หมอบ้านนอกไปนอก(12):ความรักของแม่

วันเกิดผม ผมจะกราบเท้าแม่ หอมแก้มแม่ กอดแม่และไปวัดกันทั้งครอบครัว พร้อมๆกับบอกให้ลุกๆทุกคนทำแบบผมด้วย ผมไม่เคยจัดงานเลี้ยงครบรอบวันเกิดเลย

                   การเรียนที่แอนท์เวิปนี่ก็ดูเอาจริงเอาจังมากเลย ตารางเรียนเต็มเหยียดตั้งแต่ 9 โมงเช้า ถึง 6 โมงเย็น เหมือนสมัยเป็นนักศึกษาแพทย์ที่เชียงใหม่ก็เรียน 8 โมงเช้า เลิก 5 โมงเย็น แต่พอมาตอนนี้กลับรู้สึกล้าง่าย เกือบจะหลับหลายรอบแต่ก็ฝืนไว้ได้ เนื่องจากห้องเรียนแบ่งเป็นสองห้อง ในห้องหนึ่งมีแค่ 19 คน ก็เลยใกล้ชิดกันมาก อยู่ในสายตาอาจารย์ตลอด พี่เกษมอยู่กลุ่ม North ส่วนผมอยู่กลุ่มSouth โดยตั้งชื่อกลุ่มตามชื่อห้องเรียน

                  เมื่อวานวันที่ 19 เรียนเรื่องเกี่ยวกับระบบสาธารณสุขกับอาจารย์ฌอง ปิแอร์ อังเกอร์  เริ่มฟังอาจารย์รู้เรื่องมากขึ้น พูดเกี่ยวกับปรัชญา วิวัฒนาการและโลกาภิวัตน์ที่ส่งผลต่อระบบสุขภาพ ตอนบ่ายไปเข้าห้องคอมพิวเตอร์เพื่อฝึกใช้ระบบข้อมูลในฐานข้อมูลของสถาบัน มีอีเมล์แอดเดรสให้ มีเนื้อที่บนฮาร์ดดิสก์ของสถาบันให้ทุกคน เป็นส่วนที่คนอื่นๆจะเปิดเข้าไปอ่านหรือลบไม่ได้ มีเว็บบอร์ดเฉพาะหลักสูตรให้นักศึกษาและอาจารย์สื่อสารกันพร้อมทั้งเพาเวอร์พอยท์ที่อาจารย์สอนแล้ว ให้ มีรายละเอียดเกี่ยวกับหลักสูตรให้เข้าไปอ่านได้

                    วันนี้ ช่วงเช้าเรียนกับอาจารย์ฌอง ฟอน เดอ เวนเน็ต เป็นการทำกิจกรรมกลุ่มโดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม เพื่อเรียนรู้กระบวนการทำกิจกรรมกลุ่ม มีกลุ่มแสดง กลุ่มสังเกตการณ์ด้านกระบวนการและกลุ่มสังเกตการณ์ด้านเนื้อหา แล้วก็มาอภิปรายกัน หลังจากนั้นก็เรียนเกี่ยวกับคำศัพท์และความหมายที่ใช้ในระบบสาธารณสุขกับอาจารย์ทอม โฮรี่ พูดถึงเรื่องของระบบปิด ระบบเปิด การบูรณาการระบบริการสุขภาพ เท่าที่คุยกับเพื่อนๆแต่ละประเทศ เขาใช้คำว่ากระทรวงสุขภาพ (Ministry of Health) ส่วนของเราใช้กระทรวงสาธารณสุข (Ministry of Public Health)

