รวมภาคนอกเวลาอีก 3 คาบ ก็เป็น 18 พอๆกับเทอมนี้ครับ
วันนี้ 22 กย. 50 จัดการกับภารกิจส่วนตัว และพักผ่อนด้วยการนอน ชดเชย และเข้าไปอ่านบันทึกของญาติๆ G2K เล็กน้อย รับโทรศัพท์จากสหายคู่ชีพ อ.ชัยรัตน์ กันตะวงษ์ จาก มรภ.สุราษฎร์ธานี ดีใจที่ทราบว่า Prof.Dr.Kevin Laws จาก U. of Sydney ที่กลายเป็นญาติของผมไปด้วยแล้ว มาอยู่ที่สุราษฎร์จนถึงอังคารหน้า .. นอกจากหวังจะได้ดูแลท่านตอนเข้ากทม.แล้ว ก็อุ่นใจว่าคงได้ถามไถ่เรื่องที่ผมจะต้องเป็นวิทยากรอบรมครูต่างชาติ เรื่องมาตรฐานและจรรยาบรรณวิชาชีพครู รวมทั้งเรื่อง พรบ.ครู ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าด้วย .. กลัวมากอยู่เหมือนกันว่าจะทำได้ไม่ดี เพราะเป็นกลุ่มแรกที่สมัครมาเข้าหลักสูตรนี้กับเรา .. ผมคงต้องแปลเอกสารภาษาไทยที่เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ด้วยเวลาและความสามารถที่จำกัด ผมได้ Search หาข้อมูลเรื่องดังกล่าวของต่างประเทศที่เป็นภาษาอังกฤษสะสมไว้แล้วพอสมควร เพราะหลายอย่างเป็นมาตรฐานที่ตรงกันทั่วโลก ศัพท์เฉพาะที่เป็น Technical Terms ทั้งหลายก็ต้องใช้ร่วมกันอยู่แล้ว .. ขืนแปลแบบไม่ดูตาม้าตาเรือ เดี๋ยวก็ได้ตกม้ากันบ้างเป็นแน่ .. สาธุชนพึงระวัง!
ตกเย็นเพื่อนซี้อีกคน จากมรภ.สกลนคร อ.สุนทร ชัยชนะ ผอ.สำนักวิทยบริการ โทรมาคุยเรื่องสัพเพเหระ ว่ากันร่วมครึ่งชั่วโมงก่อนที่ผมจะเข้ามาสะสางงานที่คณะตอนหัวค่ำวันนี้ .. แล้วผมก็ตั้งใจเหลวไหล มานั่งเขียนบันทึกนี้จน 3 ทุ่มแล้ว .. ก็ผมอยากพักผ่อนนี่ .. จะวุ่นอะไรกันนักหนา พรุ่งนี้ยังไม่รู้จะมีมาหรือเปล่า .. วันนี้ผมต้องไม่เป็นทุกข์ .. คิดเช่นนี้แหละครับ ทำได้แค่ไหนก็อีกเรื่องหนึ่ง
แล้วพรุ่งนี้ 23 กย. 50 ล่ะ ? … ถ้ามันยังมีมา ผมมีนัดให้นักศึกษาเอกเทคโนฯปี 1 มานำเสนองาน หลังจากที่เขาเบี้ยวผม ในเวลาเรียนปกติเมื่อวันศุกร์ครับ .. ส่วนตอนบ่ายต้องไปงานเผาศพ ผู้ที่นับถือกันเหมือนน้องชาย อ.ทศพร ธาราศักดิ์ ที่ด่วนจากไปด้วยวัยเพียง 52 ปีเศษ .. คิดแล้วใจหาย เคยไปตระเวณ Australia ด้วยกัน เดินผ่านทีไรเป็นยกมือไหว้ .. “ สวัสดีครับพี่ “ สม่ำเสมอ .. หลับเถิดน้อง พรุ่งนี้พี่จะไปส่ง และที่แน่ๆ พี่ก็จะตามไปเหมือนกัน เพียงแต่ยังไม่รู้วันไหนเท่านั้นเอง !
