"พอรุ่งเช้าได้จัดหน่วยสืบข่าวไปสืบดูว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อคืนนี้ เพราะทางนี้สอบถามดูแล้วก็ไม่มีปฏิบัติการใดๆ พอสายๆหน่วยสื่อข่าวก็กลับมารายงานว่า ที่ยิงกันอุตลุตนั้นเป็นเพราะ อส.ตื่นควาย"

มีน้องๆมาเตือนว่า พี่บางทราย เห็นบันทึกแต่เรื่องสหาย เรื่องการสู้รบ เรื่องพคท. ไม่กลัวใครเข้าใจผิดหรือว่าพี่บางทรายจะฟื้นฟูลัทธินี้ขึ้นมา....ผมหัวใจลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม เพราะมันตกลงไป.. เมื่อได้สติสตังค์แล้วผมอธิบายว่า ลัทธินี้เป็นอดีต เป็นประวัติศาสตร์ไปแล้ว ไม่มีใครคิดแผลงๆฟื้นฟูมันขึ้นมาหรอก เพียงแต่ว่าสิ่งดังกล่าวนี้มีความสำคัญเพราะเป็นประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ปัจจุบันยังมีตัวบุคคล มีสถานที่ มีความทรงจำคงอยู่ ก็น่าที่จะหยิบมาเล่าสู่กันฟัง เป็นอุทาหรณ์  โดยเฉพาะคนที่ทำงานพัฒนาคน พัฒนาท้องถิ่น พัฒนาวิถีชีวิต หากไม่เข้าใจ ไม่ศึกษาแล้วจะเอาอะไรไปกำหนดกระบวนการทำงานที่เหมาะสมกับพื้นที่แถบนี้เล่า..  

หรือว่าน้องจะให้พี่นั่งเทียนกำหนดทุกสิ่งทุกอย่างลงไปจากโต๊ะทำงานรกๆของพี่นี่ มันง่ายมากที่จะทำอย่างนั้น แต่ประสบการณ์เราเรียนรู้มาแล้วมิใช่หรือว่าอะไรที่ไม่เข้าใจชาวบ้าน  อะไรที่ชาวบ้านไม่มีส่วนร่วม อะไรที่ไม่ได้ฟังเขาแสดงความคิดเห็น  โดยเฉพาะไม่เข้าใจภูมินิเวศน์วัฒนธรรมประวัติศาสตร์ มันก็ไม่ต่างอะไรจากการพัฒนาเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมาแล้ว...ผมร่ายยาวเสียน้องพยักหน้างึกๆ  แล้วก็บอกว่า  เปล่าหรอก หนูกลัวว่าคนอื่นจะเข้าใจพี่ผิดไปอ่ะ...  เออ พี่ขอบใจที่น้องเตือนพี่  

ว่าแล้วผมก็หยิบหนังสือชื่อ สู่สมรภูมิภูพาน ฉบับที่ผมอ่านมาแล้ว 3 รอบ ด้วยเพราะอยากจะเข้าใจถึงผู้เขียนสื่ออะไรออกมาบ้าง ที่เกี่ยวกับพี่น้องไทโซ่ที่ผมทำงานอยู่ด้วย หนังสือเล่มนี้ทำให้ผมเรียนรู้ชีวิตยามสงคราม ที่พี่น้องไทโซ่ตกอยู่ในบรรยากาศนั้นมามากกว่า 10 ปี ซึ่งท่านย่อมทราบดีว่า 10 ปีนั้นมันหล่อหลอมความคิดจิตสำนึกและวิธีปฏิบัติอะไรต่อมิอะไรมากพอสมควร และตกทอดมาจนปัจจุบันที่เราเข้ามาพัฒนาเขาเหล่านั้น  บางช่วงบางตอนก็เศร้า ก็ตลก เช่น  