                     ช่วงบ่าย เป็นการเปิดการเรียนของหลักสูตรอย่างเป็นทางการ ที่ห้องประชุมใหญ่ของสถาบัน มีนักศึกษาหลักสูตรบริหารสาธารณสุข การควบคุมโรคและการควบคุมโรคในสัตว์ มาร่วมกัน ผู้อำนวยการทั้งสามหลักสูตรมาพูดให้ฟังภาพรวมของแต่ละหลักสูตร ต่อด้วยการเล่าประวัติศาสตร์ของสถาบันเวชศาสตร์เขตร้อนลีโอโปลด์ให้ฟัง โดยศาตราจารย์ ดอกเตอร์ บรูโน กรีซีลส์ ทำให้ทราบว่าสถาบันฯมีอายุครบรอบ 100 ปีเมื่อปีที่แล้ว รุ่นผมนี่ก็สถาบันครบ 101 ปีแล้ว เกิดจากการที่เจ้าชายลีโอโปลด์ของเบลเยียมได้ไปที่คองโก ได้เห็นชาวบ้านเจ็บป่วยทุกข์ทรมานด้วยโรคเขตร้อนจำนวนมาก เช่นมาลาเรีย เรื้อน เท้าช้าง เหงาหลับ เป็นต้น พอกลับมาครองราชย์ก็เลยตั้งเป็นคลินิกขึ้นมาที่บรัสเซลส์และก็มีการเปลี่ยนแปลง วิวัฒนาการมาจนเป็นสถาบันในปัจจุบัน

                    เสร็จแล้วก็มีกินเลี้ยงเล็กๆร่วมกันและมีทีมร้องเพลงประสานเสียงมาร้องให้ฟัง เรียกว่า Choir อ่านว่า ไควเออร์ ตอนแรกผมอ่านเองว่าชอร์ คุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง ว่าคืออะไร ทีมประสานเสียงร้องได้ไพเราะมาก มีเพื่อนคนหนึ่งชื่อมาร์กาเร็ต จากไนจีเรีย เข้าไปร่วมแจม พอร้องเสร็จออกมาจากกลุ่ม ผมก็แซวว่า รู้นะว่าทำปากตามเขาไปเท่านั้น ไม่ได้ออกเสียงหรอก เขาก็บอกว่า รู้ได้ไง ใครจะไปกล้าออกเสียง ไม่ได้ซ้อมด้วยกัน ถ้าออกเสียงผิด มันจะเด่นมากเลย ก็หัวเราะกันไป หลังจากนั้นก็กลับบ้านพัก

                     ผมเขียนบันทึกมาหลายตอนแล้ว ทั้งเรื่องตัวเอง เรื่องลูกและภรรยา แต่ผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่ผมจะไม่เขียนถึงไม่ได้เลย เพราะเป็นผู้ที่สร้างผมขึ้นมา ท่านก็คือแม่ของผมเอง ตลอดชีวิตที่โตมา ผมรับรู้ได้ตลอดเวลาถึงความรัก ความห่วงใยที่แม่มีให้ผมและน้องๆ

                    แม่ผมชื่อประชัน ชื่อเล่นคือ รุณ หรือ แขก เป็นพี่คนโตมีน้องๆอีก 6 คน เป็นลูกของนายทวน นางส้มจีน มีเจริญ แม่เล่าให้ฟังว่าแม่ลำบากตั้งแต่เล็กๆ เรียนหนังสือแค่ปอสี่ แม่เรียนดี แต่ตาไม่มีใครช่วยเลี้ยงน้องเพราะต้องทำนา แม่ก็ออกมาช่วยเลี้ยงน้อง เลี้ยงควาย และช่วยทำนา มาตลอดจนโต มาแต่งงานกับพ่อก็แยกที่ทำกินไปทำไร่อีกที่หนึ่ง สมัยเด็กๆ เราจะไม่ให้ใครรู้ชื่อพ่อแม่เลย กลัวเพื่อนจะเอาไปล้อ การถูกล้อชื่อพ่อแม่ถือเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้เลย แต่นั่นก็เป็นแค่ความคิดของเด็กๆในวัยประถมในอดีตที่ผมเคยอยู่ ที่อื่นอาจไม่เป็นแบบนี้ก็ได้

                    ตอนแม่ท้องผม แม่อายุ 25 ปี ตอนใกล้คลอดก็ไปที่โรงพยาบาลศรีสังวร แต่ไม่คลอดขอกลับไปพักที่บ้านของย่าผมที่ศรีสำโรง พอตกดึกก็คลอดเลย ผมก็เลยคลอดกับหมอตำแย ไม่ได้คลอดในโรงพยาบาล น้าผมเล่าว่า ตอนคลอดใหม่ๆ ผมตัวดำมาก ผิวเหี่ยวย่น ดูไม่ได้เลย เวลาอุ้มขึ้นรถต้องเอาผ้าห่อไว้ ไม่กล้าให้คนอื่นเห็น อายเขา ผมโดนแซวเสมอๆว่า ถ้าตกใต้ถุนบ้าน (สมัยนั้นไม่มีไฟฟ้าใช้ ก็คงหาไม่เจอ ผมก็เคยตกใต้ถุนบ้านครั้งหนึ่ง หาไม่เจอจริงๆ ต้องใช้ไฟฉายส่องหา)