จากเมื่อวานถึงพรุ่งนี้ อาทิตย์ที่ 23 กย. 50
เห็นอนาคตชาติเราค่อนข้างชัด ว่าจะอยู่กันอย่าง ทุกข์มาก สุขน้อย ไปเรื่อยๆเป็นแน่แท้
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
BM.chaiwut · 22 ก.ย. 2550
ลุงเอก · 22 ก.ย. 2550
Nok_Sasitorn · 22 ก.ย. 2550
Nok_Sasitorn · 22 ก.ย. 2550
พี่เม่ย · 22 ก.ย. 2550
สวัสดีด้วยความระลึกถึงอย่างสูงค่ะ อาจารย์Handy
ดิฉันตามอ่านบันทึกของอาจารย์มาเงียบๆจนกระทั่งถึงบันทึกนี้ เสียดายเหลือเกินที่ดิฉันอยู่ไกล ถ้าอยู่ใกล้กรุงเทพฯ ดิฉันจะไปกราบคารวะอาจารย์ ที่เปรียบเสมือน "ครู" ของดิฉันอีกท่านหนึ่ง
.......ด้วยความเคารพ ด้วยความเข้าใจ และขอน้อมคารวะครูที่เป็นครูด้วยจิตวิญญาณ ....
อาจารย์ได้กล่าวถึงสิ่งที่ดิฉันหวั่นเกรง และหวาดกลัวอยู่ในใจ และกล่าวได้ตรงกับความรู้สึกแท้ๆ แบบที่ครูจำนวนมากรู้สึก และรู้สึกมากขึ้น...
.....และมากขึ้นทุกวัน....
ดิฉันเคยถามตัวเองอย่างหนักว่าเราต้องไปหาความรู้ชุดใดมาเพิ่มกันหนอ ต้องข้ามน้ำข้ามแผ่นดินไปแสวงหาที่ประเทศใดหนอ ต้องไปเรียนอะไรมาให้เป็นสุดยอดวิชาหนอ เพื่อนำวิชานั้นมา"สร้างคุณภาพคน" ให้สมกับที่คนเหล่านั้นเป็น ความหวังของแผ่นดิน
....เพราะนั่นเป็นหน้าที่รับผิดชอบของเราโดยแท้.....
...แต่ในที่สุด ดิฉันก็ได้รู้ว่า "วิชา" ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย....
ดิฉันเคยหนีมัธยม เพราะรู้ว่ารับระบบสอนให้คนคิดแบบแพ้คัดออกไม่ได้(และไม่มีวันที่จะรับได้) ดิฉันหนีสมรภูมิหนึ่งเพียงเพื่อจะเข้ามาพบกับอีกสมรภูมิหนึ่ง ที่การสู้รบออกจะลึกซึ้ง และแนบเนียนกว่า เพราะมีวิชาสารพัดเป็นอาวุธยุทโธปกรณ์ ที่สุดท้ายแล้วก็ได้เห็นร่วมกันว่าสามารถดึงมาปรับเชื่อมโยงใช้พัฒนาจิตใจ พัฒนาความเป็นมนุษย์ได้ไม่เต็มที่นัก
หรือครั้นจะ"รับรองคุณภาพ ประกันคุณค่า"ว่า สามารถนำเอาวิชาเป็นแท่งๆเหล่านั้นไปใช้ในการประกอบอาชีพ และทำให้มีเงินเพราะ"วิชา"ตามรหัสและคำอธิบายรายวิชาเหล่านั้นร้อยเปอร์เซ็นต์ ก็พูดได้ไม่เต็มปากอีกเหมือนกัน
น่ากลัวเหลือเกิน หากถูกทำให้เชื่อเพียงว่า เมื่อได้ส่งคนมาตามสายพานของการศึกษาในระบบแล้วจะทำให้คนๆนั้น หรือคนชุดนั้น เป็นคนเต็มคนเสมอไป นั่นเป็นภาพลวงของระบบที่น่ากลัวที่สุด
มองโดยภาพรวมของระบบปัจจุบัน ทั้งระบบอนุบาล ประถม มัธยม จนกระทั่งถึงระบบอุดมศึกษา ยังคงเป็นระบบที่ให้ความสำคัญกับ "วิชา" มากกว่าให้ความสำคัญกับ "การฝึกคน พัฒนาคน ให้รอบด้าน ให้ครบมิติของความเป็นมนุษย์" เพราะ"วิชา" (และหรือหลักสูตรที่เน้นวิชามากกว่าเน้นคน) เป็นเครื่องบังคับ เป็นตัวล็อก เป็นแดนกั้นที่เหนียวแน่นและแข็งแกร่งเกินกว่าที่"ครู" คนใดจะต้านทานและเปลี่ยนแปลงได้
ถึงแม้จะมองเห็น แต่"ระบบ"ได้ถูกโปรแกรมไว้อย่างมั่นคงแข็งแกร่ง เมื่อเราอยู่ในระบบ ก็ไม่แปลกที่เราอาจจะถูกจับแยกให้แตกตัวเองออกเป็น "วิชาๆ" ไปแล้วด้วยเช่นกัน โดยที่เราแทบจะไม่รู้ตัวเลย....
