สวัสดีด้วยความระลึกถึงอย่างสูงค่ะ อาจารย์Handy
ดิฉันตามอ่านบันทึกของอาจารย์มาเงียบๆจนกระทั่งถึงบันทึกนี้ เสียดายเหลือเกินที่ดิฉันอยู่ไกล ถ้าอยู่ใกล้กรุงเทพฯ ดิฉันจะไปกราบคารวะอาจารย์ ที่เปรียบเสมือน "ครู" ของดิฉันอีกท่านหนึ่ง
.......ด้วยความเคารพ ด้วยความเข้าใจ และขอน้อมคารวะครูที่เป็นครูด้วยจิตวิญญาณ ....
อาจารย์ได้กล่าวถึงสิ่งที่ดิฉันหวั่นเกรง และหวาดกลัวอยู่ในใจ และกล่าวได้ตรงกับความรู้สึกแท้ๆ แบบที่ครูจำนวนมากรู้สึก และรู้สึกมากขึ้น...
.....และมากขึ้นทุกวัน....
ดิฉันเคยถามตัวเองอย่างหนักว่าเราต้องไปหาความรู้ชุดใดมาเพิ่มกันหนอ ต้องข้ามน้ำข้ามแผ่นดินไปแสวงหาที่ประเทศใดหนอ ต้องไปเรียนอะไรมาให้เป็นสุดยอดวิชาหนอ เพื่อนำวิชานั้นมา"สร้างคุณภาพคน" ให้สมกับที่คนเหล่านั้นเป็น ความหวังของแผ่นดิน
....เพราะนั่นเป็นหน้าที่รับผิดชอบของเราโดยแท้.....
...แต่ในที่สุด ดิฉันก็ได้รู้ว่า "วิชา" ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย....
ดิฉันเคยหนีมัธยม เพราะรู้ว่ารับระบบสอนให้คนคิดแบบแพ้คัดออกไม่ได้(และไม่มีวันที่จะรับได้) ดิฉันหนีสมรภูมิหนึ่งเพียงเพื่อจะเข้ามาพบกับอีกสมรภูมิหนึ่ง ที่การสู้รบออกจะลึกซึ้ง และแนบเนียนกว่า เพราะมีวิชาสารพัดเป็นอาวุธยุทโธปกรณ์ ที่สุดท้ายแล้วก็ได้เห็นร่วมกันว่าสามารถดึงมาปรับเชื่อมโยงใช้พัฒนาจิตใจ พัฒนาความเป็นมนุษย์ได้ไม่เต็มที่นัก
หรือครั้นจะ"รับรองคุณภาพ ประกันคุณค่า"ว่า สามารถนำเอาวิชาเป็นแท่งๆเหล่านั้นไปใช้ในการประกอบอาชีพ และทำให้มีเงินเพราะ"วิชา"ตามรหัสและคำอธิบายรายวิชาเหล่านั้นร้อยเปอร์เซ็นต์ ก็พูดได้ไม่เต็มปากอีกเหมือนกัน
น่ากลัวเหลือเกิน หากถูกทำให้เชื่อเพียงว่า เมื่อได้ส่งคนมาตามสายพานของการศึกษาในระบบแล้วจะทำให้คนๆนั้น หรือคนชุดนั้น เป็นคนเต็มคนเสมอไป นั่นเป็นภาพลวงของระบบที่น่ากลัวที่สุด
มองโดยภาพรวมของระบบปัจจุบัน ทั้งระบบอนุบาล ประถม มัธยม จนกระทั่งถึงระบบอุดมศึกษา ยังคงเป็นระบบที่ให้ความสำคัญกับ "วิชา" มากกว่าให้ความสำคัญกับ "การฝึกคน พัฒนาคน ให้รอบด้าน ให้ครบมิติของความเป็นมนุษย์" เพราะ"วิชา" (และหรือหลักสูตรที่เน้นวิชามากกว่าเน้นคน) เป็นเครื่องบังคับ เป็นตัวล็อก เป็นแดนกั้นที่เหนียวแน่นและแข็งแกร่งเกินกว่าที่"ครู" คนใดจะต้านทานและเปลี่ยนแปลงได้
ถึงแม้จะมองเห็น แต่"ระบบ"ได้ถูกโปรแกรมไว้อย่างมั่นคงแข็งแกร่ง เมื่อเราอยู่ในระบบ ก็ไม่แปลกที่เราอาจจะถูกจับแยกให้แตกตัวเองออกเป็น "วิชาๆ" ไปแล้วด้วยเช่นกัน โดยที่เราแทบจะไม่รู้ตัวเลย....