                    จากความทรงจำของผม ตอนเล็กๆเราจะอยู่ในไร่กันเป็นส่วนใหญ่แม่จะหุงข้าว ทำกับข้าวให้พวกเรากินในตอนเช้าและตอนเย็น พ่อจะไปเก็บผัก จับปลา เก็บผลไม้หรือช่วยหาวัตถุดิบในการทำอาหารให้แม่ ข้างๆห้าง (บ้านในไร่นะ ไม่ใช่ห้างบิ๊กซี โลตัส ที่เป็นซูเปอร์มาร์เก็ตแบบปัจจุบันนี้) จะปลูกผักสวนครัวไว้ทั้งขิง ข่า ตระไคร้ ชะอม ใบหัวเสือ สะระแหน่ จิปาถะ บางทีก็ไปเก็บผักบุ้งที่ในคลองหรือสระ หรือเก็บกระถินหรือตำลึงที่ขึ้นเกาะตามต้นไม้ใหญ่ ไม่ต้องซื้อเลย  พอแม่ทำกับข้าวเสร็จ กินข้าวกันแล้ว (เมื่อก่อน กินข้าว ใช้มือเปิบข้าว ไม่มีช้อน ช้อนจะมีเฉพาะช้องกลางไว้ตักต้มหรือแกงเท่านั้น กินเสร็จก็ล้างจานใคร จานคนนั้น เป็นการช่วยแบ่งเบาภาระแม่บ้าน)

                    พ่อกับแม่ก็ไปทำงานในไร่ ผมก็เลี้ยงน้อง อยู่กันสองคนกับน้องชาย เราไม่ได้ซื้อขนมกิน แต่แม่จะทำขนมไว้ให้กินเองที่ห้างไร่ นานๆจะมีรถจักยานขายไอติมแท่งเข้ามา ก็จะได้กินกัน ผมจับจิ้งจกมาเผาไฟให้น้องกินกับน้อง(โหดเหมือนกันนะเนี่ย) ผู้ใหญ่เขาบอกว่ากินจิ้งจกจะโตเร็ว ฉลาด ผมใช้วิธีโอบกอดเสาห้าง แล้วก็ไล่จับมัน เมื่อก่อนจิ้งจกที่ห้างไร่จะเยอะ การทำงานในไร่ทั้งร้อนและเหนื่อย แต่พ่อกับแม่ก็ช่วยกันเต็มที่ ไม่มีเกี่ยงงอนกัน เพราะมีกันอยู่สองคน

                    ตอนบ่ายๆผมกับน้องก็จะตามแม่กับพ่อไปในไร่ด้วย เอาขนมที่แม่ทำไว้ติดไป แม่จะเอาผ้าห่มผื่นใหญ่ไปทำเป็นหลังคากันแดดให้ผมกับน้อง จะได้ไม่ร้อน ได้นั่งดูพ่อแม่ทำงานใกล้ๆ ก็มีความสุข รู้สึกอบอุ่น ที่ได้ใกล้ชิดพ่อแม่ ได้เห็นพ่อแม่อยู่ในสายตาตลอด

