ผมอยู่ที่นี่มานาน นานจนผมรักที่นี่แทบจะไม่เคยคิดย้ายไปไหน ผมก็อยากเห็นบ้านที่ผมรักว่าควรมีอะไรบ้าง

ผมอยากให้โรงพยาบาลของผม....

            หากใครถามว่า ผมรักที่จะทำงานที่ใดมากที่สุด คำตอบก็คือ ม.อ. คณะแพทยศาสตร์ ที่ผมเล่าเรียนมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2533 นู่น หากใครถามว่า ผมอยากเห็นการพัฒนาที่ไหนและส่วนใดมากที่สุด คำตอบก็คงหนีไม่พ้นเรื่องการเรียนการสอนในคณะของผม การสร้างนักศึกษาแพทย์และแพทย์เฉพาะทางให้ดีที่สุดด้วยกำลังของครูบาอาจารย์ในนี้ คำว่าครูบาอาจารย์ในที่นี้ผมหมายถึงอาจารย์แพทย์ พยาบาล เพื่อนร่วมงานและคนไข้ของเราครับ นี่มองในแง่ที่เขาทั้ง 2 กลุ่มเป็นลูกค้าหลักของคณะแพทย์ เราขายวิชาไม่ใช่หรือ แต่หากมองในแง่ของการให้บริการ ลูกค้าหลักของเราก็คงหนีไม่พ้นคนไข้ ดังนั้นการพัฒนาที่อยากเห็นมากที่สุดอีกอย่างก็คือด้านการดูแลคนไข้ของเรา

                เรื่องการพัฒนาการดูแลคนไข้ที่เป็นโรคไม่ต้องพูดถึง เพราะมีคนพูดกันมามากว่า เราเก่ง เราดี เราทำได้ ยิ่งในช่วงวิกฤตปัญหาไฟใต้ยิ่งช่วยบอกสังคมได้อย่างดีว่าเราพร้อมเพียงใด มาถึงเรื่องการดูแลจิตใจ บ้านเราก็ทำได้ดีจนที่อื่นต้องอ้างถึง เรื่องการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายหรือ palliative care นั่นประไร

                แล้วผมเขียนมาทำไมกันนี่

                ก็ผมอยากให้โรงพยาบาลของผมมีอย่างอื่นเพิ่มเติมอีก 2 อย่างน่ะสิ

ผมอยากเห็นห้องสมุดในโรงพยาบาล

                ฝันเฟื่องไปแล้ว จะมีได้อย่างไรกัน ที่คณะของเราก็มีแล้ว ใหญ่โตเสียด้วย ระบบการยืมคืนค้นด้วยระบบ on line ก็ทันสมัยเหลือเกิน แต่นั่นเพื่อคนของเราไม่ใช่หรือครับ คนของเราก็ยังจำกัดแคบเข้ามาอีกเหลือเฉพาะหมอและลูกศิษย์หมอเท่านั้น แต่ผมกำลังหมายถึงห้องสมุดประชาชนคนไข้และญาติต่างหากเล่า ลองคิดดูสิครับ  ว่าคนที่ต้องมานอนโรงพยาบาลนั้นเขารู้สึกเบื่อแค่ไหน เว้นเสียแต่บางคนอาจจะชอบนอนโรงพยาบาลเพราะหมอเจ้าของไข้หน้าตาดีก็ได้หนา ใครจะรู้ (ฮา) แต่บางคนเพียงแค่นอน 2 คืนก็แทบคลั่งแล้ว ถ้าเป็นคนที่นอนนานเป็นสัปดาห์ล่ะจะเป็นยังไง คนไข้โรคเรื้อรังเขาน่าสงสารมากครับ เขาไม่มีทางเลือก ไม่ได้นอนบ้านนานครั้งละเป็นสัปดาห์ บางคนเป็นเดือน แล้วห้องสมุดช่วยเขาได้อย่างไรล่ะ