และถึงแม้รู้ตัว ก็คงจะยังไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก หากไม่มีพลังแบบทอร์นาโดหรือสึนามิ ที่เข้ามากวาดทีเดียวเรียบแล้วว่ากันใหม่หมด
....สำหรับคนที่เหลือรอดอยู่.....
ซึ่งนั่นก็ดูจะโหดร้ายนัก และก็ไม่แน่ดอกว่าจะได้ผล
ตราบเท่าที่เรายังไม่มองที่"คน" แต่มองที่ผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม หรือเฉพาะคน ซึ่งก็น่าเศร้าไม่แพ้กัน
....ครูก็กำลังถูกกระทำให้ต้อง"คิด" แบบนั้น แบบเอาประโยชน์เป็น"วิชาๆ" และถูกประเมินให้รับประโยชน์ (แปลว่าให้คุณให้โทษ) จากการทำ "ผลงาน" เป็น"วิชาๆ"
......มิใช่ความสำเร็จอันละเอียดอ่อนลึกซึ้งในการได้ทุ่มเทชีวิตเพื่อพัฒนาคนให้เต็มคน เป็นคนๆไป .....
ภาวะขมขื่นและคับข้องของครู ทั้งครูประถมและมัธยมในตอนนี้ ดิฉันยังมองไม่ออกเลยว่าท่านผู้ใดจะหาญกล้าเปลี่ยนวิธีคิด ทั้งที่รู้ว่าเป็นพิษร้ายต่อชาติเช่นนี้.....
เมื่อความเป็นครูด้วยจิตวิญญาณพังไปแล้ว
.....แล้วจะเหลืออะไรไปถึงเด็ก....
ที่ท่านพุทธทาสขนานนามการศึกษาไว้นั้นหาผิดไม่ และจนบัดนี้ก็ยังไม่สามารถทำให้"ถูก" ได้โดยง่ายดายนัก
และที่อาจารย์กล่าวไว้นี้ก็ไม่ผิดไปจากความจริงเลย....
"ระบบครอบครัว สังคม และการศึกษาในระดับอนุบาล ประถม มัธยม เขาบ่มเพาะจนมีลักษณะอันไม่พึงปรารถนาเข้ากระดูกเสียแล้ว .. ... ยิ่งมาเจอนโยบายการรับไม่อั้น เพราะการแข่งขันสูงจนแบบแทบไม่ต้อง Screen กัน แถมต้องพยายามรักษาปริมาณให้คงอยู่ด้วยแล้วล่ะก็ ยิ่งทำให้เห็นว่า การสร้างคนคุณภาพน่าจะทำได้แค่ฝันเสียมากกว่า"
ดิฉันได้ฝันมานานเหมือนกันค่ะอาจารย์ และบอกตัวเองว่าจะต้องฝันต่อไป เพราะความฝันทำให้เรามีความหวัง และความหวังจะเป็นพลังหล่อเลี้ยงให้เราลงมือทำอะไรบางอย่าง(ที่เราเชื่อว่าอาจจะกลายเป็นความจริงได้)ต่อไป
.....(ไม่ว่าจะสู้ได้หรือไม่ได้ก็ตาม)......