                     พอถึงหน้าหนาว แม่จะต้มน้ำให้อาบ พ่อจะก่อกองไฟให้เราผิงไฟ พร้อมๆกับเปาข้าวหลามให้กินด้วย โดยใช้ฟางถั่วเป็นเชื้อไฟ แม่จะทำข้ามหลามและสังขยาให้กิน อร่อยมาก เสร็จจากงาน ก็ทำงานบ้าน หุงข้าว ทำกับข้าวแล้วก็ต้องซักผ้าอีก ส่วนพ่อก็ไปตักน้ำจากบ่อน้ำมาใส่ในโอ่งไว้ใช้ดื่ม มีโอ่งเย็น (โอ่งดินเผา)เล็กๆไว้ใส่น้ำกินน้ำใช้บนห้าง ไม่ต้องใช้ตู้เย็น เพราะเย็นตลอดเวลา เป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน ส่วนน้ำอาบน้ำใช้อื่นๆอยู่นอกห้าง ถ้าเป็นหน้าฝน ไม่ต้องตักน้ำ ใช้น้ำฝนจากหลังคาเลย  ห้างเป็นพื้นไม้กระดาน หลังคามุงหญ้าคา ฝาบ้านเป็นฟากไม้ไผ่ มีหน้าต่างเล็กๆ ไม่มีประตูเพราะเปิดโล่งไว้เลย ทำให้บ้านเย็น ไม่ต้องใช้พัดลม และอยู่ในไร่ลมพัดเย็นสบายเกือบทั้งวัน นอกจากของกินแล้ว พ่อกับแม่ก็ทำของเล่นให้ด้วย เป็นรถบ้าง เป็นดาบ เป็นปืน หรือเป็นของเล่นที่ใช้เล่นขายขนมบ้าง ก็มีความสุขดี เป็นของเล่นของกินที่มาจากความรักของพ่อแม่ทำให้ แม้ไม่ทันสมัยแต่ก็ใช้เล่นสนุกได้ดี หลายอย่างผมก็ทำเอง เช่น ของเล่นจากกะลามะพร้าว หนังสะติ๊กทั้งแบบใช้ลูกกระสุนดินและใช้ต้นไม้กวาดมาเป็นลูกกระสุน ทำอีเพ้งจากกระบอกไม้ไผ่เล็กๆใช้ลูกเง้าหรือกระดาษชุบน้ำมาเป็นลูกกระสุน อัดลมยิงออกมาเป็นเสียงดังคล้ายปืน เพื่อนผมบางคนเรียกอีโบ๊ะ

                       หน้าหนาวทุกปี แม่จะซื้อเสื้อกันหนาวใหม่ให้คนละตัว เพราะเด็กจะโตเร็ว แต่ของพ่อกับแม่ก็ใช้ตัวเก่า พ่อกับแม่มักบอกว่า พ่อกับแม่ไม่ค่อยหนาวหรอก ลูกยังเด็กต้องใส่เสื้อหนาๆเดี๋ยวจะไม่สบาย ทั้งน้ำเสียง แววตา ท่าทางเต็มไปด้วยความรักความห่วงใยของพ่อแม่ที่มีต่อลูกอย่างมาก

                     พอผมเข้าโรงเรียนประถม วันจันทร์เช้า แม่จะปั่นจักรยานพาไปส่งที่บ้านเพื่อไปโรงเรียนและวันศุกร์เย็น แม่จะไปรับกลับมานอนที่ไร่ด้วยกัน ระยะทาง 10 กิโลเมตร ไม่ใกล้เลย แต่แม่ก็ทำแบบนี้ทุกสัปดาห์ ถนนจากไร่ไปบ้านก็ไม่ได้ราดยางเหมือนเดี๋ยวนี้ เป็นถนนลูกรังที่เต็มไปด้วยหลุมบ่อ ขรุขระ หน้าฝนจะและเป็นโคลนเลย บริเวณไหนปั่นไม่ได้ แม่ก็จะลงจูงไปโดยให้ผมนั่งอยู่บนรถ แม่บอกว่าไม่ต้องลง แม่เข็นไปได้ เดี๋ยวลูกจะเปื้อนโคลน

                 พอถึงบ้าน แม่ส่งผมเสร็จ แม่ก็จะปั่นจักรยานกลับไปทำงาน ส่วนพ่อจะอยู่ทำงานในไร่ ถ้ามีธุระต้องมาติดต่องาน พ่อก็จะไปส่งเอง งานในไร่จึงเป็นหน้าที่หลักของพ่อ ทั้งไถที่ หยอดถั่ว ฉีดยาฆ่าแมลง ยก แบก หามต่างๆ พ่อจะพยายามทำเอง ไม่ให้แม่ทำ พ่อก็เป็นห่วงแม่เช่นกัน พ่อตัวเล็กนิดเดียว แต่ทำงานหนักๆได้สบาย ยกกระสอบถั่ว กระสอบฝ้าย เป็นต้น