*********

ผู้บันทึกเขียนไว้ว่า ออกเดินทางตอนพลบค่ำผ่านทุ่งบ้านติ้ว ขึ้นภูเตี้ยๆ ไม่ถึง 2 ชั่วโมงก็ถึงทับคุณดิน..เช้าเดินต่อเลียบภูไก่เขี่ย ขวามือเป็นภูหยวก แล้วถึงภูตากแดด คุณปฏิ และ คุณเดื่อง ชี้ไปที่ตะวันตกแล้วบอกว่า  นั่นคือที่ที่คุณคง นำกองทหารจากดงหลวงขึ้นมาดักซุ่มกองกำลังฝ่ายรัฐบาล ซึ่งตั้งค่ายอยู่ที่บ้านหนองแคน ซึ่งอยู่ตีนภูหลักควาย.....ว่ากันว่าเป็นความอ่อนประสบการณ์ของคุณคง เมื่อต่อสู้กันสักพัก เงียบเสียงไป คุณคงก็ลุกขึ้นยืนเพื่อสังเกตการณ์สนามรบ แต่กลับถูกยิงตรงแสกหน้าพอดี..นี่เป็นเรื่องเศร้า 

แต่เรื่องขำก็มี เช่น...มีอยู่คืนหนึ่งได้ยินเสียงปืนยิงกันหูดับตับไหม้ที่ค่าย อส.บ้านโคก ต่อมาก็มีเครื่องบิน ที 28 มาทิ้งพลุ ทิ้งเป็นแนวยาวตัดกันเป็นรูปกากบาท เป็นภาพที่น่าดูมาก และยังมีเครื่องบินซี 130 บินมารัวปืนกลอากาศสู่พื้นที่ที่สงสัย ปืนกลนี้ยิงเร็วเป็นหมื่นนัดในเวลา 1 หรือ 2 นาที กระสุนเสียดสีอากาศเป็นสีแดงในยามคืนมืดดูแล้วคล้ายกับม่านกระสุนที่กางออกไปรอบๆน่าดูยิ่งนัก  พอรุ่งเช้าได้จัดหน่วยสืบข่าวไปสืบดูว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อคืนนี้ เพราะทางนี้สอบถามดูแล้วก็ไม่มีปฏิบัติการใดๆ พอสายๆหน่วยสื่อข่าวก็กลับมารายงานว่า ที่ยิงกันอุตลุตนั้นเป็นเพราะ อส.ตื่นควาย  

คนในละแวกนั้นจะปล่อยควายเป็นอิสระอยู่ตามดงตามภูในยามที่ไม่ได้ทำนา ควายจะเที่ยวหากินไปทั่ว เจ้าของจะตามมาเอากลับคืนเมื่อถึงฤดูทำนาเท่านั้น  เสียงควายเดินสวบๆในเวลากลางคืนย่อมยากที่อ.ส.จะจำแนกว่ามันเป็นเสียงควายหรือเสียงคน เรื่องอย่างนี้เป็นเรื่องธรรมดาในปี พ.ศ. 2510  

***********

ประเด็นคือเราได้รู้จักสถานที่ บ้านติ้ว บ้านหนองแคน ภูไก่เขี่ย ภูหยวก ภูตากแดด  เรารู้จักกองทหารจากดงหลวง เมื่อสืบต่อไปก็รู้ว่าเป็นใครบ้าง คุณคงเป็นใคร  นอกจากนี้เรารู้จักวิถีชีวิตชาวบ้านต่อการเลี้ยงควายแบบปล่อยเข้าป่าเมื่อหมดฤดูการทำนา ...ประเด็นเหล่านี้เราเก็บเอาไปสอบถามต่อในรายละเอียด ความเชื่อต่างๆ กระบวนการคิด กระบวนการปล่อยควายเข้าป่า ซึ่งปัจจุบันก็ยังทำกันอยู่ แต่เป็นวัวมากกว่าควาย....ได้อะไรเพิ่มขึ้นอีกมากมายครับ... 

หนังสือเล่มนี้เขียนโดย พ.เมืองชมพู  ซึ่งเป็นนามปากกาของคุณ อุดม สีสุวรรณ หรืออีกนามปากกาหนึ่งคือ บรรจง บรรเจิดศิลป์ อดีตกรรมการกลางพรรค และกรมการเมือง ผู้ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่ดงหลวง  มี 3 ภาค 41 บท 392 หน้า พิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชน พิมพ์เมื่อ 2532 เข้าใจว่าพิมพ์ครั้งเดียว 

อันนี้เป็นน้ำจิ้ม..หากสนใจรีบจองที่นั่งเฮฮาศาสตร์ 3 ได้เลยครับ ใกล้ปิดรับสมัครเต็มทีแล้ว เพราะหากมากเกินไปเราก็กลัวว่าจะดูแลไม่ทั่วถึงครับ อิ อิ