คำตอบหนึ่งที่ดิฉันได้มา ณ วันนี้ คือ หากไม่ต้องการร่วมสงคราม จงหนีให้พ้นสนามรบ แต่หากอยู่ในสนามรบแล้ว ก็จงสู้สุดชีวิต ตราบเท่าที่ยังมีชีวิตเหลือให้สู้
คำตอบนี้ทำให้ดิฉันฮึกเหิมขึ้นมาเป็นทีๆ และห่อเหี่ยวในบางครั้งเมื่อเห็นความจริงที่จังก้าอยู่ตรงหน้า บางเวลาก็ออกจะหดหู่ เพราะรู้ว่าในชาตินี้(สำหรับดิฉัน)คงยังสู้ไม่ได้ .....
แต่เมื่อเลือกแล้วที่จะยังคงอยู่ในสมรภูมิ ดิฉันก็ต้องสู้สุดกำลังเท่าที่มี เพราะได้คำตอบแล้วว่าหนีอย่างไรก็ไม่มีวันพ้นสงครามไปได้ นึกขำๆว่าหนีก็โดน ไม่หนีก็โดน งั้นก็สู้กันดูสักตั้ง ให้รู้ดำรู้แดงกันไป
พอนึกเห็นขำเสียได้ ก็ทำให้มีอารมณ์สู้แบบกระดืบๆต่อไปอีกประมาณสองสามร้อยเมตรในแต่ละครั้ง คือจับเด็กมาฝึกเป็นคนๆ ฝึกที่คน ฝึกที่ใจ และไม่คาดหวังว่าจะได้ทั้งร้อย แค่ร้อยเอาหนึ่งนี้ดิฉันถือเป็นพระคุณ ที่หนูทำให้ครูเบิกบานสำราญใจด้วยความหวังอันสว่างไสวเท่าไฟท้ายของหิ่งห้อย คือแค่เห็นริบๆหรี่ ครูก็ดีใจจนออกนอกหน้า บอกตัวเองว่าดีกว่ามืดตึ๊ดตื๋อไม่เห็นซักกะดาว....
....ดิฉันมักปลอบใจตัวเองอย่างนี้นะคะ ... : )
ขอบพระคุณอาจารย์อย่างที่สุดเลยนะคะ ที่เขียนถึงภาวะที่เป็นอยู่ได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง และตรงไปตรงมาที่สุด ทำให้ดิฉันได้นึกทบทวนอะไรไปมากมาย และสุดท้ายก็ได้คำตอบไว้ปลอบใจตัวเองอีกครั้งว่า ขอแค่ได้เห็นแสงกระพริบเพียงริบหรี่ ก็ยังทำให้พอจะมีความหวังว่า แสงสว่างยังมีอยู่ : )
"งาน"ที่อาจารย์กำลังตั้งใจทำอย่างทุ่มเทนั้น หนักกว่าดิฉันมากมายนัก ดิฉันเชื่อว่าลูกศิษย์ที่ได้เรียนกับอาจารย์นั้นโชคดีมาก เพราะเขาได้เรียนกับอาจารย์ที่มี "จิตวิญญาณของความเป็นครู"จริงๆ
.....ครูที่เป็นครูจริงๆเท่านั้น จึงจะห่วงใยและเป็นทุกข์เป็นร้อน กับวันนี้และวันหน้าของลูกศิษย์....
....และไม่ว่าวันนี้และวันหน้าของพวกเขาจะเป็นเช่นไร.... ดิฉันก็เชื่อว่า อาจารย์เป็น "แสงสว่าง" ในชีวิตของพวกเขาด้วยเช่นกัน
กราบขอบพระคุณอาจารย์อีกครั้งสำหรับบันทึกที่ให้ข้อคิดด้วย"หัวใจครู"เช่นนี้
ด้วยความเคารพอย่างสูงและระลึกถึงยิ่งนะคะ