                      ตอนเรียนหนังสือที่เชียงใหม่ ไปที่ชมรมห้องสมุดที่หอชายหนึ่ง ผมยืมนิยายเรื่อง ถนนลูกรัง มาอ่าน ก็นึกถึงถนนลูกรังจากไร่ไปที่บ้านที่แม่ต้องปั่นจักยานไปส่งผมไปโรงเรียนเลย เรื่องนี้เป็นนิยายที่ให้อะไรๆดีมาก "พระเอกเป็นคนยากจนมาก แต่มีโอกาสดีได้เรียนและเป็นหมอ แล้วไปแต่งงานกับภรรยาที่เป็นคนมีฐานะ ความคาดหวังของทางบ้านภรรยาสูงมาก ต้องการให้ลูกสาวมีชีวิตที่เพรียบพร้อมทุกอย่าง พอแต่งงานกัน พระเอกก็ต้องทำงานหนักหาเงินมาใช้จ่ายในครอบครัวจนไม่มีเวลาที่จะพูดคุยใกล้ชิดกับภรรยา เกิดความไม่เข้าใจกัน คนเรารักกันแต่พอไม่มีเวลาได้ใกล้ชิดพูดคุยกัน ใกล้ก็เหมือนไกล ชิดก็เหมือนห่าง ภรรยาก็เหงาก็ออกไปเที่ยว พบปะเพื่อน สามีก็ทำงานตลอดเวลา จนมีเหตุการณ์บางอย่างเข้ามาทำให้พระเอกคิดว่า ทำงานหนักไปเพื่ออะไร ก็เปลี่ยนใจขออกไปทำงานในต่างจังหวัด ในชนบท เขามีความสุขมาก เป็นความรู้สึกลึกๆในใจที่เขาต้องการ แต่ภรรยาและลูกก็ไม่ได้ตามมาด้วย เผอิญมีเหตุที่ทำให้ลุงของนางเอกต้องออกไปต่างจังหวัด ได้เห็น รับรู้การทำงานเพื่อชาวบ้านของพระเอกก็ประทับใจ กลับไปเล่าให้นางเอกฟัง และชวนนางเอกไปเยี่ยมพระเอก แต่นางเอกก็ถือทิฐิ แต่สุดท้ายก็ได้ไปพบกัน ได้เห็นชีวิตพระเอกที่ทำตัวมีคุณค่ากับคนอื่นๆ ก็คิดได้ เข้าใจกันและตามมาอยู่ด้วยกันที่ต่างจังหวัด อย่างมีความสุข"  นิยายเรื่องนี้ผมชอบมาก อ่านตั้งหลายรอบ

                    ตอนที่น้องชายผมไปเรียนหนังสือด้วย เราซ้อนจักรยานแม่ไป 2 คนเลย ผมคิดว่าแม่คงเหนื่อยมากเหมือนกัน แต่แม่ไม่เคยบ่น ผมคิดถึงตัวเอง ถ้าให้ลูกซ้อนท้ายจักรยานปั่นไปเที่ยว ไม่รู้ว่าจะไปได้สักกี่กิโลเมตร แต่ก็เคยพาน้องแคนขี่จักรยานเที่ยวบ่อยๆ พาไปทุ่งนา ไปหนองน้ำ ไปจับปลา ไปดูควาย ครั้งหนึ่งพาไปดูควาย วันนั้นควายตัวหนึ่งคลอดลูกพอดีเลย เราก็ได้เห็นการคลอดด้วยตัวเองของควาย น้องแคนตื่นเต้นมาก ปีที่แล้ว น้องแคนคุยกับผมว่า อยากให้พ่อมีเวลาพาไปขี่จักรยานเล่นเหมือนเมื่อก่อนจังเลย ส่วนขิมกับขลุ่ย ไม่ได้มีโอกาสอย่างนั้นเลย