และถึงแม้รู้ตัว ก็คงจะยังไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก หากไม่มีพลังแบบทอร์นาโดหรือสึนามิ ที่เข้ามากวาดทีเดียวเรียบแล้วว่ากันใหม่หมด
....สำหรับคนที่เหลือรอดอยู่.....
ซึ่งนั่นก็ดูจะโหดร้ายนัก และก็ไม่แน่ดอกว่าจะได้ผล
ตราบเท่าที่เรายังไม่มองที่"คน" แต่มองที่ผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม หรือเฉพาะคน ซึ่งก็น่าเศร้าไม่แพ้กัน
....ครูก็กำลังถูกกระทำให้ต้อง"คิด" แบบนั้น แบบเอาประโยชน์เป็น"วิชาๆ" และถูกประเมินให้รับประโยชน์ (แปลว่าให้คุณให้โทษ) จากการทำ "ผลงาน" เป็น"วิชาๆ"
......มิใช่ความสำเร็จอันละเอียดอ่อนลึกซึ้งในการได้ทุ่มเทชีวิตเพื่อพัฒนาคนให้เต็มคน เป็นคนๆไป .....
ภาวะขมขื่นและคับข้องของครู ทั้งครูประถมและมัธยมในตอนนี้ ดิฉันยังมองไม่ออกเลยว่าท่านผู้ใดจะหาญกล้าเปลี่ยนวิธีคิด ทั้งที่รู้ว่าเป็นพิษร้ายต่อชาติเช่นนี้.....
เมื่อความเป็นครูด้วยจิตวิญญาณพังไปแล้ว
.....แล้วจะเหลืออะไรไปถึงเด็ก....
ที่ท่านพุทธทาสขนานนามการศึกษาไว้นั้นหาผิดไม่ และจนบัดนี้ก็ยังไม่สามารถทำให้"ถูก" ได้โดยง่ายดายนัก
และที่อาจารย์กล่าวไว้นี้ก็ไม่ผิดไปจากความจริงเลย....
"ระบบครอบครัว สังคม และการศึกษาในระดับอนุบาล ประถม มัธยม เขาบ่มเพาะจนมีลักษณะอันไม่พึงปรารถนาเข้ากระดูกเสียแล้ว .. ... ยิ่งมาเจอนโยบายการรับไม่อั้น เพราะการแข่งขันสูงจนแบบแทบไม่ต้อง Screen กัน แถมต้องพยายามรักษาปริมาณให้คงอยู่ด้วยแล้วล่ะก็ ยิ่งทำให้เห็นว่า การสร้างคนคุณภาพน่าจะทำได้แค่ฝันเสียมากกว่า"
ดิฉันได้ฝันมานานเหมือนกันค่ะอาจารย์ และบอกตัวเองว่าจะต้องฝันต่อไป เพราะความฝันทำให้เรามีความหวัง และความหวังจะเป็นพลังหล่อเลี้ยงให้เราลงมือทำอะไรบางอย่าง(ที่เราเชื่อว่าอาจจะกลายเป็นความจริงได้)ต่อไป
.....(ไม่ว่าจะสู้ได้หรือไม่ได้ก็ตาม)......
คำตอบหนึ่งที่ดิฉันได้มา ณ วันนี้ คือ หากไม่ต้องการร่วมสงคราม จงหนีให้พ้นสนามรบ แต่หากอยู่ในสนามรบแล้ว ก็จงสู้สุดชีวิต ตราบเท่าที่ยังมีชีวิตเหลือให้สู้
คำตอบนี้ทำให้ดิฉันฮึกเหิมขึ้นมาเป็นทีๆ และห่อเหี่ยวในบางครั้งเมื่อเห็นความจริงที่จังก้าอยู่ตรงหน้า บางเวลาก็ออกจะหดหู่ เพราะรู้ว่าในชาตินี้(สำหรับดิฉัน)คงยังสู้ไม่ได้ .....
แต่เมื่อเลือกแล้วที่จะยังคงอยู่ในสมรภูมิ ดิฉันก็ต้องสู้สุดกำลังเท่าที่มี เพราะได้คำตอบแล้วว่าหนีอย่างไรก็ไม่มีวันพ้นสงครามไปได้ นึกขำๆว่าหนีก็โดน ไม่หนีก็โดน งั้นก็สู้กันดูสักตั้ง ให้รู้ดำรู้แดงกันไป
พอนึกเห็นขำเสียได้ ก็ทำให้มีอารมณ์สู้แบบกระดืบๆต่อไปอีกประมาณสองสามร้อยเมตรในแต่ละครั้ง คือจับเด็กมาฝึกเป็นคนๆ ฝึกที่คน ฝึกที่ใจ และไม่คาดหวังว่าจะได้ทั้งร้อย แค่ร้อยเอาหนึ่งนี้ดิฉันถือเป็นพระคุณ ที่หนูทำให้ครูเบิกบานสำราญใจด้วยความหวังอันสว่างไสวเท่าไฟท้ายของหิ่งห้อย คือแค่เห็นริบๆหรี่ ครูก็ดีใจจนออกนอกหน้า บอกตัวเองว่าดีกว่ามืดตึ๊ดตื๋อไม่เห็นซักกะดาว....