                คำตอบนี้สรรหามาตอบได้ไม่ยากเลยครับ คนไข้หรือญาติหลายคนเป็นนักอ่าน เขาสามารถอ่านหนังสือคลายความเบื่อได้ ยิ่งถ้าเป็นกลุ่มเด็กๆ หากได้อ่านหนังสือหรือมีคนมาอ่านให้ฟัง น่าจะช่วยสนับสนุนความรู้และการพัฒนาทางสมองเขาได้บาง ลองหลับตานึกถึงเด็กที่นอนแต่ในโรงพยาบาลโดยไม่ค่อยได้ไปโรงเรียนดูสิครับ นึกถึงเด็กกลุ่มนี้แล้ว ผมยังอยากจะให้นักศึกษาแพทย์ นักศึกษา นักเรียน หรืออาสาสมัครที่ไหนก็ได้ มาอ่านหนังสือหรือมาสอนให้เด็กอ่านหนังสือ มันก็ได้ประโยชน์ต่อทั้งผู้ให้และผู้รับ คิดแล้วตัวพองด้วยความปีติครับ เด็กที่ไม่ได้เป็นโรคติดเชื้อ ผู้ใหญ่ที่เดินไหว ก็ลงมานั่งอ่านหนังสือกัน มีหนังสือให้มาก ให้หลายชนิด นิยายน้ำเน่าก็มีคนอ่าน หนังสือเด็ก หนังสือแฟชั่นก็มีคนอ่าน คนไข้ผู้ชายแก่ๆอาจจะอยากดูรูปสาวๆเฉพาะหน้าปกกับหน้ากลางก็ได้ (อันนี้เป็นมาตรฐานส่วนตัวของผมครับ..ฮา) อาจจะมีคนแย้งว่า เรามีหนังสือแจกให้อ่านตามห้องพิเศษแล้ว อันนี้คงต้องแย้งเสียงเขียวว่า หนังสือนั้นเป็นมาตรฐานของเราครับ เราคิดว่าอ่านได้ อ่านดี มีประโยชน์ โธ่.. ชาวบ้านเขาต้องการเหมือนเราหรือ ชีวิตที่ไม่มีสาระนั้นสนุกกว่าเห็นๆ เราต้องการให้เขาลืมเรื่องเจ็บป่วยนี่นา   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                คำถามต่อมาก็คือ แล้วจะบริหารจัดการอย่างไรล่ะ เรื่องนี้ตอบไม่ได้ เพราะผมเป็นหมอ คิดและฝันอย่างเดียว เพียงแค่ตะโกนออกมาว่าอยากให้มีก็เท่านั้นเอง ถ้าผมทำเองไม่ได้ก็ให้คนอื่นเขามาทำสิ คนเก่งๆในสังคมบ้านเรามีมากจะตายไป เราหาไม่เจอเท่านั้นเอง ระบบการยืม การคืน การเช่า การซื้อ ก็ค่อยมาว่ากันหากเราอยากทำจริงๆ หนังสือที่คนของเราเขียน (อ.เต็มศักดิ์เป็นตัวอย่างหนึ่ง) หรือใครอยากเขียนหรือเขียนแล้วแต่ไม่กล้าส่งสำนักพิมพ์หรือสำนักพิมพ์เด้งมาให้น้ำตาไหล ก็เอามาวางในห้องสมุดซะ เกิดประโยชน์ต่อทั้งคนเขียนและคนอ่าน บางคนชอบอ่านหนังสือทำมือก็มี เด็กๆโรคเรื้อรังเขาชอบวาดรูป ก็ให้เขาวาด ให้เขาแต่ง แล้วเราเย็บเล่มให้เขา โอโฮ ผมตื้นตันอีกแล้ว <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center"></p>ผมอยากให้มีโรงนวดในโรงพยาบาล <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                อันนี้เรื่องใหญ่เพราะฟังดูแล้วมันขัดแย้งกับหลักการสถาบันเราซะเหลือเกิน ที่นี่เป็นโรงพยาบาลไม่ใช่โรงนวด ที่นี่เป็นโรงเรียนแพทย์ไม่ใช่สถานเริงรมย์ แต่ผมกำลังหมายถึงการนวดเพื่อบำบัด ไม่ใช่การนวดพร้อมอาบ เดี๋ยวนี้ใครๆก็รู้ว่าการนวดช่วยส่งเสริมการรักษาโรค การรักษาความเครียดทั้งทางกายและใจ เราเห็นตัวอย่างจากโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขมากมายที่จัดให้มีการนวดเพื่อการบำบัด เขาส่งเสริม เขาโฆษณา เขาให้บริการกับทุกคนไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยหรือคนอื่น หรือกับคนในโรงพยาบาลด้วยกันเอง รัฐบาลยังส่งเสริมโดยสามารถให้เบิกเป็นค่ารักษาด้วยยังไงเล่า <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ประโยชน์จากการมีโรงนวดในโรงพยาบาลให้ประโยชน์ได้หลายอย่างเลยครับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                คนไข้ที่ถูกนวดเป็นคนแรกที่ได้รับประโยชน์นั้นโดยตรง คนไข้บางกลุ่มอาจจะชอบการนวดแบบพื้นบ้านมากกว่าการเข้าไปในหน่วยกายภาพบำบัดของโรงพยาบาลซะอีก การนวดพื้นบ้านอาจจะใช้น้ำมัน ยาหม่อง ลูกประคบ ซึ่งเป็นกลิ่นคุ้นเคยมาตั้งแต่เขาเกิด สุขกาย สุขจมูก สุขใจ และรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่น ฝรั่งเขากำลังเฝ้ามองเราอยู่เช่นกันนะครับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                คนไม่เจ็บไข้ แต่เบื่อจากการรอคิวตรวจ เมื่อยล้าจากการเดินทาง (บางคนมาถึงโรงพยาบาลตั้งแต่ตี 3 ผมก็เคยเห็น นั่นหมายความว่าเขาออกจากบ้านมาตั้งแต่กี่โมงล่ะ) การนวดช่วยลดความตึงเครียดของเขาได้ดี อาจจะลดการบ่นเรื่องการรอคิวได้ซะอีก และเมื่อเขาสบายกาย เขาก็จะสบายใจ ลดความเมื่อยล้า มีแรงเดินทางกลับบ้านได้ด้วยความสุข <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                คนไม่เจ็บไข้แต่มารับบริการอีกกลุ่มหนึ่ง ก็คือบุคลากรพวกเรากันเองนี่แหละ ลองคิดดูสิครับว่าพวกเราทำงานหนักแค่ไหน พยาบาลอดนอนทั้งคืน เดินไปเดินมาจนน่องปูด เส้นเลือดขอดจนระบม ลงเวรมาแล้วไปเข้าโรงนวด หลับไปซัก 1 ชั่วโมง โอ้โฮ สวรรค์หลังเลิกงานลงเวรเลยครับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                คนที่ได้ประโยชน์กลุ่มที่ 3 ก็คือนักนวดมืออาชีพ คนแก่ๆ คนเก่งๆที่ไม่ได้ทำงานอื่น หรือนวดเป็นงานอดิเรก นวดเป็นอาชีพ หรือคนที่อยากจะมาฝึกนวด ไม่แน่นะ เราอาจจะเป็นสถานที่ให้เขาเหล่านั้นมาฝึกนวด (อาจจะเก็บเงินคนมารับบริการในราคาถูก ซึ่งเหมาะสำหรับคนจนจริงๆ) ก่อนที่เขาจะได้รับใบประกาศ เห็นไหมได้ประโยชน์มากมาย รายได้ก็เพิ่มขึ้นมา (หลังจากถูกหักค่าต๋งแล้ว) <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                กลุ่มที่ 4 ซึ่งดูเหมือนจะเสียประโยชน์ เพราะเขาจะถูกลดงานลงไป ก็คือนักกายภาพบำบัด แต่ผมกลับมองเห็นว่านั่นคือโอกาส โอกาสที่เขาจะได้ไปดูแลคนไข้ที่มีปัญหาแท้จริง เป็นต้นว่า เด็กพัฒนาการช้า กลุ่มคนไข้ที่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษเข้าช่วย นี่คิดเอาเองตามความเห็นส่วนตัวนะครับ หากไม่เห็นด้วยโปรดอภัย <p></p><p>                แล้วใครจะเป็นคนทำ ทำที่ไหน นั่นก็ไม่ใช่เรื่องของผมอีกเช่นเดียวกัน ฝันอย่างเดียว ผมอยู่ที่นี่มานาน นานจนผมรักที่นี่แทบจะไม่เคยคิดย้ายไปไหน ผมก็อยากเห็นบ้านที่ผมรักว่าควรมีอะไรบ้าง จัดห้องรับแขกยังไงดี บริการน้ำดื่มให้แขกแบบไหนน่าจะถูกใจเขาก็เท่านั้น ใครไม่เห็นด้วยก็กรุณาดับความร้อนของอารมณ์เสีย แล้วไปทำงานของท่านต่อ ใครเห็นด้วยก็ช่วยๆกันบ่น ช่วยๆกันเสนอแนะ เพราะที่นี่เป็นบ้านของเราครับ </p>