                    ตอนผมเรียนที่เชียงใหม่ ชั้นปีสี่ พ่อเสียชีวิตอย่างกะทันหันจากการจมน้ำ ผมรู้ว่าแม่เสียใจมาก ผมกับน้องก็เสียใจเช่นกัน แม่เข้มแข็งมาก ตอนนั้นน้องสาวผมอายุสัก 6 ขวบ น้องสาวห่างจากผม 15 ปี พ่ออยากได้ลูกสาวมาก พอน้องเกิดพ่อดีใจมาก แม่ต้องทำงานในไร่เองกับน้องชายพร้อมๆกับดูแลน้องสาวเล็กๆไปด้วย พ่อตาย แม่ทำงานหนักมากอีกเท่าตัว เพราะไม่มีพ่อคอยช่วย แต่แม่ก็ฝ่าฟันปัญหาอุปสรรคมาได้ แม่ไม่เคยบ่นเหนื่อยหรือท้อให้ลูกๆฟังเลย แม่เป็นคนสู้ชีวิตมาก โชคดีที่ผมได้ทุนเรียนจากกองทุนพระแม่ย่า กองทุนหมอเจ้าฟ้า และทุนช่วยเหลือรายเดือนจากนายแพทย์ปราโมทย์ เจริญนาน ท่านเป็นอาจารย์สูติแพทย์ที่วชิรพยาบาล ผมก็พยายามใช้เงินทุนเท่าที่มีอยู่โดยไม่ขอเงินแม่เลย เพราะรู้ว่า แม่มีเงินใช้ไม่มาก ถ้าขอแม่ แม่ก็อาจจะต้องไปหยิบยืมเขามาให้ จะทำให้แม่วิตกกังวลไปอีกและต้องทำงานหนักมาขึ้นไปอีก ก็เลยประหยัดเต็มที่เลย แต่ก็ไม่เคยเบียดเบียนเพื่อนๆ กินอยู่เท่าที่เรามีเท่านั้น

                   พอผมมีลูกชายคนแรก แม่ก็มาอยู่ด้วยที่บ้านพัก คอยช่วยดูแลหลาน ทำให้ผมกับภรรยา อุ่นใจมาก ที่แม่มาช่วยดูแลลูกให้ ถ้าไม่อย่างนั้นเราต้องไปจ้างคนอื่นมาช่วยเลี้ยง ก็ไม่แน่ใจว่าเขาจะดูแลลูกเราดีหรือเปล่าและแม่ก็อยู่ช่วยเลี้ยงหลานๆจนครบ 3 คนเลย เท่าๆกับที่แม่เลี้ยงลูกมา 3 คน แม่เลี้ยงลูกผมด้วยความรัก แม่บอกว่าเลี้ยงดูแลดีกว่าตอนเลี้ยงผมซะอีก เช่น ประสบการณ์ของแม่มีมากที่คอยแนะนำเราสองคนในเรื่องเลี้ยงลูกได้อย่างดี

                ตอนกลางคืน วันไหนที่ผมอยู่เวร ถูกตามตอนกลางคืนดึกๆ ผมเดินออกจากบ้านพัก หันหลังกลับมาจะเห็นว่าแม่ตื่นขึ้นมาดูผมด้วยความเป็นห่วง ผมยังคงอยู่ในสายตาแม่ตลอด เหมือนสมัยเด็กๆที่แม่จะคอยดูตลอดเวลาว่า เราปลอดภัยดีไหม            

                  วันเกิดผม ผมจะกราบเท้าแม่ หอมแก้มแม่ กอดแม่และไปวัดกันทั้งครอบครัว พร้อมๆกับบอกให้ลุกๆทุกคนทำแบบผมด้วย ผมไม่เคยจัดงานเลี้ยงครบรอบวันเกิดเลย เพียงแค่ไปทำบุญที่วัดสองวัดคือวัดพระบรมธาตุกับวัดพระพุทธบาทดอยงู  วันที่ผมเกิดก็คือวันแม่ของผม

                   ก่อนไปเบลเยียม แม่นอนไม่หลับหลายวัน เป็นห่วงผม กลัวจะลำบาก เรื่องกิน เรื่องอยู่ วันที่มาส่งที่สนามบินสุวรรณภูมิ แม่กอดผม หอมแก้มผมและอวยพรให้ผมโชคดี แม่บอกว่าไม่ต้องเป็นห่วงแม่หรอกแม่อยู่ได้ แต่ปิย์วราอีเมล์มาเล่าให้ฟังว่า ตอนเดินทางกลับมีคนเห็นแม่ตาแดงๆเหมือนจะร้องไห้เหมือนกัน แต่แม่ก็ไม่ให้เห็นน้ำตา แม่บอกผมว่า ขอให้ทำให้ดีที่สุด แม่เชื่อว่าลูกทำได้