....ดิฉันมักปลอบใจตัวเองอย่างนี้นะคะ ... : )
ขอบพระคุณอาจารย์อย่างที่สุดเลยนะคะ ที่เขียนถึงภาวะที่เป็นอยู่ได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง และตรงไปตรงมาที่สุด ทำให้ดิฉันได้นึกทบทวนอะไรไปมากมาย และสุดท้ายก็ได้คำตอบไว้ปลอบใจตัวเองอีกครั้งว่า ขอแค่ได้เห็นแสงกระพริบเพียงริบหรี่ ก็ยังทำให้พอจะมีความหวังว่า แสงสว่างยังมีอยู่ : )
"งาน"ที่อาจารย์กำลังตั้งใจทำอย่างทุ่มเทนั้น หนักกว่าดิฉันมากมายนัก ดิฉันเชื่อว่าลูกศิษย์ที่ได้เรียนกับอาจารย์นั้นโชคดีมาก เพราะเขาได้เรียนกับอาจารย์ที่มี "จิตวิญญาณของความเป็นครู"จริงๆ
.....ครูที่เป็นครูจริงๆเท่านั้น จึงจะห่วงใยและเป็นทุกข์เป็นร้อน กับวันนี้และวันหน้าของลูกศิษย์....
....และไม่ว่าวันนี้และวันหน้าของพวกเขาจะเป็นเช่นไร.... ดิฉันก็เชื่อว่า อาจารย์เป็น "แสงสว่าง" ในชีวิตของพวกเขาด้วยเช่นกัน
กราบขอบพระคุณอาจารย์อีกครั้งสำหรับบันทึกที่ให้ข้อคิดด้วย"หัวใจครู"เช่นนี้
ด้วยความเคารพอย่างสูงและระลึกถึงยิ่งนะคะ
อดีต ผมอาจขึ้นต้นว่า .. อ. ดอกไม้ทะเล .. ขอบคุณมากครับ .. แต่วันนี้ขอระเบิดออกมาเสียทีว่า ..
แอมป์น้องรัก .. พี่รัก และศรัทธาเธอมาก แอบชื่นชมกับพี่ชายแท้ๆ Augustman มานานแล้ว และในใจก็รู้สึกว่าคนนี้ล่ะ แนวร่วม พันธมิตร คนรู้ใจ ที่มากความรู้ความสามารถ และที่เหนืออื่นใด มีจิตวิญญาณที่ไม่ธรรมดา ที่สำคัญอีกอย่างคือเธอมีทักษะการสื่อภาษาที่จะเอาฮา เอามัน หรือให้อินสุดๆกับเรื่องใดๆก็ได้
สรุปว่าพี่ชื่นชมอยู่ลึกๆสม่ำเสมอตลอดมา.. เป็นน้องสาวในดวงใจที่พี่สารภาพว่ามีอยู่หลายคน เริ่มที่น้อง โอ๋-อโณ เป็นคนแรก .. และพี่รู้ว่าเธอจะยิ่งดีใจที่พี่มีหลายคน
อ่านที่เขียนมายืดยาวด้วยความสุข .. ที่ดูว่ายาวๆกลับสั้นไปทันที .. ใจมันสั่งให้เขียนใช่มั้ยล่ะ .. เอาเป็นว่าเรายังคงอยู่ในสมรภูมิด้วยกัน และชัยชนะอันเป็นเป้าหมายก็คือสิ่งเดียวกัน แม้จะแยกกันอยู่คนละแนวรบก็มิได้เป็นปัญหาแต่ประการใด
ย้ำว่าพี่รักและศรัทธาเธอมาก .. ขอให้สู้ไปตามวิถีทาง ด้วยความเชื่อว่าเส้นทางนี้ไม่ถึงกับวังเวง เรามีเพื่อน และที่แน่ๆมีพี่อยู่ด้วยเสมอ .. ไม่เปลี่ยนแปลงครับ
อ.พิสูจน์ พูดดี มีสาระ
นำเสนอ สัจจะ ได้แจ่มแจ้ง
เจาะประเด็น ค้นหา มาแสดง
ดุจฉายแสง แห่งความรู้ สู่สังคม
ขอบพระคุณครับ.
