การจัดการเรียนการสอนใน Year 1-8 จะเน้นและให้ความสำคัญกับ การอ่านออกเขียนได้และคิดเลขเป็น (Litteracy and Numeracy) และใช้กิจกรรมศิลปะ ดนตรี และกีฬา เป็นแกนในการบูรณาการการเรียนรู้ในสาขาวิชาต่างๆ เด็กจึงไม่เครียดกับการเรียน
ตอนนี้น่าจะเป็นตอนที่มีสาระสำคัญที่น่าสนใจในการจัดการศึกษาของนิวซีแลนด์
นิวซีแลนด์ปฏิรูปการศึกษาเมื่อปี ค.ศ.1989(พ.ศ.2532) ก่อนหน้าประเทศไทยประมาณ 10 ปี เขากระจายอำนาจให้โรงเรียนบริหารตนเอง ภายใต้การนำของ Board of Trustees (กรรมการสถานศึกษา) กรรมการสถานศึกษาของเขามีบทบาทและความรับผิดชอบสูง โดยจะทำทุกวิถีทางให้โรงเรียนมีคุณภาพ กรรมการส่วนใหญ่จะมาจากผู้แทนพ่อแม่ ผู้ปกครอง ชุมชน และผู้ทรงคุณวุฒิ บางโรงเรียนจะมีนักเรียนมัธยมร่วมเป็นกรรมการด้วย
Board of Trustees จะเป็นผู้กำหนดนโยบายในการบริหารสถานศึกษา ที่ผู้บริหารจะต้องนำไปปฏิบัติ โดยมีบทบาทในการสั่งจ้างผู้บริหารและครูด้วย โรงเรียนสามารถบริหารได้อย่างอิสระสามารถเลือกจ้างครู ผู้บริหาร และสามารถบริหารจัดการด้วยตนเองได้อย่างเต็มที่ โดยพ่อแม่ ผู้ปกครอง และชุมชนที่นี่จะเข้ามามีส่วนร่วมดูแลการศึกษาเป็นอย่างดี
ผู้บริหารและครูจะมีความรับผิดชอบสูง ในโรงเรียนขนาดเล็ก ผู้บริหารจะต้องทำหน้าที่ทั้งการสอนและการบริหาร ครูจะทิ้งห้องสอนไม่ได้ ถ้าจำเป็นต้องไปอบรมจะต้องจ้างคนอื่นสอนแทน
นอกจากนี้เขายังมีหน่วยงานดูแลช่วยเหลือครูทั้งในเรื่องทำสื่อ และเครื่องมือประเมินผลที่จำเป็น ซึ่งระบบจะนำไปช่วยวิเคราะห์ให้ แต่สื่อการสอนทั่วๆไปครูจะต้องทำขึ้นเอง ครูไม่ต้องไปทำงานธุรการหรืองานอื่นที่ไม่ใช่การสอน จึงทำให้ครูมีเวลาเตรียมการสอนและจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โรงเรียนส่วนใหญ่จะจัดห้องเรียนคละชั้นผสมผสานตามกลุ่มอายุและตามความสามารถ (multi-grade)โดยการรวมชั้น เช่น Year 1 กับ Year 2 Year 3 กับ Year 4 Year 4 กับ Year 5 เป็นต้น โดยหากมีนักเรียน ๒๕ คน จะมีผู้บริหารและครู เพียง ๑ คนโดยผู้บริหารจะมีเวลาว่างสัปดาห์ละ ๑/๒ วัน เพื่อทำงานบริหารและในช่วงเวลานั้นรัฐจะจัดครูมาช่วย หากมี ๓๐ คน จะมีครูมาช่วยอีก ๑ คนต่อเมื่อมี ๓๖ คน จึงมีครู (รวมผู้บริหารด้วย) เป็น ๓ คนจึงต้องจัดการเรียนการสอนเป็นแบบคละชั้น
การจัดการเรียนการสอนใน Year 1-8 จะเน้นและให้ความสำคัญกับ การอ่านออกเขียนได้และคิดเลขเป็น (Litteracy and Numeracy) และใช้กิจกรรม ศิลปะ ดนตรี และกีฬา เป็นแกนในการบูรณาการการเรียนรู้ในสาขาวิชาต่างๆ เด็กจึงไม่เครียดกับการเรียน
ขนาดของห้องเรียนจะมีนักเรียนไม่เกิน 25 คน ครูจึงสามารถดูแลนักเรียนได้อย่างดีและทั่วถึง ถ้าครูใหญ่มีงานล้นมือเกินไปก็สามารถจ้างคนอื่นมาช่วยได้ เขาจะมีความคล่องตัวในการเลือกจ้างครูสูง
ประเภทของโรงเรียน แบ่งได้ดังนี้
1.Primary School สำหรับเด็กอายุ 5-10 ปี หรือ 5-12 ปี
2.Intermediate School สำหรับเด็กอายุ 11 และ 12 ปี
3.Secondary School สำหรับเด็ก 13-19 ปี
4.Composite School เป็นโรงเรียนที่เปิดสอนทั้งประถมและมัธยมในโรงเรียนเดียวกัน
5.Kura Kaupapa Maori เป็นโรงเรียนที่สอนเป็นภาษาเมารี
6.Special School เป็นโรงเรียนสำหรับเด็กที่ต้องให้บริการพิเศษ เช่น Correspondence School ที่ให้การศึกษาทางไกล หรือให้การศึกษาสำหรับเด็กทุกประเภท เช่น ต้องติดตามพ่อแม่ ผู้ปกครอง เด็กถูกทอดทิ้ง เด็กชาวเกาะ เป็นต้น
7.Integrated School คล้ายโรงเรียนในกำกับของรัฐ ที่ดูแลด้วยตนเองส่วนหนึ่งและรัฐเข้าไปสนับสนุนส่วนหนึ่ง ซึ่งมีหลากหลายประเภท
8.Private School คือโรงเรียนเอกชน
หน่วยงานสำคัญที่ช่วยดูแลคุณภาพการศึกษาให้แก่กระทรวงศึกษาธิการ(MOE) เช่น
1.Education Review Office (ERO) เป็นหน่วยงานประเมินคุณภาพการศึกษาภายนอก คล้าย สมศ.ของเรา แต่มีมาตรการควบคุมคุณภาพที่จริงจังและเป็นระบบ
2.New Zealand Qualification Authority (NZQA) เป็นหน่วยงานประเมินผลคุณภาพการศึกษาของผู้เรียนระดับชาติ คล้ายสำนักทดสอบทางการศึกษา(สทศ.)ของเรา
3.New Zealand Teacher Council (NZTC) เป็นสภาวิชาชีพครู คนที่มาเป็นครูต้องผ่านการลงทะเบียนที่หน่วยงานนี้
ชั้น ป.1 ถึง ป. 3 ของเราควรทำแบบนี้บ้าง
การจัดการเรียนการสอนใน Year 1-8 จะเน้นและให้ความสำคัญกับ การอ่านออกเขียนได้และคิดเลขเป็น (Litteracy and Numeracy) และใช้กิจกรรม ศิลปะ ดนตรี และกีฬา เป็นแกนในการบูรณาการการเรียนรู้ในสาขาวิชาต่างๆ เด็กจึงไม่เครียดกับการเรียน
เพราะสังเกตุดูทุกวันนี้เราเรียนตั้ง 8 สาระและ 1 กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนทำให้เด็กเล็ก ๆ รับไม่ไหว