               ผมติดต่อกับแม่ ทางสไกป์คุยกัน ได้พูดคุย ได้เห็นหน้า ก็ช่วยทุเลาความคิดถึงกันได้มากเลย ผมอยู่บ้านเดียวกับแม่มาตลอดสิบปี (ตอนเรียนชั้น ม. 4ถึงเรียนแพทย์ปี 6 และจบมาทำงาน 3 ปีแรก แม่อยู่บ้านที่สุโขทัย) ใกล้ชิดกันมาตลอด แต่ผมก็มาคิดได้ตอนอยู่ที่เบลเยียมว่า อยู่บ้านเดียวกันก็จริงแต่ก็คุยกันไม่มากนัก ทำให้รู้ว่า ผมต้องให้เวลากับแม่และคนในครอบครัวมากกว่านี้ แม่ไม่เคยเรียกร้องอะไร แม่มีแต่ความรักความห่วงใยให้มาตลอด

ก่อนจบบันทึกนี้ ผมก็นึกถึงเพลงๆนี้ขึ้นมาได้ แล้วก็ร้องเองอยู่ในใจหลายรอบ เชื่อว่าทุกท่านที่มีแม่ คงจะร้องกันได้ทุกคนนะครับ คืนนี้ลองร้องเพลงนี้ก่อนนอน สิครับ

“แม่นี้มีบุญคุณอันใหญ่หลวง แม่ห่วงหวงลูกตั้งแต่หลัง เมื่อยังนอนเปล แม่เรา เฝ้าโอละเห่ กล่อมลูกน้อยนอนเปล ไม่ห่างหันเห ไปจนไกล แต่เล็กจนโต โอ้แม่ถนอม แม่ผ่ายผอมย่อมเกิดจากรัก ลูกปักดวงใจ เติบโต โอ้เล็กจนใหญ่ นี่แหละหนาอะไร มิใช่ใดหนาเพราะค่าน้ำนม ควรคิดพินิจให้ดี ค่าน้ำนมแม่นี้ จะมีอะไรเหมาะสม โอ้ว่าแม่จ๋า ลูกคิดถึงค่าน้ำนม เลือดในอกผสม กลั่นเป็นน้ำนมให้ลูกดื่มกิน ค่าน้ำนมควร ชวนให้ลูกฝัง แต่เมื่อหลังเปรียบดังผืนฟ้าหนักกว่าแผ่นดิน บวชเรียนพากเพียรจนสิ้น หยดหนึ่งน้ำนมกิน ทดแทนไม่สิ้นพระคุณแม่เอย”

พิเชฐ  บัญญัติ

Verbond straat 52

2000 Antwerp, Belgium

20 กันยายน 2550

19.45 น. ( 23.45 น.เมืองไทย )

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน PracticalKM



ความเห็น (8)

เขียนเมื่อ 

เป็นชีวิตที่มีความสุขนะคะ ตอนเด็กนกก็ทำไร่คะพี่ทำกับย่า เป็นไร่ฝ้าย  ไร่ถั่ว  สวนมะม่วง เหนื่อยจริงคะ ความที่เราเป็นเด็กนะพี่ ย่าเขาทำสวนมะม่วง ตอนปิ่นต้นมะม่วงมดแดงกัด เจ็บมากๆ กัดมาก ๆ ก็ร้องไห้ แต่พอนึกถึงตอนนี้แล้วมันก็เป็นชีวิตที่มีความสุขนะคะ พอไปสวรรคโลก ต้นมะม่วงก็ยังอยู่ แต่ตอนนี้ให้เขาเหมา เป็นไร่นะคะ แต่พ่อเขาไม่ขายที่นะคะ ย่าเสียแล้ว ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ แต่นกได้ทำถึงม.3เท่านั้นตอนอยู่ สอ.เพราะพ่อเขาไม่ให้ย่าทำนกก็เลยไม่ได้ทำคะ

siwapornpui
IP: xxx.24.155.87
เขียนเมื่อ 
สวัสดีพิเชฐ วันนี้บันทึกของเธอทำเอาฉันน้ำตาซึมเลยโดนใจจริงๆ ปุ๋ย
แม่แคน คิว
IP: xxx.156.41.155
เขียนเมื่อ 