สวัสดีค่ะพี่พินิจ
แอมแปร์เข้ามากราบขอบพระคุณอีกครั้ง ในความเป็นครูและความเป็น"พี่" ด้วยเมตตา และขอบพระคุณที่สุดสำหรับความเข้าใจ ด้วยหัวใจ ของพี่ที่ปรารถนาดีต่อน้องนะคะ แอมแปร์สัมผัสที่พี่เขียนได้ด้วยหัวใจเช่นกัน คำที่ส่งตรงออกจากใจนั้น ทำให้รู้สึกอบอุ่นใจเหลือเกิน เส้นทางที่แอมแปร์เลือกเดินไม่ว้าเหว่อีกต่อไปแล้ว และถึงแม้จะมีโอกาสวังเวงบ้างในบางหน....
.....แอมแปร์ก็ไม่รู้สึกกลัวอีกต่อไปแล้วค่ะ ....
ด้วยความเคารพรักอย่างสูง
แอมแปร์ค่ะ : )
ขอบคุณความปลาบปลื้มใจที่ได้รับจาก "คนหัวใจครู"ทั้ง 2 ท่านค่ะ ขอให้พี่ Handy และน้องแอมแปร์ยืนหยัดต่อไปกับสิ่งที่คิดและตั้งใจนะคะ เป็นกุศลอันสูงยิ่งจริงๆต่อโลกนี้ สร้างคนดีๆได้เพิ่มแม้เพียงทีละคน ก็ยังดีกว่าท้อแท้สิ้นหวังแล้วปล่อยตัวเองไปตามกระแสนะคะ
สำหรับตัวเองไม่ได้เป็น "คนสร้างครู" แต่กำลังทำหน้าที่ "สร้างคน" 3 คนใกล้ๆตัว และเห็นแล้วว่าระบบการศึกษาที่เรามี ทำให้ลูก"เข้ากรอบ"ความคิดแบบแบ่งแยก แข่งขัน หาประโยชน์ให้ตัวเอง ช่วยคนอื่นทีหลังช่วยตัวเองก่อน ไม่มีอะไรสำคัญกว่าตัวเอง ทำอะไรไปตามหน้าที่ที่ต้องทำให้เสร็จๆ อย่าคิดมาก ถามมาก เรียนเพื่อสอบให้ผ่าน รู้สิ่งที่ไม่ได้อยากรู้ ท่องจำสิ่งที่ไม่เข้าใจ ฯลฯ
น่าเสียดายศักยภาพของเด็กๆไทยที่เรามีจริงๆค่ะ ถ้าคนที่ใกล้ตัวเขาที่สุดก็ยังหลงผิด คิดว่าต้องไปตามกระแสให้อยู่หน้าสุด เพื่อจะไขว่คว้าหาโอกาสในชีวิต ในอนาคตอยู่ด้วยละก็ เราก็จะได้เห็นวงจร "คนไม่มีเมตตา ไม่รู้จักหาความสุข" เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ชื่นชมและอยากให้กำลังใจคุณครู "หัวใจครู" ทุกๆคนค่ะ ผลงานนี้มีค่ายิ่งค่ะ
สวัสดีค่ะ อาจารย์พินิจ ที่เคารพ
ดีใจสุดๆ ค่ะ ที่ได้รู้จักกับอาจารย์ ซึ่งเป็น ผู้สอนด้วยชีวิต และจิตวิญญาณ ทุ่มเททำงานเพื่อการศึกษาไทย โดยไม่ได้ทำเพียงแต่หน้าที่ และบทบาทที่สังคมกำหนด แต่มาจากหัวใจที่รักและปรารถนาดีต่อลูกศิษย์
ขออาจารย์อย่าพึ่งหมดหวังนะค่ะ แม้มีเพียง 1 คน ที่สนใจเรียน ก็อาจเป็นความหวังของชาติในอนาคตได้ค่ะ
อย่าลืมดูแลสุขภาพนะค่ะ เพราะมีเด็กไทยที่อาจารย์ต้องสอนให้เป็นอนาคตของชาติอีกหลายรุ่นค่ะ
รูปใหม่ ดูดีมากๆ เลยค่ะ
เข้ามาอ่าน เก็บเกี่ยวความสุข และกำลังใจหลายรอบแล้ว ขออภัยที่ไม่ได้ตอบ
น้อง
และ คุณ 
ขอบคุณมากครับ
ทั้ง น้อง