มาด้วยเหมือนกัน และจะมาทุกวันเลยนะ  

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับน้องนก ชีวิตในวัยเด็กก็คล้ายๆกัน นกน่าจะอยู่บ้านป่ามะม่วงนะ เพราะทำสวนมะม่วงเยอะ ส่วนที่บ้านพี่ป่ากุมเกาะ สวนมะม่วงน้อย ส่วนใหญ่จะทำไร่กับทำนากันเยอะ เดี๋ยวนี้กลายเป็นไร่อ้อยหมดแล้ว นายทุนรวย ชาวไร่ก็ยังเหมือนเดิม จนมีคนเอาไปแต่งเพลง "ไร่อ้อยคอยรัก" เพราะหลายคนเข้าไปทำงานกรุงเทพฯกัน ทิ้งเด็กและคนแก่ให้อยู่รอที่บ้าน

สวัสดี  ปุ๋ยกับตุ๊ก ขอบใจมากที่เข้ามาให้กำลังใจพร้อมแรงยุให้อยากเขียนเรื่อยๆก็ตั้งใจว่าจะเขียนทุกวันๆ ถ้าพอมีเวลาทำได้ วันหลังจะเขียนถึงเพื่อนๆในคณะแพทย์เราบ้าง รอบิวท์อารมณ์ก่อน

เขียนเมื่อ 
  • สวัสดีครับคุณหมอพิเชฐ
  • ตามมาอ่านบันทึกจากต่างแดนของคุณหมอครับ
  • ขอบพระคุณมากครับที่มีบันทึกดีๆ ให้ได้อ่านเสมอมา
  • อ่านแล้วทำให้คิดถึงแม่
  • อ่านแล้วทำให้ต้องให้เวลากับครอบครัวมากยิ่งๆ ขึ้น
  • ขอส่งกำลังใจมาให้ด้วยคนนะครับ
เขียนเมื่อ 

คุณหมอเป็นคนดี  รักครอบครัว  และกตัญญู  ขอให้สำเร็จการศึกษา  และเดินทางกลับสู่อ้อมอกคุณแม่ไวๆนะคะ

เขียนเมื่อ 

ใช่แล้วคะ บ้านนกอยู่เกือบถึงป่ามะม่วงแต่ก็ไม่ถึงเขาเรียกแถวโรงเลื่อยเหนือมันอยู่ระหว่างนะคะ ไม่ถึงป่ามะม่วงดีคะ แต่แถวบ้านนกสวนมันจะเยอะคะ แต่พี่หมอว่าถูกต้องตอนนี้เขาทิ้งไร่ทิ้งนา ทิ้งสวนกันจริง ๆ คะ พี่ว่าโทษเขาก็ไม่ได้เพราะการทำไร่ทำนามันก็ให้เขาใช้ชีวิตอยู่ได้ไม่ได้ร่ำรวย มีกินไปไม่อดอยากแต่คนเรามันก็อยากให้ตัวพัฒนานะพี่หมอเขาก็ทิ้งให้คนแก่เฝ้า แต่ก็พอมีคนที่เขาไม่ได้เรียนเขาก็ยังทำนาเหมือนเดิมนะคะ แต่เดียวนี้นะสวนผลไม้ของที่บ้านนกก็ไม่ดีคะ เพราะน้ำท่วมบ่อย จริง ๆ แล้วชาวสุโขทัยแย่เรื่องน้ำท่วม จนได้ชื่อ สุโขทัยระทม จริงเหมือนกันนะ คะ พ่อนกเขา ออกจากราชการแล้วท่านก็ลงทุนเอาส้มไปลงที่สวนนะคะ พอจะเก็บผลได้ น้ำท่วมหมดเลยพี่ ขาดทุนหลาย แสน ตอนนี้เลยไม่ทำแล้วให้เขาเช่านา เช่าสวนทำ คะ

สวัสดีค่ะ

 ตามมาแอบดูคนมีแม่ เขาแสดงความรักกัน ไม่มีแม่มา 20 ปีแล้ว แต่กลิ่นหอมของแม่ยังอยู่เลย รักแม่ที่สุด

หมายเลขบันทึก

130142

เขียน

20 Sep 2007 @ 23:54
()

แก้ไข

24 Mar 2012 @ 02:00
()

สัญญาอนุญาต

สงวนสิทธิ์ทุกประการ
ความเห็น: 8, อ่าน: คลิก